5 นโยบายสำคัญ ในการขับเคลื่อน 5 วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์

“คุณหญิงกัลยา” มอบ 5 นโยบายสำคัญ ขับเคลื่อน 5 วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ยกระดับคุณภาพกำลังคนอาชีวะด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี จากผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม สู่การเป็นวิศวกรสังคม ที่จะใส่ใจเรื่องราวต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการสร้างสังคมให้ดีขึ้น และรองรับการผลิตพัฒนากำลังคนสอดคล้องกับความต้องการใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

(28 มิถุนายน 2564) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนและยกระดับการจัดการเรียนการสอนภายใต้โครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 1 ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมีนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการ กอศ., ผู้บริหาร ศธ. ตลอดจนผู้บริหารโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ทั้ง 5 แห่งเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การเรียนรู้ การทำงานเป็น ด้วยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ จะสามารถนำพาประเทศก้าวสู่การแข่งขันได้ ซึ่งนอกจากเรียนเก่งแล้ว ต้องอยู่บนพื้นฐานการเป็นคนไทยที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมไทยที่ดีงามของประเทศ ซึ่งเป็นต้นทุนมนุษย์ ต้นทุนของสังคมไทย ดังนั้น การที่เราจะเป็นคนเก่งอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องเป็นคนไทยที่ดีมีคุณภาพ พร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 และพาประเทศก้าวพ้นวิกฤตต่าง ๆ ไปด้วยกัน

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เราต้องร่วมแรงร่วมกันกันทุกภาคส่วน ในการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษาต่อความเข้าใจของผู้ปกครองและเยาวชนที่อยากมาเรียนอาชีวะ ขอให้มีความกล้า มีความภาคภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศ ส่วนการพัฒนาผู้เรียนด้านวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นพื้นฐานของการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคม

แต่การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมา มักมุ่งเน้นไปที่การสร้างและเพิ่มจำนวนบุคลากรวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลักโดยเฉพาะบุคลากรวิจัยระดับปริญญาเอก ในขณะที่ด้านวิชาชีพจะเน้นการสร้างช่างฝีมือ ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในลักษณะเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีมากกว่าเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยี ซึ่งการผลิตกำลังคนเฉพาะสองกลุ่มนี้ยังไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่การแข่งขันได้

การประชุมครั้งนี้ จึงต้องการยกระดับคุณภาพกำลังคนอาชีวศึกษาด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ของวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ โดยมีนโยบายที่สำคัญในการดำเนินงาน 5 ด้าน ดังนี้

  1. ต้องเปลี่ยนครูจาก “ผู้สอน” เป็น “Facilitator” โดยครูจะมีหน้าที่สร้างบรรยากาศในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียน และจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่นักเรียนสนใจ เพื่อให้นักเรียนได้มีจินตนาการในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ โดยครูเป็นพี่เลี้ยงที่จะแนะนำให้นักเรียน ศึกษาและลงมือทำในสิ่งที่อยากทำและสนใจ
  2. ต้องปรับการจัดการเรียนรู้ STEM (Science Technology Engineering Mathematics) เป็น STEAM (Science Technology Engineering Arts Mathematics) โดยเพิ่ม “A” คือ Arts (Arts of Life) คือ ศิลปะในการมีชีวิตอยู่แบบคนไทย มีประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม โดยเชื่อมโยงความเป็นอยู่และปัญหาในชีวิตประจำวันของคนไทย เช่น ความเอื้อเฟื้อ เกี้อกูล ความเมตตากรุณา ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ความมีศีลธรรมต้องควบคู่กับการเรียนการสอนและการปฏิบัติหรือการวิจัยในการแก้ปัญหาของสังคม
  3. ใช้ STI (Science Technology & Innovation) ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมโดยใช้กระบวนการเรียนการสอน STI หรือสติ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโลกในอนาคต
  4. นำ Coding มาเป็นหัวใจสำคัญของทักษะการเรียนรู้ ที่ต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นกับเยาวชนคนไทยทุกคน “Coding กับ STI” จะต้องดำเนินไปควบคู่กันจึงจะสามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีระบบ มีตรรกะ เป็นขั้นตอนในเชิงวิทยาศาสตร์ และสามารถแก้ปัญหาเฉพาะตัว รวมทั้งสังคมและประเทศได้
  5. เป็นผู้มีจิตสาธารณะและรู้จักการให้ เช่นเดียวกับสถาบัน KOSEN ซึ่งมุ่งผลิตวิศวกรทางด้านนวัตกรรมและวิศวกรเชิงปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหา สร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เปรียบเสมือนแพทย์ของสังคมที่เรียกว่า Social Doctor สถาบัน KOSEN จะคัดเลือกผู้เรียนที่มีจิตสาธารณะ รู้จักการให้ ซึ่งการให้เป็นการสร้างสังคมและคุณค่าของตนเอง ดังนั้นผู้ที่จะเข้าศึกษาในโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ก็ต้องเป็นผู้มีจิตสาธารณะและรู้จักการให้เช่นเดียวกัน

“ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างและพัฒนานักเทคโนโลยี ที่สามารถผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เข้ากับทักษะด้านช่าง เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ อันจะนำไปสู่การยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยีให้ภาคการผลิตและบริการของประเทศให้มีศักยภาพสูงขึ้น” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เริ่มโครงการจัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (Science-Based Technology School: SBTS) เพื่อผลิตกำลังคนที่มีความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นเชิงเทคโนโลยี ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นหัวจักรของอาชีวศึกษาในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวให้กับภาคการผลิตและบริการ และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาในอนาคต

โดยมีวิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) เป็นวิทยาลัยนำร่องในภาคตะวันออก และขยายให้ครอบคลุมทุกภาคของประเทศอีกจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี จ.นครราชสีมา ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างอุตสาหกรรมฐานวิทยาศาสตร์, ภาคใต้ ณ วิทยาลัยเทคนิคพังงา ประเภทวิชาพาณิชยกรรม สาขาวิชาพาณิชยกรรมและบริการฐานวิทยาศาสตร์, ภาคเหนือ ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน ประเภทวิชาเกษตรกรรม สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพเกษตรฐานวิทยาศาสตร์, ภาคกลาง ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี ประเภทวิชาคหกรรม สาขาวิชาคหกรรมฐานวิทยาศาสตร์ สาขางานการแปรรูปอาหาร

โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพกำลังคนอาชีวศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เป็นผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (Innopreneur : ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรม ที่ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจ มีวิสัยทัศน์ไม่เกรงกลัวต่อความล้มเหลว และเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้เพียงแค่ลงมือทำ) สู่การเป็นวิศวกรสังคม (Social Engineer : คนที่ใส่ใจเรื่องราวต่าง ๆ ในสังคม และเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสังคมให้ดีขึ้น โดยใช้การสังเกต เก็บข้อมูล คิดวิเคราะห์ แบบมีเหตุและผล รวมทั้งการแก้ไขปัญหาแบบเป็นระบบ ในการลงพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น เพื่อร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาและสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนไปสู่ความเป็นพลเมือง และสร้างชุมชนที่มีการยกระดับสามารถจัดการตนเองได้)

“สอศ.ได้มีการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เพื่อต่อยอดจากผู้จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จากโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ให้มีความต่อเนื่องในการเรียนรู้ทางวิชาชีพ รองรับการผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยมีการวางแผนเพื่อขยายโครงการเพิ่มอีก 18 แห่ง ให้สอดคล้องกับการพัฒนาสถานศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของ สพฐ. ในอนาคตอันใกล้นี้”

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ภาพ

สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ภาค จับมือ K-Farm Coffee พัฒนาทักษะธุรกิจกาแฟครบวงจรให้กับนักศึกษา

(22 มิถุนายน 2564) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการลงนามความร่วมมือระหว่างสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 ภาค กับบริษัท เค ฟาร์ม คอฟฟี่ จำกัด (K-FARM COFFEE) โดยมีนายมณฑล ภาคสุวรรณ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

รมช.ศธ. กล่าวว่า จากการถวายงานรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเกินครึ่งของชีวิต ได้ซึมซับพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ที่ทรงต้องการให้นักเรียนทุกคนเรียนหนังสือ จบแล้วทำงานเป็นและมีรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตรซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ที่จะนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตการณ์ในเรื่องต่าง ๆ ไปได้

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่มีสถานประกอบการเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาผู้เรียนด้านการเกษตร ให้มีประสบการณ์ที่ไม่อาจหาได้จากตำราเรียน

ปัจจุบันกาแฟเป็นพืชสำคัญที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก และประเทศไทยมีพื้นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สามารถผลิตเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพ การที่สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 ภาคได้ร่วมลงนามกับบริษัท เค ฟาร์ม คอฟฟี่ จำกัด จำกัด ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาการเรียนการสอนธุรกิจกาแฟครบวงจร เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์อาชีพกับผู้เชี่ยวชาญ ทำให้มีความพร้อมในการไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน

อิชยา กัปปา / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

ศธ.ตั้งศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา

ศธ.เห็นชอบตั้งศูนย์ CVM 25 แห่ง บริหารเครือข่ายผลิตพัฒนากำลังคนอาชีวะ ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) และรองรับการเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม 4.0 และเพื่อขับเคลื่อนให้สถานศึกษาอาชีวะมีความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้เรียน

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) ของกระทรวงศึกษาธิการ ด้านความปลอดภัยของผู้เรียน และการขับเคลื่อนศูนย์ความเป็นเลิศอาชีวศึกษา

เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในปัจจุบัน ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการต้องเตรียมผู้เรียน ให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และการเตรียมผู้เรียนเพื่อเข้าสู่การทำงานทั้งในรูปแบบอิสระ และการเข้าสู่ตลาดงาน รวมไปถึงการจัดเตรียมกำลังคนเพื่อรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เมื่อสถานการณ์การลงทุนภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ธุรกิจและบริการ กลับมาเดินหน้าอีกครั้ง

โดยวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยการจัดตั้งศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (Center of Vocational Manpower Networking Management : CVM) จำนวน 25 แห่ง ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ขับเคลื่อนการศึกษาเพื่ออาชีพและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้ผู้จบการศึกษาอาชีวศึกษา มีอาชีพและมีรายได้ที่เหมาะสม โดยการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) กรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) รวมถึงมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา มีการจัดกลุ่มสถานศึกษา จำแนกตามสาขาวิชาที่เปิดสอน คัดเลือกสถานศึกษากลุ่มความเป็นเลิศ (Excellent Center) และเชี่ยวชาญเฉพาะที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการในสาขาที่สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพ และกลุ่มอาชีพที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการพัฒนาประเทศ

โดยการพัฒนาผู้เรียน 9 ใน 10 สาขาอุตสาหกรรมหลักเป้าหมายของประเทศ ได้แก่ 1) อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ 2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 3) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4) อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 5) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร 6) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม 7) อุตสาหกรรมขนส่งและการบิน 8) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และ 9) อุตสาหกรรมดิจิทัล

รวมถึง 1 อุตสาหกรรมพัฒนาคนและการศึกษา ด้วยการยกระดับการเรียนการสอนทั้งระบบ โดยความร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่การปรับหลักสูตรภาคทฤษฎี และการฝึกปฏิบัติ อุปกรณ์เครื่องมือ ตลอดจนการพัฒนาครูวิชาชีพในสาขาวิชาต่าง ๆ ให้มีทักษะและความเชี่ยวชาญ ซึ่ง สอศ.ได้รับความร่วมมือสนับสนุนและดำเนินการผลิต และพัฒนากำลังคน จากคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) ซึ่งเป็นผู้แทนจากภาครัฐ และบริษัทชั้นนำของประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ธุรกิจและบริการ ซึ่งมีกลุ่มอาชีพ 28 กลุ่ม ครอบคลุมในทุกสายงาน

จึงมองว่าจะตอบโจทย์ในการผลิตและพัฒนากำลังคนคุณภาพ ให้มีความสอดคล้องตามบริบทเชิงพื้นที่ สร้างกำลังคนคุณภาพของประเทศให้มีเพียงพอ และตรงกับความต้องการกำลังคนของประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) และรองรับการเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม 4.0

ทั้งนี้ ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา 25 แห่ง ยังมีอีกบทบาทหน้าที่หนึ่งคือ เป็นศูนย์กลางบริหาร ประสานการดูแลความปลอดภัยของสถานศึกษาอาชีวศึกษาในพื้นที่ให้มีความปลอดภัยสูงสุดแก่นักเรียน นักศึกษาเมื่อเข้าเรียนในสถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการอาชีวศึกษา เช่น ภาคเอกชน ที่ร่วมจัดการศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี การฝึกงาน เป็นต้น โดยศูนย์ฯ จะมีการนำเครื่องมือและเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ในการบริหาร ติดตามในภารกิจต่างๆ และจะมีการเปิดตัวศูนย์ CVM ทั้ง 4 ภูมิภาคต่อไป ในเร็ว ๆ นี้

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ.

