พณิชยการบางนา จัดงาน BNCC Open House 2020 เปิดบ้านแห่งการเรียนรู้ สู่มาตรฐานสากล

(22 ก.พ.63) นายอรรถพล สังขวาสี ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดงาน “BNCC Open House 2020 เปิดบ้านแห่งการเรียนรู้ สู่มาตรฐานสากล” วิทยาลัยพณิชยการบางนา ประจำปีการศึกษา 2562 โดยมีนายวรรณยุทธ จิตสมุทร ผู้อำนวยการวิทยาลัยพณิชยการบางนา กล่าวรายงาน ณ วิทยาลัยพณิชยการบางนา กรุงเทพมหานคร

นายอรรถพล สังขวาสี ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การจัดงาน BNCC Open House 2020 มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะแนวกิจกรรมการเรียนการสอน และสร้างความเข้าใจเรื่องการศึกษาด้านอาชีวศึกษา ในวิชาชีพประเภทพณิชยกรรมและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษาและนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 ที่สนใจศึกษาต่อด้านอาชีวศึกษา และครูแนะแนวให้เกิดความรู้และความเข้าใจในการเรียนการสอนเส้นทางอาชีวศึกษา ที่มุ่งเน้นการเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีวศึกษาให้ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ มุ่งพัฒนากำลังคนให้มีทักษะขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์นโยบายการอาชีวศึกษากับการพัฒนาประเทศ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

โดยภายในงานจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ กิจกรรมสถานประกอบการเครือข่ายสู่โลกอาชีพ กิจกรรมฐานการเรียนรู้ เปิดโลกวิชาการ เปิดบ้านแห่งการเรียนรู้สู่มาตรฐานสากล การแข่งขันทักษะวิชาการ การประกวดผลงานนวัตกรรมฯ และการจำหน่ายสินค้าและอาหารจากศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ

นับเป็นความร่วมมือกันระหว่างวิทยาลัยพณิชยการบางนา กับสถานประกอบการที่มาจัดกิจกรรมร่วมกันเพอเปิดโลกอาชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจ สามารถสมัครงานให้ตรงกับความถนัดของตนเอง

นายวรรณยุทธ จิตสมุทร ผู้อำนวยการวิทยาลัยพณิชยการบางนา กล่าวต่อว่า วิทยาลัยพณิชยการบางนาได้ร่วมกับสถานประกอบการเครือข่าย จำนวน 21 แห่ง เช่น บริษัท แมคไทย จำกัด บริษัท อาฟเตอร์ยู จำกัด (มหาชน) บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น บริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น และยังมีบริษัทชั้นนำอีกมากมายร่วมจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมให้ตระหนักถึงคุณค่าของเส้นทางสายอาชีพในอนาคต

ในส่วนของโรงเรียนมัธยมศึกษา ทางวิทยาลัยพณิชยการบางนา จัดให้โรงเรียนวัดบางนาใน โรงเรียนวัดศรีวารีน้อย โรงเรียนวัดแพรกษา โรงเรียนรุ่งเรืองอุปถัมภ์ และโรงเรียนแสงหิรัญวิทยา และโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตบางนาและพื้นที่ใกล้เคียง ให้ได้รับความรู้ความเข้าใจรูปแบบการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษา อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นโอกาสที่วิทยาลัยจะได้เผยแพร่ผลงานของนักเรียนนักศึกษาที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอน ทั้งด้านนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ งานสร้างสรรค์และงานวิจัย

ทั้งนี้ มีครู นักเรียน นักศึกษา จากสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน กว่า 600 คน ร่วมในงาน ณ วิทยาลัยพณิชยการบางนา กรุงเทพมหานคร

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ. : ภาพ/ข่าว

สอศ.ส่งนักศึกษาอาชีวะอู่ฮั่น ถึงอ้อมอกผู้ปกครองที่สนามบินสุราษฏร์ธานี

จากกรณีที่มีนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ปีที่ 1 จำนวน 8 คน ซึ่งไปเรียนที่วิทยาลัย Wuhan Institute of Shipbuiding Technology มณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชนจีน เดินทางกลับมาจากเมืองอู่ฮั่น และได้ถูกกักตัวเพื่อคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 ณ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นเวลา 14 วันนั้น

ล่าสุดวันนี้ (19 ก.พ.63) เป็นวันครบกำหนด 14 วัน ตามมาตรฐานของ WHO ในการเฝ้าระวังเชื้อไวรัสโควิด-19 สำหรับการเฝ้าระวังกลุ่มคนไทยที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี จำนวน 8 คน ดังกล่าวด้วย

โดยในวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้มอบหมายให้ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะ เดินทางไปส่งนักศึกษาทั้ง 7 คน ณ สนามบินดอนเมือง โดยมีนางสุภาภรณ์ ราชจินดา อาจารย์ที่ปรึกษา สาขาวิชาโลจิสติกส์ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ได้เดินทางมารับนักศึกษา และเดินทางกลับภูมิลำเนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมนักศึกษาทั้ง 7 คนโดยสวัสดิภาพ

