ศธ.ตั้งคณะทำงานจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในภาพรวมของกระทรวง

(18 พ.ย.62) นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 2472/2562 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ โดยนายวรัท พฤกษากุลนันท์ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 11 เป็นประธานคณะทำงาน

อำนาจหน้าที่ของคณะทำงาน มีหน้าที่จัดทำข้อมูลการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งออกแบบและจัดทำสรุปรายงานการจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับแผนบริหารจัดการ จะเป็นแบบขั้นบันไดที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน ที่สามารถเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 2 ปี โดยจะมีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา รวมทั้งภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมทั้งมีการกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลา และแนวทางการดำเนินงานอย่างชัดเจน ให้แล้วเสร็จภายใน 6 สัปดาห์ โดยเน้นตำบลเป็นฐาน

รมว.ศธ.เปิดเวิร์คช็อป CONNEXT EDรวมพลังภาคประชาสังคม และ33องค์กรภาคเอกชน ขับเคลื่อนการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

(18 พ.ย. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน ประจำปี 2562 (CONNEXT ED Workshop 2019) พร้อมทั้งกล่าวสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้นำรุ่นใหม่สู่การขับเคลื่อนยกระดับการศึกษาไทย (School Partner) กว่า 900 คน ก่อนลงพื้นที่ปฏิบัติงานและร่วมผลักดันยุทธศาสตร์การดำเนินงานสู่โรงเรียนประชารัฐ 4,781 แห่งทั่วประเทศ โดยมีนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชน ตลอดจนผู้แทนจากภาคประชาสัมคม และผู้แทน 33 องค์กรภาคเอกชนเข้าร่วม ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว กรุงเทพฯ

ประเด็นสำคัญ
– โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED (ชื่อเดิม สานพลังประชารัฐ) เป็นการผนึกกำลังสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมด้านการศึกษาของ 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
– ก่อตั้งโดย 12 บริษัท ปัจจุบันมี 33 บริษัทเข้าร่วมสนับสนุน
– เพื่อยกระดับการศึกษาไทย สู่การสร้าง “เด็กดี เด็กเก่ง” ของประเทศอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาศักยภาพคน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในประเทศ
– รมว.ศธ.ย้ำความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาช่วยพัฒนาการศึกษาทำให้เกิด 3 ป คือ ประวัติศาสตร์ ปาฎิหาริย์ และปฎิรูปการศึกษา
– ศธ.ตั้งเป้าปีการศึกษา 2563 ครูทุกคนควรจะต้องพูดหรือสื่อสารภาษาอังกฤษได้
– รร.ต้องบริหารจัดการโครงการต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อม ยาเสพติด ได้เองโดยไม่จำเป็นต้องประกวดให้เป็นภาระครู-นักเรียน
– ศธ.พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เตรียมเชิญฝ่ายค้านมาหารือร่วมกันทำงาน ไม่แบ่งฝักฝ่าย

รมว.ศธ. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ กล่าวตอนหนึ่งว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่โครงการ สานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED อันเกิดจากกลไกความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้สร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมด้านการศึกษาได้อย่างลงตัวและเห็นเป็นรูปธรรมต่อเนื่องมากว่า 3 ปี

ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ ขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีความมุ่งมั่น มีจิตสาธารณะที่จะแบ่งปัน ทั้งด้านบุคลากร ทรัพยากร และองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้เท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ ส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างผู้อำนวยการโรงเรียนประชารัฐ คณะครู และผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) และผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) ของภาคเอกชน เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ รวมถึงการใช้สื่อและเทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษซึ่งมีความสำคัญมากในโลกปัจจุบัน โดยกระทรวงศึกษาธิการจะนำข้อมูลสถานศึกษาที่โครงการฯ ได้รวบรวมไว้ในระบบ School Management มาวางแผนพัฒนา รวมถึงเดินหน้าผลักดันระบบอินทอร์เน็ตให้ครอบคลุมโรงเรียนทั่วประเทศ การพัฒนาและปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน มั่นใจว่า ผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) จะเป็นผู้นำที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง ส่งผลให้นักเรียนเติบโตเป็นกำลังและอนาคตของชาติต่อไป