เสมา 2 เปิดกิจกรรมอาชีวศึกษาเกษตรอัจฉริยะ “Agritronics @R Cheewa”

เสมา 2 เปิดกิจกรรมอาชีวศึกษาเกษตรอัจฉริยะ “Agritronics @R Cheewa” มุ่งพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาเกษตร สู่การเป็นนวัตกรเกษตรวิชาชีพ พร้อมพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมให้ทันสมัย ดึงดูดให้มีผู้สนใจเข้ามาเรียนเพิ่มขึ้น

(17 มิถุนายน 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดกิจกรรมอาชีวศึกษาเกษตรอัจฉริยะ “Agritronics @R Cheewa” ผ่านระบบออนไลน์ Webex ณ ห้องประชุม 5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวถึงกิจกรรมนี้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์​แห่งชาติ (NECTEC) เพื่อพัฒนากระบวนการคิดของครูและผู้เรียน ให้เป็นนวัตกรด้านการเกษตร โดยตั้งเป้าว่าจะสร้างให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการเกษตร สามารถพัฒนางานฟาร์ม โดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการผลิตและต่อยอดในทางธุรกิจได้

ขณะเดียวกัน ก็มุ่งหวังให้ วษท.เป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกอาชีพให้กับเกษตรกร ตามบริบทพื้นที่ของแต่ละแห่ง ตลอดจนพัฒนา วษท.ให้เป็น SMART College โดยนำ STI (Science, Technology and Innovation) เข้ามาใช้บริหารจัดการ พัฒนาอาชีพเกษตรกรรมให้ทันสมัย และดึงดูดให้มีผู้สนใจเข้ามาเรียนเพิ่มขึ้น

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผอ.NECTEC กล่าวว่า NECTEC ให้ความสำคัญกับการคิดเชิงระบบ คิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ และนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต ซึ่งต้องเริ่มต้นจากสถานศึกษาก่อน โดยจัดกิจกรรมฝึกอบรมครูและนักเรียนระดับอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำด้วยระบบควบคุมผ่าน IoT (Handy Sense & IoT) สำหรับโครงการ Agritronics @R Cheewa ยังเน้นให้บุคลากรระดับอาชีวศึกษาสามารถผลิต ติดตั้ง จำหน่าย ให้บริการ รวมถึงสร้างเทรนเนอร์เพื่อถ่ายทอดขยายผล และสร้างอาชีพให้กับนักศึกษาจบใหม่ให้สามารถเป็น startup ธุรกิจเกษตรแม่นยำได้ต่อไป

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในหลายบริบท จึงมีความจำเป็นที่หน่วยงานทางด้านการศึกษา วิจัยและนวัตกรรม ต้องมีการเตรียมความพร้อมของคน และสร้างระบบให้มีภูมิคุ้มกัน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดขึ้น ขณะที่ประชากรไทยทำงานในภาคการเกษตรกว่า 27 ล้านคน หรือคิดเป็น 2 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ ดังนั้นการพัฒนาการเกษตรจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ อายุเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตรและยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะการการเกษตรของเยาวชนอาชีวศึกษาเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยเน้นไปในเชิงเกษตรอุตสาหกรรม รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจไทย และจำนวนประชากรโลกที่กำลังเพิ่มขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการผลิตที่หลากหลาย มีคุณภาพและปลอดภัย

โครงการอาชีวศึกษาเกษตรอัจฉริยะ “Agritronics @R Cheewa” จึงเป็นก้าวสำคัญที่ NECTEC ร่วมมือกับ สอศ. เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ Handy Sense ระบบเกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะ ผนวกเทคโนโลยีเซนเซอร์ตรวจวัดสภาพแวดล้อมทางการเกษตร และระบบควบคุมการทำงานอัตโนมัติ ที่ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อม สามารถลดต้นทุนการผลิต ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สู่การเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ตลอดจนพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาเกษตรสู่การเป็นนวัตกรเกษตรวิชาชีพ

ทั้งนี้ โครงการมีการจัดอบรมออนไลน์พื้นฐานเทคโนโลยีด้านการเกษตร ผ่านระบบ webex ในวันที่ 17 มิถุนายน 2564 โดยมี วษท.สมัครเข้าร่วมอบรม 23 แห่ง และจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ Agritronics @R Cheewa (on-site) ระหว่างวันที่ 16-17 สิงหาคม 2564 ณ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา กรุงเทพฯ

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

5 นโยบายสำคัญครูกัลยา “อาชีวะเกษตรไทย”

5 นโยบายสำคัญ #อาชีวะเกษตรไทย โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