ดร.สุเทพ กล่าวว่า การเรียนของนักศึกษาทั้ง 8 คนในช่วงนี้ เป็นช่วงปิดภาคเรียนของวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี โดยนักศึกษาจะกลับเข้าเรียนในวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ช่วงเปิดเทอม คือเดือนพฤษภาคม 2563 ส่วนการไปศึกษาต่อตามหลักสูตร ณ วิทยาลัย Wuhan Institute of Shipbuiding Technology นั้น เดิมมีกำหนดอยู่ที่เดือนตุลาคม 2563-กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งยังคงต้องรอสถานการณ์และมาตรการต่าง ๆ ที่จะมีการแจ้งประสานในโอกาสต่อไป แต่ต้องพิจารณาถึงความปลอดภัยของนักศึกษาเป็นอันดับแรก

ขอบคุณภาพ/ข่าว สอศ.
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการข่าว

สอศ.จับมือเอพีฮอนด้า ส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัยให้ครูและนักศึกษาอาชีวะ

(15 ก.พ.63) ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับ บริษัท เอ พี ฮอนด้า จำกัด จัดให้มีการแข่งขันทักษะครูฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ระดับประเทศ ครั้งที่ 17 ภายใต้โครงการหนึ่งร้านสร้างสรรค์ หนึ่งสถาบันสร้างสังคม “One Dealer One College” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพมหานคร

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการศึกษา สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ครู นักเรียน นักศึกษา ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทักษะ และยกระดับมาตรฐานของ HONDA SAFETY RIDING ในการขับขี่ปลอดภัย และรักษามาตรฐานแบบแผนของครูฝึกให้เป็นผู้ฝึกสอนที่มีประสิทธิภาพในการขับขี่รถจักรยานยนต์ มีระดับความสามารถในการขับขี่ที่ได้มาตรฐานน่าเชื่อถือ และสอนผู้อื่นในการขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยไม่เกิดความผิดพลาดใด ๆ รวมทั้งสามารถถ่ายทอด แนะนำวิธีการขับขี่รถจักรยานยนต์ได้อย่างเหมาะสมถูกต้อง

ซึ่งในการแข่งขันมีการทดสอบคุณสมบัติ โดยแบ่งเป็น 5 สถานีทดสอบ ดังนี้ สถานีทดสอบที่ 1.การเบรก สถานีทดสอบที่ 2. ความคล่องตัว สถานีทดสอบที่ 3. การทรงตัวบนกระดานแคบ สถานีทดสอบที่ 4. ความแม่นยำในการเลี้ยวเลขแปด และสถานีทดสอบที่ 5.การทดสอบข้อเขียน ทั้งนี้ครูและนักเรียน นักศึกษาจะแข่งขันและทดสอบโดยรถ Honda Wave 110

นายอารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เดินหน้าจัดกิจกรรมการฝึกทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัยและถูกต้องแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนให้กับทุกอาชีพ เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัยเพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ ให้การสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งได้ทำมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป้าหมายในการลดสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน พร้อมกับสร้างวัฒนธรรมของการขับขี่ไปพร้อม ๆ กัน

โดยได้ริเริ่มโครงการอันเกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัย อาทิ โครงการอุบัติเหตุเป็นศูนย์ โครงการ One Dealer One College ที่มุ่งเน้นการปลูกจิตสำนึกการขับขี่ปลอดภัยให้กับนักศึกษา และสร้างศูนย์การเรียนรู้ความปลอดภัยทางถนนให้กับสถานศึกษาอาชีวศึกษาจำนวน 60 แห่ง ในการส่งเสริมป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ เป็นการรักษามาตรฐานและพัฒนาทักษะ ให้กับครู นักศึกษา ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ความรู้เรื่องการขับขี่ปลอดภัยสู่สังคม อย่างมีประสิทธิภาพสืบไป

การแข่งขันครั้งนี้ มีสถานศึกษาสังกัด สอศ. เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 23 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร วิทยาลัยสารพัดช่างกำแพงเพชร วิทยาลัยการอาชีพขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฏร์ธานี วิทยาลัยเทคนิคกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี วิทยาลัยการอาชีพนครไทย จังหวัดพิษณุโลก วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น วิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี วิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร วิทยาลัยการอาชีพบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี 2 วิทยาลัยเทคนิค โพธาราม จังหวัดราชบุรี วิทยาลัยเทคนิคทุ่งสง วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย วิทยาลัยกาญจนาภิเษกเชียงราย วิทยาลัยเทคนิคศรีษะเกษ วิทยาลัยเทคโนโลยีการจัดการรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และวิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย

ซึ่งสถานศึกษา 1 แห่ง ประกอบด้วย ครู 1 คน นักศึกษา 1 คน พร้อมพิธีมอบโล่เกียรติยศให้กับสถานศึกษาที่ร่วมทำกิจกรรมรณรงค์เผยแพร่ความรู้ขับขี่ปลอดภัยดีเด่นจำนวน 10 แห่ง