ทั้งนี้ ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาช่วยพัฒนาการศึกษา ซึ่งตนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นตัวเชื่อมและช่วยขยายการดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องในระยะที่ 3 ดังนั้นปัญหาอุปสรรคในเรื่องใดที่ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม จะมาช่วยขับเคลื่อนให้เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งระยะเวลา 3 เดือนในฐานะ รมว.ศึกษาธิการ เห็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาช่วยพัฒนาการศึกษาทำให้เกิด 3 ป ซึ่งมีความสำคัญมาก ได้แก่ ประวัติศาสตร์ ปาฎิหาริย์ และปฎิรูปการศึกษา เพราะเมื่อมีความร่วมมือจากทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนเกิดขึ้น เชื่อว่าจะเป็นการสร้าง ประวัติศาสตร์ ปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงความสำเร็จของการปฎิรูปการศึกษาไทยอย่างแน่นอน โดยอย่ามองปัญหาการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นของคนใดคนหนึ่ง เพราะหากคิดเช่นนั้นปฎิรูปการศึกษาจะไม่สำเร็จและจะส่งผลไปถึงการพัฒนาประเทศในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่โลกในศตวรรษที่ 21 ผู้บริหารและครูทุกคนก็ต้องปรับตัวให้มีทักษะด้านดิจิทัล และภาษาอังกฤษ โดย ศธ.ตั้งเป้าหมายในปีการศึกษา 2563 ครูทุกคนควรจะต้องพูดหรือสื่อสารภาษาอังกฤษได้ รวมทั้งนโยบายเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ของโรงเรียน เช่น โรงเรียนสีขาวปลอดยาเสพติด โรงเรียนสีเขียวรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ไม่ต้องการให้มีการประกวดโครงการ เพราะจะส่งผลต่อภาระครูและนักเรียน แม้จะมีป้ายติดหน้าโรงเรียนหลายป้าย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้คุณภาพเด็กดีขึ้น แต่อยู่ที่วิธีบริหารจัดการโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนปลอดยาเสพติดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เอง โดยที่ไม่ต้องติดป้ายประกาศหรือประกวด ซึ่งจะขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยเพื่อยังไม่ต้องมาทำความร่วมมือกับโรงเรียนในโครงการต่าง ๆ อีก

นอกจากนี้ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในเรื่องปฎิรูปการศึกษาให้ประสบความสำเร็จ และในเร็ว ๆ นี้จะเชิญฝ่ายค้านที่มีข้อเสนอด้านการจัดการศึกษามาให้ข้อคิดเห็น เพื่อร่วมกันทำงานโดยไม่ต้องแบ่งฝักฝ่ายอีกต่อไป

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้มอบโล่เกียรติยศเชิดชูเกียรติแก่ตัวแทนภาคประชาสังคม และภาคเอกชน 33 องค์กรที่ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทยในโรงเรียนประชารัฐ โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ซึ่งประกอบด้วย 12 องค์กรผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ กลุ่มเซ็นทรัล บมจ. ซีพี ออลล์ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร กลุ่มมิตรผล : กลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย พลังงาน และธุรกิจใหม่ กลุ่มปตท. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เอสซีจี บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ บมจ.ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป และ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ 21 องค์กรเครือข่ายพันธมิตรใหม่ของโครงการ ได้แก่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น บมจ. บ้านปู สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โรงเรียนเอ็นคอนเส็ปท์ อี แอคเคเดมี่ บจ. ไทยโตชิบาอุตสาหกรรม และ บจ. สวนอุตสาหกรรมบางกะดี บมจ. บีอีซี เวิลด์ บจ. สลิงชอท กรุ๊ป บจ. เอดู พาร์ค บจ. เอ.พี. ฮอนด้า บจ. โพซิทีฟ โซลูชั่น บจ. เอส เค โพลีเมอร์ บจ. เบอร์แทรม (1958) บจ. โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์) บจ. แม็คเอ็ดดูเคชั่น บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) บจ. เควี อิเล็กทรอนิกส์ บจ. แอล แอนด์ อี แมนูแฟคเจอริ่ง บจ. เลิร์น คอร์ปอเรชั่น บจ. เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม (เทสโก้ โลตัส) และ บจ. เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย)

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชน กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ริเริ่มก่อตั้งขึ้นโดย 12 องค์กรเอกชนชั้นนำของไทย ได้แก่