Coding For Farm

นำหลักการโค้ดดิ้งที่ครูกัลยาได้วางไว้ มาปรับใช้กับการทำเกษตร เพื่อให้เกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร นำร่องด้วยโครงการ 1 ไร่ 1 แสน/เดือน ซึ่งแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน เอื้อให้เกิดความหลากหลายของผลผลิต ทำให้ไม่ล้นตลาด เกษตรกรมีรายได้สม่ำเสมอ ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

Smart Farmer

เพราะเกษตรกรรมคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก การติดปีกให้เกษตรกรไทยไปไกลได้นั้น ต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเกษตรเข้ามาเสริม เพิ่มผลผลิต คุณภาพ ขยายตลาด ช่วยยกระดับศักยภาพเกษตรกรในท้องถิ่นให้แข็งแกร่งขึ้น

เกษตรประณีต

คือการพลิกฟื้นผืนดินที่มีอยู่ให้สามารถเลี้ยงปากท้องได้อย่างยั่งยืน โดยแบ่งสัดส่วนพื้นที่เท่าที่มีอยู่ให้เหมาะสม เป็นไอเดียเกษตรพอเพียง ที่ใช้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ครูกัลยา กำลังมุ่งสร้างองค์ความรู้ให้ชาวบ้าน พึ่งตนเองได้ ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้และชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI)

ดัชนีชี้วัดความก้าวไกลของชาติ อีกทางหนึ่งก็คือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งต่อยอดให้นักเรียนนักศึกษา รวมถึงบุคลากรทางการศึกษา ให้มีทักษะความรู้ในการจัดการเรียนรู้ ที่เอื้อต่อการแสดงศักยภาพของผู้เรียนที่สนใจด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ตามแนวทางโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ เพื่อสร้างพลเมืองวิทยาศาสตร์ (Citizen Science)

หลักสูตรชลกร

หรือนักบริหารจัดการน้ำ ที่กำลังเปิดรับสมัคร รุ่น 1 อยู่ในขณะนี้ โดยนำร่อง ปวส. 5 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ซึ่งครูกัลยามอบทุนเรียนฟรี-อยู่ฟรี เป็นหลักสูตรที่ได้รับความร่วมมือจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการน้ำในระดับสากลทั้งในประเทศ และต่างประเทศมาร่วมพัฒนาหลักสูตร ให้มีความทันสมัย นำไปใช้ได้จริง ต่อยอดได้ หรือเข้าทำงานในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตอบโจทย์การศึกษาสายวิชาชีพยุค New Normal

คุณหญิงกัลยา เปิดตัวหลักสูตร “ชลกร” รุ่นที่ 1 มอบทุนเรียนฟรี-อยู่ฟรี นำร่องระดับ ปวส. ใน 5 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี

(24 พฤษภาคม 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวเปิดหลักสูตร “ชลกร” รุ่นที่ 1 นำร่องระดับ ปวส. ใน 5 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) มอบทุนเรียนฟรี-อยู่ฟรี พร้อมเดินหน้าขยายหลักสูตรสู่ วษท.ทั่วประเทศ ณ อาคารราชวัลลภ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ได้ขับเคลื่อนผ่าน วษท. เป็นเวลากว่า 1 ปี สร้างกระแสการตื่นตัวเห็นความสำคัญของน้ำ จนนำมาสู่การจัดทำหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร หรือ “ชลกร” รุ่นที่ 1

ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครเรียนภาคการศึกษา 2564 ใน 5 วษท.นำร่อง ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด ซึ่งมีนักเรียนสนใจสมัครเกินครึ่งของจำนวนที่ วษท.จะรับได้ และจะขยายไปทุก วษท.ที่มีความพร้อมในปีการศึกษาต่อไป

หลักสูตรการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร หรือ ชลกร ถือเป็นครั้งแรกและเป็นหลักสูตรแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนเรื่องการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ระดับ ปวส. เพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดปี โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน แก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และยกระดับคุณภาพชีวิตแก้ไขความยากจน จึงอยากเชิญชวนให้นักเรียนมาสมัครเรียน สร้างบุคลากรดูแลบริหารจัดการน้ำ และสามารถนำมาประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว

หลักสูตรการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ภายใต้สาขาวิชาช่างกลเกษตรนี้ ได้รับการพัฒนาองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการน้ำระดับสากลทั้งในประเทศและต่างประเทศมาร่วมกันจัดทำหลักสูตร โดยผู้ที่จบหลักสูตรนี้สามารถไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้หลายสาขา เช่น สาขาการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร สาขาวิศวกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร สาขาเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรอัตโนมัติ และสามารถสมัครเข้าทำงานในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ ถือเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ

หลักสูตรการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร (ชลกร) รุ่นที่ 1 เปิดรับสมัครนักศึกษาระดับ ปวส.ประจำปีการศึกษา 2564 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ทั้งนี้นักศึกษาที่สมัครเรียนหลักสูตรชลกร รุ่นที่ 1 ทุกคนจะได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียน โดยได้รับการงดเว้นค่าหน่วยกิตตลอดหลักสูตร 2 ปี จาก ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และได้รับสวัสดิการหอพักฟรีภายในวิทยาลัย (ขึ้นอยู่กับความพร้อมของวิทยาลัย) ขอเพียงมีความมุ่งมั่น ขยัน วษท. พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคน เรียนฟรี อยู่ฟรี จนจบการศึกษา

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ

‘ตรีนุช’ ปลื้มสิ่งประดิษฐ์อาชีวะ ช่วยสนับสนุนงานบริการทางการแพทย์สู้โควิด 19

(24 พฤษภาคม 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เยี่ยมชมการสาธิตสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม และหุ่นยนต์ เพื่อสนับสนุนงานบริการทางการแพทย์ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ณ อาคารราชวัลลภ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การสาธิตผลงานในวันนี้ เป็นนโยบายเริ่มต้นที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ให้ไว้กับ สอศ. เพื่อแสดงให้สังคมเห็นว่าผู้เรียนอาชีวศึกษาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เป็นโอกาสที่ผู้เรียนอาชีวศึกษาได้คิดค้นนวัตกรรม การสร้างสิ่งประดิษฐ์ออกมาช่วยเหลือสังคมหลากหลายรูปแบบ  ที่สำคัญคือผลิตจากวัสดุที่หาได้ในประเทศ ทำให้ต้นทุนไม่สูง สอดคล้องกับหลักสูตรของอาชีวศึกษาอยู่แล้ว ถือเป็นความภาคภูมิใจของ ศธ. เป็นอย่างยิ่งในการนำสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม และหุ่นยนต์ มาช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ ลดการสัมผัสกับผู้ป่วย

ทั้งนี้ สิ่งประดิษฐ์ที่นำมาสาธิตส่วนใหญ่ได้มีการใช้งานจริงในโรงพยาบาลแล้ว และต่อไปจะประสานกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อนำสิ่งประดิษฐ์ไปใช้กับโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศตามความเหมาะสม โดยสิ่งประดิษฐ์ที่นำมาสาธิตครั้งนี้เป็นผลงานจากวิทยาลัยเทคนิคระยอง วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี วิทยาลัยเทคนิคแพร่ และวิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี เช่น ตู้ฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หุ่นยนต์ส่งอาหารและยาสำหรับผู้ป่วย กล่องควบคุมความดันลบสำหรับผู้ป่วย กล่องควบคุมความดันบวกสำหรับแพทย์ รถพ่นละอองฆ่าเชื้อ เป็นต้น

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ

สอศ. ร่วมครูพร้อม จัดเต็มหลักสูตรออนไลน์ เปิดโอกาสการเรียนรู้ก่อนเปิดภาคเรียนใหม่

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนนโยบายการจัดการศึกษาของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ www.ครูพร้อม.com เพื่อสร้างการเรียนรู้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังไม่สามารถจัดการเรียนการสอนตามปกติได้ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมตามความสมัครใจของครู โดยไม่มีผลต่อการนับชั่วโมงเรียน หรือประเมิน และไม่ต้องรายงานผลการเรียนรู้ของครูแต่อย่างใด

ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ดำเนินการอบรมพัฒนาครู นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ด้วยเนื้อหาที่ทันสมัย โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ มาช่วยสนับสนุนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนได้นำไปประกอบอาชีพต่อไปได้ทุกกลุ่มอาชีพ เพิ่มโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ตามนโยบาย ศธ. ให้เท่าทันสภาวการณ์ปัจจุบัน และครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย

โดยในระยะที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 17 – 31 พฤษภาคม 2564 ก่อนเปิดภาคเรียน สอศ.ได้เตรียมเปิดหลักสูตร แบ่งเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน นักศึกษา ครู และประชาชนทั่วไป