“การสร้างจิตสำนึกในการขับขี่ปลอดภัยให้กับนักเรียน นักศึกษา รวมถึง ครู อาจารย์ และประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่พร้อมให้ความสำคัญแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ในการรณรงค์ ป้องกัน และหาวิธีแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนถนน และเชื่อมั่นว่าการประสานความร่วมมือร่วมใจกันอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เกิดจิตสำนึกในการขับขี่ปลอดภัย และปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในเมืองไทยลดลงได้อย่างแน่นอน” รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวปิดท้าย

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ.
ภาพ/ข่าว

สอศ.จัดเปิดบ้านช่างทองหลวง สร้างสะพานเชื่อมโยงการศึกษาสู่สายอาชีพ

นายสมประสงค์ สิงห์สุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดงาน “เปิดบ้านช่างทองหลวง สร้างสะพานเชื่อมโยงการศึกษาสู่สายอาชีพภายใต้ความร่วมมือของอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ” เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ณ กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

นายสมประสงค์ สิงห์สุวรรณ เปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้ให้ความสำคัญการศึกษาด้านอาชีวศึกษาเพื่อผลิตกำลังคนด้านช่างฝีมือและนักเทคโนโลยี รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายและจุดเน้นการขับเคลื่อนการจัดอาชีวศึกษา มุ่งให้จัดการศึกษาในระบบทวิภาคีเป็นสำคัญ ให้นักศึกษาได้มีทักษะเกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยความร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ประกาศจุดเน้นและทิศทางการขับเคลื่อนการจัดอาชีวศึกษา และให้ดำเนินการจัดการแนะแนวสื่อสารเพื่อจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center ) และจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี

เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและผลิตกำลังคนอาชีวศึกษา กลุ่มอาชีพอัญมณีและเครื่องประดับ และกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ได้จัดโครงการเปิดบ้านช่างทองหลวง สร้างสะพานเชื่อมโยงการศึกษาสู่สายอาชีพ ภายใต้ความร่วมมือของอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดการศึกษา สาขาวิชาช่างทองหลวงและสาขาวิชาเครื่องประดับอัญมณี ให้เป็นที่รู้จักแก่นักเรียนที่สนใจศึกษาต่อในระดับอาชีวศึกษา

ทั้งนี้ มีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การแข่งขันทักษะงานศิลปหัตถกรรมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่การเรียนสายอาชีพ เปิดตลาดนัดศิลปกรรมจำหน่ายเครื่องประดับของที่ระลึก ผลงานนักเรียน นักศึกษา การฝึกอาชีพระยะสั้นทำเครื่องประดับ การแสดงนิทรรศการผลงานศิลปหัตถกรรมเครื่องประดับแบบโบราณและเครื่องประดับสมัยใหม่ แนะนำการเรียนในสาขาวิชาช่างทองหลวงและสาขาวิชาเครื่องประดับ สาธิตการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตเครื่องประดับอัญมณีของสถานประกอบการ ออกแบบเครื่องประดับด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 3D การเดินแบบของนักเรียน นักศึกษา การแสดงดนตรี และการจัดนิทรรศการ กศน.สายอาชีพ ของศูนย์การเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง)

นายพรอนันต์ ภักดีบุญ ผู้อำนวยการกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง กล่าวต่อว่า กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง จัดการศึกษาหลักสูตรอาชีวศึกษาประเภทวิชาศิลปกรรม ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และระดับปริญญาตรี 2 วุฒิการศึกษา คือ ปริญญาตรีเทคโนโลยีบัณฑิต สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร และศิลปบัณฑิต สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สาขาวิชาช่างทองหลวงและสาขาวิชาเครื่องประดับอัญมณี เพื่อผลิตกำลังคนรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม กลุ่มอาชีพอัญมณีและเครื่องประดับ และได้ร่วมพัฒนาหลักสูตร พัฒนาบุคลากรพัฒนาผู้เรียน สร้างการมีส่วนร่วมในการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีแบบโรงเรียนโรงงาน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้เรียนทั้งผู้ที่สนใจในงานเครื่องประดับโบราณและสมัยใหม่ หรือนักเรียน นักศึกษาที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ได้เข้าถึงการเรียนสายอาชีพเพื่อการมีงานทำ

ซึ่งภายในงานมีนักเรียน นักศึกษา ผู้ที่สนใจศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมการแข่งขันทักษะ เข้าชมนิทรรศการ และร่วมฝึกอาชีพ กว่า 1,500 คน โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-19 ธันวาคม พ.ศ.2562 ณ กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง วิทยาเขตศาลายา ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

ภาพ/ข่าว : ประชาสัมพันธ์ สอศ.