  1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  2. กลุ่มเซ็นทรัล
  3. บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ)
  4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  5. บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย
  6. บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์
  7. กลุ่มมิตรผล (กลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย พลังงาน และธุรกิจใหม่)
  8. บมจ.ปตท.
  9. บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ
  10. บมจ.ไทย ยูเนี่ยนกรุ๊ป
  11. บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น
  12. บมจ.ซีพีออลล์

โดยในปีที่ผ่านมา มีเครือข่ายพันธมิตรใหม่เข้าร่วมโครงการอีก 21 องค์กร ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวทำให้เกิดการสนับสนุนและพัฒนาในด้านต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น การสนับสนุนด้านบุคลากรและงบประมาณดำเนินโครงการตามบริบทของโรงเรียน, การสนับสนุนด้านองค์ความรู้และการอบรมพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา, การสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการสับสนุนด้านโฆษณาและประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ภาคเอกชนพร้อมเดินหน้าสานต่อโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ให้บรรลุตามเป้าหมายในการยกระดับการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน และมีแผนจะจัดทำสมุดพกดิจิทัลเพื่อให้สามารถประเมินผล และแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนรายบุคคล และเตรียมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ตลอดจนจัดทำระบบบริจาคออนไลน์เพื่อระดมทุนสนับสนุนด้านการศึกษา

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าการสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมด้านการศึกษาจะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวไกลและเกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ
ขอบคุณกราฟิก / CONNEXT ED
ข่าวเพิ่มเติม เดลินิวส์

ติวเข้มต่อเนื่อง…กลุ่มทรู เตรียมพร้อมผู้นำICTรุ่นใหม่ ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ ร.ร.ประชารัฐ

(8 พ.ย. 62) กลุ่มทรู หนึ่งในองค์กรเอกชนผู้ก่อตั้งโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแก่ผู้นำไอซีที (ICT Talent) จำนวน 200 คน จาก 66 จังหวัด ซึ่งในปีนี้จะลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่องในโรงเรียนประชารัฐ รวม 1,000 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้การดูแลของกลุ่มทรู

ในโอกาสนี้ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน ได้มาบรรยายพิเศษให้ความรู้ถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีของโลก พร้อมชี้แนวทางการเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่าง ๆ รวมถึง 5 ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีของชาติซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ 3 เสาหลักแห่งความยั่งยืน (เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม) ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เหล่าผู้นำไอซีทีของกลุ่มทรู ได้ตระหนักถึงความสำคัญที่จะได้มีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงและยกระดับการศึกษาไทย ถือเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศ เพียงขออย่าได้ละความตั้งใจ

ซึ่งทุกการเปลี่ยนแปลง จะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด หรือ “Mindset” ให้มีทัศนคติเชิงบวก พร้อมเปิดรับและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการเป็นผู้นำที่ดี ไม่ได้แค่ทำตามเป้าหมายที่กำหนดเท่านั้น แต่ควรทำในสิ่งที่มีความหมายด้วย

ทั้งนี้ การประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวจัดขึ้น ณ โรงแรมเดอะ พาลาซโซ ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้และเตรียมความพร้อมแก่ผู้นำด้านเทคโนโลยีการศึกษา ICT Talent ซึ่งมีภารกิจหลักในการผลักดันให้คณะครูและนักเรียนในโรงเรียนประชารัฐ ใช้สื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการจัดการเรียนการสอน

โดยครั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นผู้วางหลักสูตรการอบรมตลอดทั้ง 3 วัน ซึ่งอัดแน่นไปด้วยความรู้หลากหลาย ทั้งการพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมและการลำดับความสำคัญของงาน การสื่อสารอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์แผนงานและสาเหตุปัญหาการทำงาน ตลอดจนหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ผู้นำไอซีที ยังได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของเทคโนโลยี “Digital 4.0” พร้อมความรู้ด้านวิทยาการคำนวณ รวมถึงได้เปิดโลกทัศน์มุมมองใหม่ ๆ ถึงวิธีทรานสฟอร์มโรงเรียนสู่ยุคดิจิทัล และ Design Thinking งานบริการด้านดิจิทัล ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรม ได้แบ่งปันประสบการณ์ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแผนลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจในโรงเรียนประชารัฐให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นต่อไป