  • กลุ่มนักเรียน นักศึกษา มีหลักสูตร 4 ประเภทการเรียนรู้ ได้แก่ 1) การเรียนรู้ในห้องเรียนออนไลน์ผ่าน Youtube Live ตามหลักสูตรของ Google 2) การเรียนรู้ออนไลน์ผ่านสื่อการสอน Digital Literacy หลักสูตรรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ 3) การเรียนรู้ออนไลน์หลักสูตรการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ระดับ Beginner 4) การเรียนรู้ออนไลน์ผ่านสื่อการเรียนการสอนด้านอาชีพ 11 อาชีพ
  • กลุ่มครูอาชีวศึกษา มีจำนวน 3 ประเภทการเรียนรู้ ได้แก่ 1) การเรียนรู้ในห้องเรียนออนไลน์ผ่าน YouTube Live ตามหลักสูตรของ Google 2) การเรียนรู้ออนไลน์ผ่านสื่อการสอน Digital Literacy หลักสูตรแอปเสริมประสิทธิภาพการทำงานด้วย Microsoft Form และ Planner 3) การเรียนรู้ออนไลน์หลักสูตรการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ระดับ Intermediate
  • กลุ่มประชาชนทั่วไป ได้จัดเตรียมการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านสื่อการเรียนการสอนด้านอาชีพ จำนวน 11 หมวดหมู่ ได้แก่ อาหารไทย อาหารนานาชาติ ขนมไทย เบเกอรี่ เครื่องดื่ม ศิลปะ การจัดดอกไม้ กฎหมาย เกษตรกรรม ท่องเที่ยวและบริการ และภาษาต่างประเทศ สำหรับการเรียนรู้ด้านอาชีพ 11 วัน 11 อาชีพ จะจัดอยู่ในหมวด “อยากทำ” ในขณะที่การเรียนรู้ออนไลน์ผ่าน YouTube Live จะอยู่ในหมวด “อยากดู” บนเว็บไซต์ ครูพร้อม.com

นอกจากนี้ ยังมีการเรียนรู้แบบ Offline จัดอบรมอาชีพในวิทยาลัยสารพัดช่าง จำนวน 52 แห่ง และการบริการประชาชนจากสถานศึกษาในสังกัด สอศ. 115 แห่ง ได้แก่ การทำเจลแอลกอฮอล์ หน้ากากผ้า การทำอุปกรณ์ป้องกันการกระจายเชื้อโรค และการซ่อมระบบสัญญาณ DLTV โดยจะต้องได้รับการอนุญาตจาก ศบค. ก่อนถึงจะดำเนินการได้ และในขณะนี้ สอศ.ได้แจกจ่ายขวดบรรจุแอลกอฮอล์ให้กับวิทยาลัยในสังกัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนอกจากประชาชนจะสามารถเข้าอบรมอาชีพแล้ว ยังสามารถขอรับเจลแอลกอฮอล์ และหน้ากากผ้า ได้อีกด้วย

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สอศ.
18 พฤษภาคม 2564

‘ตรีนุช’ ไฟเขียว สพฐ. ปรับปฏิทินรับนักเรียนปี 2564 ใหม่

ศบค. เห็นด้วยเลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 วันที่ 1 มิ.ย. ให้ครู-บุคลากรทางการศึกษาพื้นที่สีแดง ฉีดวัคซีนก่อน ‘ตรีนุช’ ไฟเขียว สพฐ. ปรับปฏิทินสอบ ม.1, ม.4 ปีการศึกษา 2564 ใหม่ รับสถานการณ์โควิด 19 ขณะที่ สอศ.พร้อมรับเด็กอาชีวะเพิ่มเติม

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2564 ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้รับทราบเรื่องการเลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จากวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 เป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2564 เนื่องจากสถานการณ์โดยรวมของการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่อาจมีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนี้ ศบค. เห็นด้วยในหลักการตามที่ ศธ. ขอให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดพื้นที่สีแดง เป็น Priority หรือลำดับความสำคัญแรก ๆ ที่จะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด 19 เพราะเมื่อเปิดเทอมแล้ว ครูและบุคลากรทางการศึกษา ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มของผู้ที่มีความเสี่ยงสูงจากการปฎิบัติงาน หากติดเชื้อขึ้นมา ย่อมมีโอกาสที่จะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่นักเรียนและผู้ปกครองอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งการที่ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีสิทธิ์ในการเข้าถึงวัคซีนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงนั้น จะนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ครูมีความมั่นใจในการปฏิบัติงาน ตลอดจนสามารถกลับมาจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนให้กับนักเรียนได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เห็นว่า อาจต้องให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด พิจารณาโควตาวัคซีนที่จังหวัดได้รับ และครูในพื้นที่กรุงเทพฯ ควรได้รับการฉีดวัคซีนก่อน เพราะกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่สีแดงเข้ม ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการปรับปฏิทินการรับนักเรียนสังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2564 โดยคำนึงถึงความปลอดภัยมากที่สุด

ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สพฐ. ได้ปรับปรุงปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2564 (ฉบับใหม่กรณีเปิดเทอม 1 มิ.ย. 64) โดยปรับตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 จึงได้เลื่อนจากปฏิทินเดิม 2 สัปดาห์ ดังนี้

  • ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เลื่อนการจับฉลากและประกาศผล เป็นวันที่ 15 พ.ค. รายงานตัว-มอบตัววันที่ 16 พ.ค.
  • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เลื่อนวันสอบเป็นวันที่ 22 พ.ค. คัดเลือกความสามารถพิเศษวันที่ 19 พ.ค. จับฉลากจากวันที่ 24 พ.ค. ประกาศผลภายในวันที่ 24 พ.ค. และมอบตัววันที่ 29 พ.ค.
  • ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เลื่อนวันสอบเป็นวันที่ 23 พ.ค. คัดเลือกความสามารถพิเศษ วันที่ 19 พ.ค. ประกาศผลภายในวันที่ 25 พ.ค. รายงานและมอบตัวพร้อมกัน วันที่ 30 พ.ค.
  • โรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษที่จัดสอนสำหรับเด็กพิการ/ผู้ด้อยโอกาส รับสมัครวันที่ 24-30 เม.ย. สอบ/คัดเลือก วันที่ 15-19 พ.ค. ประกาศผลภายในวันที่ 23 พ.ค. รายงานตัวและมอบตัวภายในวันที่ 29 พ.ค. ทั้งนี้ ผู้ที่ยังไม่มีที่เรียนยื่นความจำนงได้ในวันที่ 25-27 พ.ค. ประกาศผลวันที่ 29 พ.ค. และมอบตัววันที่ 30 พ.ค. 2564

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การรับนักเรียนนักศึกษาของวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ปีการศึกษา 2564 ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยระหว่างวันที่ 1-16 พ.ค. นี้จะมีการรับรายงานตัวของนักศึกษา การเตรียมความพร้อมในด้านการจัดการเรียนรู้ การประชุมผู้ปกครอง และการปฐมนิเทศนักศึกษา ซึ่งทั้งหมดจะดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังมีบางวิทยาลัยสามารถรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในบางสาขาวิชาเพิ่มเติมได้อีก ซึ่งวิทยาลัยจะแจ้งจำนวนที่ว่างที่ยังสามารถรับนักเรียนนักศึกษาเพิ่มเติมได้ในเร็ว ๆ นี้

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศฯ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2564 เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รวม 21 คน

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 อนุมัติแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รวม 21 คน ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ ดังนี้

  1. นายรอยล จิตรดอน ประธานกรรมการ
  2. นายประสาน ประวัติรุ่งเรือง กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนองค์กรเอกชน
  3. นายมานะผล ภู่สมบุญ กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนองค์กรเอกชน
  4. นายประดิษฐ์ วัชระดนัย กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนองค์กรเอกชน
  5. นายณรงค์ จันทะธรรม กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  6. รองศาสตราจารย์เกรียงไกร บุญเลิศอุทัย กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนองค์กรวิชาชีพ
  7. นายวณิชย์ อ่วมศรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอุตสาหกรรม
  8. นายธีระ ณ วังขนาย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอุตสาหกรรม
  9. นางปัทมาวลัย รัตนพล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านธุรกิจหรือบริการ
  10. นายสมบัติ แสงสว่างสัจกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านธุรกิจหรือบริการ
  11. นายนิยม ไวยรัชพานิช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเกษตรและประมง
  12. นายบำเพ็ญ เขียวหวาน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเกษตรและประมง
  13. นายณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย
  14. นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลังหรือการลงทุน
  15. นายสินเธาว์ ชัยสวัสดิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนากำลังคน
  16. ว่าที่ร้อยตรีจรูญ ชูลาภ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการอาชีวศึกษาภาครัฐ
  17. รองศาสตราจารย์สมบัติ นพรัก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการอาชีวศึกษาภาครัฐ
  18. นายอดิศร สินประสงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการอาชีวศึกษาภาคเอกชน
  19. นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการศึกษาพิเศษ
  20. นางศิริพรรณ ชุมนุม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประเมินคุณภาพ
    การศึกษา
  21. นายวิบูลย์ สมบูรณ์ศักดิกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2564
วิษณุ เครืองาม
รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน
นายกรัฐมนตรี

ที่มา ราชกิจจานุเบกษา

WordPress.com.

Up ↑