คุณหญิงโค้ดดิ้ง-ผอ.สสวท.เข้าหารือและติดตามผลการเรียนการสอนของนักเรียนไทย ที่วิทยาลัยเกษตรและโภชนาการโคอิบูชิ ประเทศญี่ปุ่น

(30 ต.ค.62) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่วิทยาลัยเกษตรและโภชนาการโคอิบูชิ (Koibuchi College of Agriculture and Nutrition) ประเทศญี่ปุ่น ได้เชิญคณะฯ เข้าเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอน และติดตามความร่วมมือกับ Mr.Shimasaki Hiroyuki ผู้อำนวยการและคณะ ในเรื่องการทำความร่วมมือเพื่อจัดการเรียนการสอนสาขาเกษตรระหว่างประเทศ ระหว่างอาชีวะเกษตรเเละประมงไทย กับวิทยาลัยเกษตรและโภชนาการโคอิบูชิ (Koibuchi College of Agriculture and Nutrition) ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงหารือการจัดการหลักสูตรให้มีความสอดคล้องกัน และการส่งนักศึกษาอาชีวะเกษตรเข้าเรียน พร้อมหาแนวทางให้นักศึกษาได้รับทุนการศึกษา โดยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า สถานศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรไทย มีการนำร่องในการนำนักศึกษาเข้าเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ตั้งเเต่ปีการศึกษา 2560 จำนวน 25 คน จากสถานศึกษา 10 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชลบุรี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตาก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบูรณ์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม ซึ่งนักศึกษาได้เข้ารับการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาปศุสัตว์ ในบริษัท อิเซะ ฟู้ด (ISE Foods, Inc.) ซึ่งเป็นสถานประกอบการผลิตไข่ไก่ขนาดใหญ่ ของประเทศญี่ปุ่นด้วย

ทั้งนี้ สอศ.ได้หารือถึงความร่วมมือในอนาคต เพื่อให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรทั่วประเทศ ได้มีโอกาสให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ในการเรียน มีทักษะเฉพาะทาง รวมถึงได้รับความรู้ด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ พร้อมจะเป็นเกษตรก้าวหน้า (Smart Farming) ซึ่งการจัดการเรียนการสอนในครั้งนี้จะได้รับวุฒิการศึกษาของวิทยาลัยเกษตรและโภชนาการโคอิบูชิ ประเทศญี่ปุ่น และของสถานศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรในประเทศไทย หรือเรียกว่า “การจัดการศึกษาในระบบทวิวุฒิ”

นอกจากนี้ ได้หารือถึงการจัดการเรียนให้นักเรียนที่อยู่ชายขอบ นักเรียนขยายโอกาส หรือนักเรียนพักนอน ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะตนเอง ให้เกิดความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเริ่มตั้งแต่เยาว์วัย จนสามารถนำความรู้ความสามารถไปประกอบอาชีพเพื่อพัฒนาตนเองและบ้านเกิดได้ ให้เป็นไปตามนโยบาย “สะพานเชื่อมโยง สอศ. และ สพฐ.” เพื่อพัฒนานักเรียนร่วมกัน

สุดท้ายนี้ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า จะรวบรวมข้อมูลพื้นฐานและองค์ความรู้ทุกเเขนง มา Upskill Reskill เพื่อยกระดับการพัฒนาไปสู่ Digital Smart Farming อีกทั้งจะนำ Coding มาเป็นรากฐานตั้งต้น ประกอบการยกระดับ 47 อาชีวะเกษตรและประมงของเราต่อไป

ขอบคุณภาพข่าว / คณะทำงาน

Upskill Reskill 47อาชีวะเกษตรอาหารกลางวันปลอดสารพิษ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการแผนกอาหารและโภชนาการ ผลงานสถาบันและผลงานของนักศึกษา เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม

รมช.ศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำถึงการ Upskill Reskill (หรือการเสริมทักษะใหม่ : Upskilling และการพัฒนาทักษะที่มีอยู่ : Reskilling) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสำหรับคนทำงานในอนาคต โดยเน้นไปวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 47 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อมุ่งเน้นให้อาชีวะเกษตร เป็นแหล่งผลิตอาหารกลางวันที่ปลอดสารพิษ และยังเป็นการสร้างงาน สร้างเงิน สร้างคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเเละนวัตกรรม (STi) อีกด้วย

ขอบคุณภาพถ่าย: คณะทำงาน รมช.ศธ.

รมว.ศธ.ตอบกระทู้ถามในที่ประชุมสภาฯ “นโยบายสถาบันการอาชีวศึกษา”

ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เผยแพร่กระทู้ถามและคำตอบของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ตอบกระทู้ถามนายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ขอให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งรัดนโยบาย แผนงานโครงการ จัดสรรงบประมาณ ให้แก่สถาบันการอาชีวศึกษา

สำหรับประเด็นที่ รมว.ศึกษาธิการ ตอบกระทู้ดังกล่าว คือ

  • คำถามที่ 1 แผนงานและโครงการบรรจุข้าราชการที่เป็นผู้บริหาร อาจารย์ และครูประจำสถาบันอาชีวศึกษาทั้ง 23 แห่ง ตลอดจนวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่าง ๆ ที่ยังขาดแคลนให้ครบตามกรอบอัตรากำลังของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)
  • คำถามที่ 2 นโยบาย แผนงานและโครงการที่จะจัดสรรงบประมาณ ลงทุนก่อสร้างอาคารสถาบันอาชีวศึกษาที่เป็นที่ตั้งส านักงานใหญ่ของสถาบันอาชีวศึกษาทั้ง 23 แห่ง เพื่อการบริหารงานสถาบันและบริการวิชาการแก่นักศึกษา
  • คำถามที่ 3 นโยบาย แผนงานและโครงการจัดทุนการศึกษาเพื่อส่ง ผู้บริหาร อาจารย์ และครูของสถาบันอาชีวศึกษาและวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่าง ๆ ไปศึกษาต่อหรือ ฝึกอบรมภายในประเทศหรือต่างประเทศ
  • คำถามที่ 4 นโยบาย แผนงานและโครงการที่จะให้สถาบันอาชีวศึกษาทำหน้าที่อาชีวศึกษาจังหวัดอีกตำแหน่งหนึ่ง และกำกับดูแลสถานศึกษาอาชีวศึกษาทุกแห่ง ทั้งภาครัฐและเอกชน
  • คำถามที่ 5 นโยบายจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพขึ้นในสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา

อ่านรายละเอียด / ราชกิจจานุเบกษา
ภาพประกอบ / สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ4

สอศ.​ร่วมกับสถานประกอบการญี่ปุ่นสัมมนาจัดทำฐานข้อมูลกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมญี่ปุ่น

(23​ กันยายน 2562) นายณัฏฐพล​ ทีปสุวรรณ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ​ เป็นประธานการประชุมสัมมนาจัดทำฐานข้อมูลกำลังคนด้านอุตสาหกรรม​ของสถานประกอบการ​ญี่ปุ่นในประเทศไทย​ ณ​ วิทยาลัย​อาชีวศึกษา​เทคโนโลยี​ฐานวิทยาศาสตร์​ (ชลบุรี)​ อ.พานทอง จ.ชลบุรี​ โดยผู้เข้าร่วมการประชุมสัมมนา 200 คน ประกอบด้วยผู้แทนจากสถานประกอบการ​ 40​ แห่ง และผู้แทนจากสถานศึกษาในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) 20​ แห่ง

ประเด็นสำคัญที่ รมว.ศธ.ให้นโยบาย
– สถานศึกษาอาชีวะต้องเร่งผลิตพัฒนาผู้เรียนตอบสนองความต้องการภาคอุตสาหกรรม 3 ด้าน คือ ระเบียบ​วินัย​ การสื่อสาร​ภาษาอังกฤษ​ และทักษะที่ตรงกับสายงาน
– ขอให้เร่งบริหาร​จัดการ​ครู​ที่มีความรู้ความสามารถที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
– นำฐานข้อมูลความต้องการกำลังคน มาใช้พัฒนากำลังคน
– การเพิ่มจำนวน​ผู้เรียน​ ​ต้อง​ให้เด็กได้เห็น-สัมผัสเทคโนโลยี​ที่ทันสมัย​ กระตุ้นให้อยากมาเรียน​
– หลักสูตร​ทวิภาคี​ ให้​สถานศึกษาหารือ​กับผู้ประกอบการ​แต่ละราย เพราะความต้องการแตกต่างกัน

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร​ เลขาธิการ​คณะกรรมการการอาชีวศึกษา​ กล่าวว่า​ การประชุมสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลความต้องการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการญี่ปุ่น ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) อันจะนำไปสู่การวางแผนการผลิตกำลังคนให้มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการอย่างแท้จริง และขอความร่วมมือกับสถานประกอบการเพื่อใช้เป็นฐานในการเรียนและการฝึกงานของนักศึกษาในรูปแบบ Work Integrated Learning (WIL) แบบเข้มข้น​ ตลอด​จนประชาสัมพันธ์การจัดการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หลักสูตรต่อเนื่อง 5 ปี ตามมาตรฐานโคเซ็น​ ซึ่งเป็นหลักสูตรตามความร่วมมือกับ KOSEN NationaI Institute of Technology ประเทศญี่ปุ่น โดยได้จัดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปีการศึกษา​ 2561​ ณ​ วิทยาลัยเทคนิคสุรนารีจังหวัดนครราชสีมา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) แห่งนี้

นายภัครธรณ์ เทียนไชย​ ผู้ว่าราชการจังหวัด​ชลบุรี​ กล่าวว่า​ จังหวัดชลบุรี เป็นพื้นที่ EEC​ มีที่ราบชายฝั่งทะเลที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจ มีเกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย​ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี​ พลังงาน​ และยานยนต์ มีเขตนิคมอุตสาหกรรมที่มีสถานประกอบการในหลาย ๆ ประเทศเข้ามาลงทุนกว่า​ 4,000​ บริษัท​ โดยเฉพาะ​ประเทศ​ญี่ปุ่น​ที่มีการสร้างการลงทุนและสร้าง​อุตสาหกรรม​ในระดับต้น​ ๆ​ ของประเทศ

ทั้งนี้ ​จังหวัดชลบุรี​มีสถานศึกษาในสังกัด​สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)​ จำนวน 8​ แห่ง​ สถานศึกษาอาชีวะเอกชนอีก​ 25​ แห่ง จัดการเรียนการสอนให้แก่เยาวชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง พัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ รองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