ขอบคุณภาพ/ข่าว โครงการ CONNEXT ED

ศธ.เผยแนวทางในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ต้องร่วมมือทุกมิติเพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งทางใจ อยู่อย่างปลอดภัยและมีความสุข

(22 ต.ค.62) จากกรณีที่กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ทำกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในหัวข้อ “การศึกษาฆ่าฉัน” เพื่อสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ในสถาบันการศึกษาของไทย เช่น นักเรียนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากบทลงโทษด้วยการเฆี่ยนตี การล่วงละเมิดทางเพศโดยอาจารย์ รวมทั้งความคาดหวังจากครอบครัวที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของเยาวชน เช่น การกดดันให้ผลสอบออกมาดี ไปจนถึงข้อบังคับเรื่องเครื่องแต่งกายและทรงผมของโรงเรียน และยังได้เผยแพร่คู่มือเอาตัวรอดในโรงเรียนที่รวบรวมกฎหมายให้นักเรียนทุกคนได้ต่อกรกับอำนาจมืดในโรงเรียนนั้น

นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่ได้จัดการเรียนการสอนตามมาตรฐานและการเรียนรู้และตัวชี้วัดใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมุ่งสร้างคุณลักษณะและสมรรถนะ เพื่อให้เด็กไทยมีความเป็นมนุษย์ที่สมดุล ทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกที่ดี กล่าวคือ เป็นคนดีมีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ

การจัดการศึกษาจึงไม่ได้มีเฉพาะระบบการจัดการเรียนรู้เท่านั้น แต่ได้จัดให้มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่เป็นกระบวนการดำเนินงานที่มีแบบแผนมีขั้นตอนอย่างชัดเจน ในการส่งเสริม สนับสนุน ดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ประสบความสำเร็จทางการเรียน และให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ทั้งนี้ การดูแลช่วยเหลือนักเรียนของ สพฐ. มี 5 ขั้นตอนที่โรงเรียนจะต้องปฏิบัติ คือ

  1. รู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ทั้งการขอข้อมูลจากนักเรียน การเยี่ยมบ้าน และการประชุมผู้ปกครองชั้นเรียน
  2. การคัดกรองนักเรียน ครูที่ปรึกษาต้องนำข้อมูลนักเรียนรายบุคคล มาคัดกรองว่าเด็กนักเรียนเป็นเด็กกลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มมีปัญหาในด้านต่าง ๆ อาทิเช่น ด้านการเรียน ด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสวัสดิภาพและความปลอดภัย ด้านพฤติกรรมเช่น การใช้สารเสพติด การใช้ความรุนแรง พฤติกรรมทางเพศ การติดเกม การใช้เครื่องมือสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
  3. การส่งเสริมพัฒนา เพื่อให้เด็กมีทักษะชีวิต มีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงทางสังคมต่าง ๆ
  4. การป้องกันและช่วยเหลือ ในกรณีเด็กกลุ่มเสี่ยงหรือมีปัญหา
  5. การส่งต่อ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้เด็กได้รับความช่วยเหลือ ให้กลับมารับการศึกษาจนจบหลักสูตร

นอกจากนี้ สพฐ.ยังได้มีการพัฒนาครู ในเรื่องของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ทักษะชีวิต เพศวิถีศึกษา และการเสริมสร้างวินัยเชิงบวกในชั้นเรียน เพื่อการคุ้มครองและดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการเสริมสร้างวินัยเชิงบวกในชั้นเรียนเพื่อให้ครูใช้ในการปรับพฤติกรรมนักเรียนแทนการใช้ไม้เรียวอีกด้วย

ในส่วนของการดำเนินงานของสถานศึกษาและครู สพฐ.ได้กำหนดแนวทางการปกป้องคุ้มครองเด็กในสถานศึกษา ภายใต้แนวคิด “เด็กในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทุกคนได้รับการปกป้องคุ้มครอง มีความสุขในการเรียนรู้ ในสถานศึกษาที่มีความปลอดภัย” ที่เห็นความสำคัญในการปกป้องคุ้มครองเด็ก โดยออกมาตรการสำคัญใน 3 ประเด็น คือ 1) ปลอดภัยจากการถูกกระทำความรุนแรงที่มีลักษณะเป็นการรังแกกันของเด็ก 2) ปลอดภัยจากการถูกลงโทษที่ไม่เหมาะสมจากครู 3) การป้องกันการถูกคุกคามทางเพศจากเพื่อน ครู หรือบุคลากรในสถานศึกษา