รมว.ศึกษาธิการ​ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ได้พูดคุยกันอย่างชัดเจนแล้วว่า เรื่องสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรม​ต้องการ​มี​ 3​ เรื่องหลักด้วยกัน​ คือ​ 1) ระเบียบ​วินัย​ 2) ความสามารถ​ด้านการสื่อสาร​ภาษาอังกฤษ​ 3) ทักษะที่ตรงกับสายงาน​ โดย​เรียนรู้​จากประสบการณ์​จริง​ ซึ่ง​สถานศึกษา​ต้องเพิ่มความเข้มงวดในประเด็นดังกล่าว​อย่างจริงจัง​ โดยเฉพาะ​เรื่องภาษา​เป็นข้อจำกัดที่ต้องมุ่งมั่น​แก้ปัญหา​ จะรอเวลาไม่ได้​ โดยต้องฝึกหัดเด็กตั้งแต่ชั้น​ ม.1​ ให้เข้มข้น​ในระยะเวลา​ 2-3​ ปี​ เชื่อมั่นว่า​เด็กจะสามารถ​สื่อสาร​ภาษาอังกฤษ​ได้ดีในระดับหนึ่ง​ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)​ และ​ สอศ.​ ต้องร่วมกันปรับการจัด​การเรียน​การ​สอน​ให้เหมาะสม​

ขณะเดียวกัน​ต้องวางแผน​ระยะยาวถึงการบริหาร​จัดการ​ครู​ที่มีความรู้ความสามารถ​ แต่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ​ โดยอาจจะต้องจัดหมวดหมู่​ธุรกิจ​เดียวกันแล้วเปิดสอนหลักสูตร​ในวิทยาลัย​อย่างเข้มข้น​ เนื่องจาก​งบประมาณ​มีจำกัด​ ทั้งนี้​ สอศ.ต้องไปหาแนวทางบูรณาการ​หลักสูตร​ให้ตรงความต้องการตลาดและตรงความสามารถ​ผู้เรียน​ เพื่อนำแรงงานเข้าสู่ตลาดให้ได้​ ซึ่งความต้องการแรงงาน​ของตลาดปัจจุบัน​อยู่​ที่​ประมาณ​ 400,000 คน​ แต่การผลิตกำลังคนสายอาชีพที่ตรงกับงานอยู่ที่หลักหมื่นต้น​ ๆ​ เท่านั้น ศธ.ต้องเร่งสร้างแรงงานให้ตรงกับความต้องการ​ของตลาดตั้งแต่วันนี้​ รวมถึง​หลักสูตร​ต่าง​ ๆ​ ต้องใช้ให้ได้ภายใน​เทอมหน้า มิเช่นนั้น​จะผลิต​กำลัง​คนไม่ทัน​ ส่งผลให้การลงทุน​จากต่างประเทศจะหายไป​ ทั้งหมดนี้เป็นการนำนโยบาย​ของรัฐบาล​ด้านการศึกษา​มาสานต่อให้เกิดผลเชิงประจักษ์​

นอกจากนี้ “ฐานข้อมูลความต้องการกำลังคน” เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้​ ศธ.​ นำมาเป็นแนวทางในการพัฒนากำลังคน ทั้งการพัฒนาในรูปแบบการอบรมระยะสั้นและการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรในสายอาชีพ​ ซึ่งรัฐบาล​มุ่งมั่น​ผลักดัน EEC ​ให้สามารถ​เติบโต​ทันกับธุรกิจ​ที่มีความเปลี่ยนแปลง​อย่างรวดเร็​ว​ เพื่อให้ได้กำลังคนที่มีคุณภาพ​ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการ​ที่จะมาขยายการลงทุน ส่งผลให้ประเทศไทย​และญี่ปุ่น​เดินหน้าไปด้วยกันอย่างต่อเนื่อง

ในประเด็น​ “การเพิ่มจำนวน​ผู้เรียน”​ ​ต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์​มาช่วย​ส่งเสริม​ให้เด็กได้เห็น ได้สัมผัสเทคโนโลยี​ที่ทันสมัย​ กระตุ้นให้เด็กอยากมาเรียน​ โดยเฉพาะเด็กที่มีความถนัดทางวิทยาศาสตร์​ คณิตศาสตร์​ ให้สนใจมาเรียนสายอาชีพมากขึ้น​ ส่วนการจัดหลักสูตร​ทวิภาคี​ ต้องการให้​สถานศึกษา​ปรึกษา​กับผู้ประกอบการ​เป็นราย​ ๆ​ ไป เพื่อให้ทราบความต้องการที่แท้จริง​ เนื่องจากแต่ละกลุ่มจะมีความต้องการที่แตกต่างกัน

Mr Kuba Masaharu เลขานุการ​เอกอัครราชทูต​ญี่ปุ่น​ประจำประเทศไทย​ กล่าวขอบคุณ​ ศธ.​ ที่ให้ความสำคัญ​ต่อการพัฒนา​กำลังคนอาชีวศึกษา​ให้สอดคล้อง​กับความต้องการ​ของ​สถาน​ประกอบการ​ญี่ปุ่น​ ซึ่งที่ผ่่านมาประเทศ​ไทยและญี่ปุ่น​มีความสัมพันธ์​อันแน่นแฟ้นทั้งในระดับวัฒนธรรม​ การศึกษา​ จนถึงระดับเศรษฐกิจ​ ที่สำคัญคือ​ให้สถาบัน​โคเซ็นได้ร่วมวางระบบการศึกษา​ รวมถึง​ความร่วมมือ​ด้านอื่น​ ๆ​ จากภาครัฐ​ และภาคอุตสาหกรรม​ ซึ่งวันนี้​ถือเป็นก้าวใหญ่​ในการพัฒนา​การศึกษา​ โดยประเทศ​ญี่ปุ่น​ยินดีสนับสนุน​การศึกษา​ของประเทศ​ไทยอย่างเต็มที่​

โอกาสนี้​ นายณัฏฐพล​ ทีปสุวรรณ​ รมว.ศึกษาธิการ​ ได้เป็น​ประธาน​พิธี​เปิดห้องปฏิบัติการ​หุ่นยนต์​อุตสาหกรรม​และเทคโนโลยีปัญญา​ประดิษฐ์​ ณ​ อาคาร​เรียนแผนก​ช่างอุตสาหกรรม​ฐานวิทยาศาสตร์​ และเยี่ยมชมนิทรรศการ​สถานประกอบการ​ ณ​ อาคาร​อเนกประสงค์​ วิทยาลัย​อาชีวศึกษา​เทคโนโลยี​ฐานวิทยาศาสตร์​ (ชลบุรี)​ ซึ่งนำนิทรรศการความก้าวหน้าการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาของสถานประกอบการและสถานศึกษา จำนวน 60 แห่ง มาจัดแสดงด้วย

บรรยากาศพิธีเปิด

พิธี​เปิดห้องปฏิบัติการ​หุ่นยนต์​อุตสาหกรรม​
และเทคโนโลยีปัญญา​ประดิษฐ์​

เยี่ยมชมนิทรรศการของสถานประกอบการ/สถานศึกษา

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

คุณหญิงกัลยา ลุยพื้นที่โคราช เปิดโรดโชว์ Smart Farming 47 Aggie by STI ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย

(20 กันยายน 2562) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการ Smart Farming 47 Aggie by STI (Science Technology Innovation) โดยนายปัญญา วงศ์ศรีแก้ว ปลัดจังหวัดนครราชสีมา กล่าวให้การต้อนรับ และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) โครงการ “อิ่มสุขมื้อเที่ยง” โดยมีนายพรณรงค์ วรศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนายปราโมทย์ แสนกล้า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยนายกฤตพล ชุติกุลกีรติ ศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา, ว่าที่ร้อยตรี อภินันทร์ เผือกผ่อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายเมธี กาญจนสุนทร นายอำเภอสีคิ้ว บุคลากร นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา เข้าร่วมงานกว่า 400 คน ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา

ประเด็นสำคัญ
– โครงการ Smart Farming 47 Aggie by STI เป็นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสร้างนวัตกรรมให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจในการทำเกษตรกรรมยุคใหม่
– นำมาใช้ในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีและวิทยาลัยประมง 47 แห่ง เพื่อก้าวสู่ยุคเกษตรกร4.0
– ขณะนี้กำลังทำ Roadshow โครงการใน 16 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี
– วษท.นครราชสีมา เป็นต้นตำรับ “สีคิ้วโมเดล” และ “อิ่มสุขมื้อเที่ยง” โดยร่วมกับ สพป.นครราชสีมา เขต 4 เพื่อผลิตสินค้าเกษตรอาหารปลอดภัย และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า ในนามของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับทราบถึงสภาพปัญหาของอาชีพเกษตรกรไทยในปัจจุบันที่มีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้พยายามวางแผนและสร้างโครงการที่มีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรไทยให้ดียิ่งขึ้น

จึงเป็นที่มาของโครงการ Smart Farming 47 Aggie by STI ภายใต้แนวคิดหลัก STI : Science Technology Innovation ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสร้างนวัตกรรมและการ Re-Skill / Up-Skill ให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจในการทำเกษตรกรรมยุคใหม่ โดยใช้ความรู้ที่มีนวัตกรรม เช่น การบริหารจัดการน้ำให้ได้ประโยชน์สูงสุด, การทำธนาคารน้ำใต้ดิน, การเลี้ยงสัตว์, การจัดหาทวิภาคี ฯลฯ เพื่อเป็นการต่อยอดอาชีพได้อย่างยั่งยืนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์หรือผู้ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรมด้านต่าง ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนได้เรียนรู้จากครูมืออาชีพ

อีกทั้งยังเป็นโครงการที่ช่วยยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีและวิทยาลัยประมง ทั้ง 47 แห่งในประเทศ ให้มีการเรียนการสอนที่น่าสนใจ โดดเด่น มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ และอีกหลากหลายสาขา เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของภาครัฐที่ต้องการพัฒนาส่งเสริมผลักดันให้อาชีพเกษตรกรรมไทย อันถือเป็นอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของไทย จะไม่ลดน้อยถอยลง และยังต้องการให้สังคมเกษตรกรรมไทยก้าวเข้าสู่ยุคเกษตรกร 4.0 ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ย้ำว่า สอศ.ต้องการให้เกษตรกรไทยยุคใหม่มีความพร้อมปรับเปลี่ยนและเรียนรู้ ได้ทราบถึงแนวคิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม จึงจัดกิจกรรม Roadshow Smart Farming 47 Aggie by STI ขึ้นในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 16 แห่ง เพื่อเป็นต้นแบบในการนำร่องให้เกิดความรู้ขยายต่อไปในชุมชนโดยรอบ และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาต่อยอดและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอีกด้วย