นอกจากนโยบายในการปกป้องคุ้มครองเด็กแล้ว สพฐ. มีหนังสือที่ ศธ 04277/ว147 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 ได้แจ้งให้สถานศึกษาทุกแห่งดำเนินการตามมาตรการการปฏิบัติกรณีเกิดเหตุการณ์การกระทำรุนแรงต่อเด็กในสถานศึกษาของ สพฐ.

“การดูแลเด็กให้รอดปลอดภัย มีมิติการดูแลหลายมุม การศึกษาเป็นเพียงหนึ่งมิติที่ใกล้ตัวเด็ก แต่ยังมีมิติของครอบครัว มิติของชุมชน มิติของสื่อ และอื่น ๆ อีกมากมายที่จะทำร้ายเด็ก จึงต้องให้ทุกมิติร่วมกันขับเคลื่อนการปกป้องคุ้มครองเด็กให้มีความเข้มแข็งทางใจ อยู่อย่างปลอดภัย และมีความสุขด้วย” ปลัด ศธ. กล่าว

ขอบคุณข้อมูล : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ภาพประกอบ : กิตติกร แซ่หมู่

รมว.ศธ.ยืนยัน! ลูกจ้างชั่วคราว สพฐ.ได้รับสิทธิ-สัญญาจ้างตามเดิม พร้อมรับเงินค้างจ่าย 20ต.ค.นี้

(16 ตุลาคม 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนร่วมกับนายประเสริฐ บุญเรือง รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอำนาจ วิชยานุวัติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายอัมพร พินะสา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายสุทิน แก้วพนา ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ภายหลังไปหารือกับผู้แทนสำนักงบประมาณและผู้แทนกรมบัญชีกลาง เรื่องปัญหากลุ่มลูกจ้างชั่วคราวสายสนับสนุนการปฏิบัติงานในสถานศึกษา (ธุรการของโรงเรียน) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากการที่สมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียน และเครือข่ายลูกจ้างชั่วคราว สพฐ.แห่งประเทศไทย ยื่นข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการขอเป็นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน ไม่ทำจ้างเหมาบริการ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น

ศธ.รับทราบถึงการกระทบต่อสิทธิต่าง ๆ โดยที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เนื่องจากบุคลากรกลุ่มดังกล่าวมีความสำคัญในการสนับสนุนการเรียนการสอนและการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ จึงต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน

โดยในวันนี้ ได้มอบหมายให้นายประเสริฐ บุญเรือง รักษาราชการแทนปลัด ศธ., นายอัมพร พินะสา รองเลขาธิการ กพฐ. และนายสุทิน แก้วพนา ผู้ช่วยปลัด ศธ. ไปหารือกับสำนักงบประมาณ ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วว่า ทุกคนที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือนจำนวน 13,000 กว่าคน จะไม่มีผลกระทบอย่างแน่นอน ทุกคนยังได้รับสิทธิเหมือนเดิม เว้นแต่หากมีการลาออกไปแล้วและมีอัตราว่าง คนใหม่จะต้องเข้าเงื่อนไขตามแนวทางการจ้างใหม่ คือ อัตราจ้างเหมาบริการ

ทั้งนี้ สพฐ.จะมีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ดำเนินการทำสัญญาจ้างตามเดิมต่อไป ส่วนเงินที่ค้างจ่ายอยู่ จะได้รับภายในวันที่ 20 ตุลาคมนี้

“พี่น้องลูกจ้างชั่วคราวสายสนับสนุนการปฏิบัติงานในสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัด สพฐ.สบายใจได้ ความกังวลที่บอกว่าจะปรับเปลี่ยนเป็นจ้างเหมาบริการ ยืนยันจะไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างแน่นอน เนื่องจากได้มีการพูดคุยกับกรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้ว หวังว่าจะเป็นกำลังใจในการทำงานสำหรับกลุ่มคนบางส่วน ส่วนอื่น ๆ จะต้องมาหารือกันต่อไปเนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน” รมว.ศธ.กล่าว

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร์ จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

สพฐ.แจ้งแนวทางปฏิบัติจัดสรรอัตราข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2562

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีหนังสือแจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติการจัดสรรอัตราข้าราชการครูฯ ในสถานศึกษาที่เกษียณอายุราชการเมื่อสิิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 โดยให้ไปจัดสรรคืนให้แก่ทุนโครงการต่างๆ ก่อน เช่น โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น แล้วรายงานสำนักงบประมาณภายใน 30 วัน ส่วนกรณีตัดโอนตำแหน่งข้ามเขตพื้นที่การศึกษา ต้องให้ ก.ค.ศ.อนุมัติก่อน

นอกจากนี้ มีหนังสือแจ้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด กรณีนักศึกษาทุนโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่สามารถบรรจุฯ ได้ทันในวันที่ 4 ต.ค.62 เพราะมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรในวันดังกล่าว ให้พิจารณาบรรจุแต่งตั้งตามความเหมาะสม

MOU โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา “Partnership School Project 100%” จังหวัดแรกที่สมุทรปราการ

ประเด็นสำคัญ
– โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา หรือ Partnership School Project เป็นส่วนขยายของโรงเรียนประชารัฐ
– เพื่อสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษา ภายใต้ความร่วมมือกับเอกชนและชุมชน
– สมุทรปราการ เป็นจังหวัดแรกที่สามารถขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาได้ครบ 100% ทั้ง 168 โรงเรียนในจังหวัด

(28 กันยายน 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติและบันทึกข้อตกลง (MOU) “โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา Partnership School Project 100%” พร้อมมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่ผู้แทนองค์กร โดยมีนายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู เข้าร่วมในพิธีณ มหาวิทยาลัยราชฏัภธนบุรี สมุทรปราการ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) เป็นแนวคิดการสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษา ภายใต้บทบาทความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และบริษัท มูลนิธิ องค์กร หรือสถาบัน ที่สนับสนุนทรัพยากรและมีส่วนร่วมในการบริหารกับสถานศึกษา ซึ่งเป็นส่วนขยายของโรงเรียนประชารัฐ โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษาด้านต่าง ๆ สอดคล้องกับผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ในเป้าหมายการพัฒนา 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 2) การพัฒนาครู 3) การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา 4) การพัฒนาคุณภาพการบริหาร ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาล “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี” มอบให้ ศธ.นำไปขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับจังหวัดสมุทรปราการ เป็นจังหวัดที่มีความเติบโตด้านเศรษฐกิจ เพราะมีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้นก็ให้ความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับทุกองค์กรในจังหวัดได้ให้ความสำคัญการศึกษามาโดยตลอด ทั้งองค์กรทางศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ

เชื่อมั่นว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกภาคส่วน โดยมุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ขอชื่นชมจังหวัดสมุทรปราการที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายนี้ได้ 100% เป็นจังหวัดแรก ขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดสมุทรปราการทุกท่าน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคอุตสาหกรรมที่ให้ความร่วมมือเป็นภาคีเครือข่ายกับหน่วยงานทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) เป็นนโยบายของรัฐบาล มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โรงเรียนพัฒนาเต็มตัวและสามารถบริหารจัดการโรงเรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพ ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเตรียมความพร้อมผู้เรียนสำหรับอนาคต พร้อมกับพัฒนาโรงเรียนให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษา ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาภายใต้ความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่และชุมชน

ทั้งนี้ จังหวัดสมุทรปราการมีสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 168 แห่ง มีแนวทางการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้องค์กรทางศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมพัฒนาโรงเรียนให้มีความพร้อมในทุกด้าน ด้านอาคารสถานที่มุ่งเน้นให้มีความเพียงพอสำหรับบริการ ทั้งนักเรียนและชุมชน ด้านการจัดการเรียนการสอน มุ่งเน้นให้นักเรียนมีสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ แหล่งเรียนรู้ เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นคนดี คนเก่ง มีทักษะทางวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และมีทักษะชีวิต สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความสุข

อีกทั้งยังมีองค์กรทางศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนกว่า 10,000 แห่ง ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยการประสานงานของอำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 3 เขต และผู้บริหารสถานศึกษาทุกคน ทุกโรงเรียน เกิดการมีส่วนร่วมในทุกพื้นที่ ทุกโรงเรียน โดยเป็นจังหวัดแรกที่สามารถขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาได้ครบ 100%