นายพิชิต วงศ์คำ ผอ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมถึงวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา เป็นสถานศึกษาที่มุ่งจัดการศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนด้านวิชาชีพที่หลากหลาย มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีคุณธรรมจริยธรรม ตอบสนองความต้องการของชุมชน ท้องถิ่น สถานประกอบการ และตลาดแรงงาน สามารถดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความเป็นเลิศทางด้านเทคโนโลยีการเกษตรและเกษตรอินทรีย์

จุดเด่นของวิทยาลัยฯ คือ ได้ดำเนินโครงการ “สีคิ้วโมเดล” โดยพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นเกษตรยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็นแหล่งผลิตสินค้าทางการเกษตรอาหารปลอดภัย พร้อมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560

ดังนั้น เพื่อเตรียมนักศึกษาสู่ศตวรรษที่ 21 และสนองกับนโยบายภาครัฐ สถานศึกษาจึงได้ประสานความร่วมมือกับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 เพื่อดำเนินโครงการ “อิ่มสุขมื้อเที่ยง” เพื่อให้สถานศึกษาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัย พร้อมกันนี้ได้ดำเนินโครงการ Smart Farming 47 Aggie by STI เพื่อเสริมสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เติบโตมั่นคงและยั่งยืนเป็นรากฐานที่แข็งแรงสืบไป

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ

เสมา 2 สั่งเลิกคบเด็ดขาด 3 สารเคมีอันตราย

‘คุณหญิงกัลยา’ ประกาศ “วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีและวิทยาลัยการประมงทั่วประเทศ ปลอด 3 สารเคมีอันตราย” ชูวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมานำร่องผลิตอาหารปลอดภัย

(12 ก.ย.2562) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าววิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีและวิทยาลัยการประมง เป็นพื้นที่ปลอดสารเคมีอันตราย โดยมีนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา, นายศุภชัย ศรีหล้าที่ปรึกษา รมช.ศธ. นายพรณรงค์ วรศิลป์ ผอ.สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายประจักษ์ ทาสี ผอ.สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคเหนือ นายบุญทอง สุขสวัสดิ์ รอง ผอ.สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง และนายวิศวะ คงแก้ว ผอ.สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยการประมงเป็นสถานศึกษาที่ต้องบ่มเพาะสร้างผู้ประกอบการด้านการเกษตรและสร้างเกษตรกรในอนาคต ซึ่งเป็นบุคลากรที่ต้องนำความรู้และวิธีการที่ถูกต้องไปสร้างผลิตผลทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อาหารปลอดภัย”อันจะทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศชั้นนำของโลกที่ผลิตอาหารสุขภาพ “Green Health”

อีกทั้งวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีและวิทยาลัยการประมง ยังเป็นแหล่งผลิตอาหารจำหน่ายแก่ชุมชนและประชาชนทั่วไป จึงต้องจำหน่ายอาหารที่ปลอดภัยด้วย ซึ่งการผลิตอาหารของเกษตรกรในปัจจุบันพบว่าเกษตรกรจำนวนมากใช้สารเคมีอันตราย 3 ประเภท ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในหลายพื้นที่

ดังนั้น เพื่อเป็นตัวอย่างการผลิตอาหารและจัดกระบวนการเรียนการสอนที่ถูกต้องเพื่อสร้างเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการเกษตรที่ให้ความสำคัญสูงสุดต่อผู้บริโภคด้วยการผลิต “อาหารปลอดภัย” และ “อาหารเพื่อสุขภาพ” กระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีและวิทยาลัยการประมงเป็นพื้นที่ปลอด 3 สารเคมีอันตรายดังกล่าว

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา จะเป็นต้นแบบการทำเกษตรผลิตอาหารกลางวันปลอดภัย โดยโรงเรียนจะรับผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารเคมีจากวิทยาลัยไปปรุงอาหารกลางวัน ขณะเดียวกันวิทยาลัยจะจัดคณะพี่เลี้ยงจิตอาสาในการทำเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมีอันตราย ลงไปช่วยเหลือโรงเรียนในการทำเกษตรและการปรุงอาหารสุขภาพเมนูต่าง ๆ ตามความพร้อมของโรงเรียน เพื่อสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันให้กับโรงเรียนในพื้นที่รอบวิทยาลัย

นอกจากนี้ จะมีการขยายผลไปยังชุมชนโดยรอบ เพื่อให้ประชาชนได้รับความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและปลูกฝังไปสู่ลูกหลาน รวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ เกษตรกรที่มาเรียนกับวิทยาลัย จะได้รับทราบและตระหนักถึงความห่วงใยของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีและวิทยาลัยการประมง เชื่อมั่นว่าประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจะยินดีให้ความร่วมมือกับ ศธ. อย่างเต็มที่  โดย รมช.ศึกษาธิการจะเดินทางไปวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา เพื่อเริ่มดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 กันยายน นี้

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

WordPress.com.

Up ↑