ดังนั้น เพื่อเป็นการขอบคุณ ยกย่องเชิดชูเกียรติและให้การดำเนินงานเกิดความยั่งยืน จึงจัดให้มีพิธีมอบโล่และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานทางการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ จำนวน 656 องค์กร ได้แก่

  • องค์กรทางศาสนา จำนวน 65 รูป
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 41 แห่ง
  • ภาคอุตสาหกรรม สถานประกอบการ จำนวน 287 แห่ง
  • บุคคลผู้ให้การสนับสนุน จำนวน 232 คน
  • หน่วยงานอื่น ๆ จำนวน 31 องค์กร

พร้อมทั้งถวายโล่แด่ตัวแทนองค์กรทางศาสนา จำนวน 5 รูป และมอบโล่ให้แก่ตัวแทนองค์กร จำนวน 45 องค์กร โดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า จังหวัดสมุทรปราการมี 6 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ อำเภอบางพลี อำเภอบางบ่อ และอำเภอบางเสาธง ซึ่งทางจังหวัดได้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีมากกว่า 10,000 แห่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ องค์กรทางศาสนา ก็ได้ให้การสนับสนุนร่วมเป็นภาคีเครือข่ายมาโดยตลอด ในรูปแบบ “บวร” คือ บ้าน วัด และโรงเรียน

ในโอกาสที่ ศธ.มีโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา Partnership School Project และประกาศให้จังหวัดสมุทรปราการเข้าร่วมโครงการครบทุกโรงเรียน นับว่าเป็นโอกาสอันดีของเด็กและเยาวชนจังหวัดสมุทรปราการจะได้รับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ข่าว ; ประชาสัมพันธ์ สพฐ.
ภาพ : อีทีวีแม็ค เวทีสาธารณะเพื่อการศึกษา

สพฐ.ประชุมชี้แจงแนวทางพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้เรียน มุ่งสู่ Education Hub ในภูมิภาค

(25 กันยายน 2562) นายไกรเสริม โตทับเที่ยง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อชี้แจงแนวทางการพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้เรียนในโครงการพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค (Education Hub) โดยมีผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้อำนวยการสถาบันภาษาอังกฤษ และผู้บริหารโรงเรียนในโครงการ (Education Hub) เข้าร่วม ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

นายไกรเสริม โตทับเที่ยง กล่าวว่า การจัดการศึกษาที่ดีมีคุณภาพเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพื่อที่จะก้าวสู่ยุคของสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 นักเรียนจำเป็นต้องมีความรู้รอบด้าน ซึ่งภูมิภาคอาเซียนมีความแตกต่างกันทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม สังคม การเมือง การปกครอง สภาพภูมิอากาศ ระบบการศึกษา รวมทั้งประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ

การจัดการศึกษา โดยเฉพาะในด้านของภาษาอังกฤษ จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก และเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเข้าใจอันดีในกลุ่มประชาคมอาเซียน เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจ ความสามัคคีกลมเกลียว อันเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้ประชาคมอาเซียนมีความเข้มแข็ง

ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าการประชุมในครั้งนี้ จะทำให้ผู้บริหารและครูมีแนวทางการพัฒนานักเรียนในโครงการ Education Hub ให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษในระดับมาตรฐานนานาชาติ และพร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโตเป็นคนดี และคนเก่งของชาติต่อไป

นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมถึงการจัดประชุมครั้งนี้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาทักษะด้านภาษาของผู้เรียน จึงได้มอบหมายให้สำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย ร่วมกับสถาบันภาษาอังกฤษ จัดทำระบบหลักสูตรภาษาอังกฤษที่มีมาตรฐานระดับนานาชาติขึ้น เพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมแบบเข้มข้นสู่สากล

จากนั้น สพฐ.จึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ขึ้น เพื่อชี้แจงแนวทางการพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้เรียนในโครงการ Education Hub เพื่อพัฒนาศักยภาพครูในการจัดกระบวนการเรียนการสอนด้านภาษาสู่มาตรฐานระดับนานาชาติ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนของสถานศึกษาในประเทศไทยให้นักเรียนมีศักยภาพด้านภาษา และรองรับนักเรียนนานาชาติได้ พัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานการบริหารจัดการการศึกษาระดับมัธยมศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานระดับนานาชาติ และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนของประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก รวมถึงพัฒนาให้ผู้เรียนในโครงการ Education Hub มีผลสัมฤทธิ์ทางด้านภาษาอังกฤษในระดับมาตรฐานนานาชาติ ตามที่ สพฐ. กำหนดกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษา (Common European Framework of Reference for Languages : CEFR) ต่อไป

การประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 กันยายน 2562 โดยมีผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ หัวหน้าโครงการ Education Hub จำนวน 47 โรงเรียน โรงเรียนละ 3 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 160 คน เข้าร่วม อีกทั้งได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรที่จะมาให้ความรู้และแนะแนว จากผู้อำนวยการสถาบันภาษาอังกฤษ และคณะผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา

ภาพ/ข่าว: ประชาสัมพันธ์ สพฐ.

สพฐ.กำหนดมาตรการซักซ้อมความเข้าใจในการกํากับ ติดตาม ดูแล การดําเนินงานโครงการอาหารกลางวัน

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีหนังสือแจ้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทุกแห่ง เรื่อง ซักซ้อมความเข้าใจในการดําเนินโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน โดยกำหนดมาตรการซักซ้อมความเข้าใจให้ สพป.ทุกเขต ในการกํากับ ติดตาม ดูแล การดําเนินงานโครงการอาหารกลางวัน ดังนี้

1. โรงเรียน
1.1 ให้โรงเรียนจัดบริการอาหารกลางวันให้กับนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้โปรแกรม Thai School Lunch ในการควบคุมคุณภาพอาหาร
1.2 จัดสํารับอาหารให้เป็นไปตามหลักโภชนาการและอาหารปลอดภัย
1.3 จัดสถานที่สําหรับบริการอาหารให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล
1.4 ตรวจสอบ กํากับ ดูแล การดําเนินการใช้จ่ายงบประมาณให้ตรงตามวัตถุประสงค์
1.5 ดําเนินการจัดซื้อ หรือจัดจ้าง ให้เป็นไปตามระเบียบพัสดุของทางราชการ
1.6 ดําเนินงานด้านงบประมาณให้เป็นปัจจุบัน โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

2. สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
2.1 ให้ สพป.ทุกเขต กํากับดูแล การดําเนินงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนอย่างเคร่งครัด
2.2 หากพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นกับโรงเรียนในสังกัด ให้ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และรายงานต่อผู้บังคับบัญชาโดยพลัน

สพฐ.เตรียมงบ 208 ล้านบาท ปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักครูทั่วประเทศ

(23 กันยายน 2562) ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตามที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการแก้ไขปัญหาบ้านพักครู โดยเฉพาะพื้นที่มีบ้านพักครูแต่ห้องน้ำไม่ได้อยู่ในตัวบ้านพัก

ขณะนี้ สพฐ.ได้ตรวจสอบข้อมูลรายการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักครู ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้เสนอมาแล้ว มีจำนวนสถานศึกษาขอรับการสนับสนุนเพื่อซ่อมแซมปรับปรุง รวมทั้งสิ้น 2,052 แห่ง แบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรก บ้านพักครู จำนวน 1,370 แห่ง ใช้งบประมาณปรับปรุง 147,786,100 บาท และระยะที่สอง บ้านพักครู จำนวน 682 แห่ง ใช้งบประมาณปรับปรุง 60,453,700 บาท รวมทั้งสิ้น 208,239,800 บาท ซึ่งเป็นงบลงทุนของ สพฐ. ปีงบประมาณ 2562

ทั้งนี้ เชื่อว่าการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักครู จะช่วยสร้างขวัญ กำลังใจ ความปลอดภัย และความสะดวกให้แก่ข้าราชการครูทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น ตามข้อสั่งการของ รมว.ศึกษาธิการ ส่วนข้อเสนอการสร้างแฟลตสำหรับที่พักครูนั้น เป็นอีกแนวทางที่ สพฐ.จะนำไปพิจารณาเช่นกัน แต่เบื้องต้นจะเร่งแก้ไขพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เดลินิวส์
สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์