สพฐ.แจ้งแนวทางปฏิบัติจัดสรรอัตราข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2562

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีหนังสือแจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติการจัดสรรอัตราข้าราชการครูฯ ในสถานศึกษาที่เกษียณอายุราชการเมื่อสิิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 โดยให้ไปจัดสรรคืนให้แก่ทุนโครงการต่างๆ ก่อน เช่น โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น แล้วรายงานสำนักงบประมาณภายใน 30 วัน ส่วนกรณีตัดโอนตำแหน่งข้ามเขตพื้นที่การศึกษา ต้องให้ ก.ค.ศ.อนุมัติก่อน

นอกจากนี้ มีหนังสือแจ้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด กรณีนักศึกษาทุนโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่สามารถบรรจุฯ ได้ทันในวันที่ 4 ต.ค.62 เพราะมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรในวันดังกล่าว ให้พิจารณาบรรจุแต่งตั้งตามความเหมาะสม

MOU โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา “Partnership School Project 100%” จังหวัดแรกที่สมุทรปราการ

ประเด็นสำคัญ
– โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา หรือ Partnership School Project เป็นส่วนขยายของโรงเรียนประชารัฐ
– เพื่อสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษา ภายใต้ความร่วมมือกับเอกชนและชุมชน
– สมุทรปราการ เป็นจังหวัดแรกที่สามารถขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาได้ครบ 100% ทั้ง 168 โรงเรียนในจังหวัด

(28 กันยายน 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติและบันทึกข้อตกลง (MOU) “โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา Partnership School Project 100%” พร้อมมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่ผู้แทนองค์กร โดยมีนายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู เข้าร่วมในพิธีณ มหาวิทยาลัยราชฏัภธนบุรี สมุทรปราการ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) เป็นแนวคิดการสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษา ภายใต้บทบาทความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และบริษัท มูลนิธิ องค์กร หรือสถาบัน ที่สนับสนุนทรัพยากรและมีส่วนร่วมในการบริหารกับสถานศึกษา ซึ่งเป็นส่วนขยายของโรงเรียนประชารัฐ โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษาด้านต่าง ๆ สอดคล้องกับผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ในเป้าหมายการพัฒนา 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 2) การพัฒนาครู 3) การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา 4) การพัฒนาคุณภาพการบริหาร ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาล “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี” มอบให้ ศธ.นำไปขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับจังหวัดสมุทรปราการ เป็นจังหวัดที่มีความเติบโตด้านเศรษฐกิจ เพราะมีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้นก็ให้ความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับทุกองค์กรในจังหวัดได้ให้ความสำคัญการศึกษามาโดยตลอด ทั้งองค์กรทางศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ

เชื่อมั่นว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกภาคส่วน โดยมุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ขอชื่นชมจังหวัดสมุทรปราการที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายนี้ได้ 100% เป็นจังหวัดแรก ขอขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดสมุทรปราการทุกท่าน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคอุตสาหกรรมที่ให้ความร่วมมือเป็นภาคีเครือข่ายกับหน่วยงานทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) เป็นนโยบายของรัฐบาล มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โรงเรียนพัฒนาเต็มตัวและสามารถบริหารจัดการโรงเรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพ ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเตรียมความพร้อมผู้เรียนสำหรับอนาคต พร้อมกับพัฒนาโรงเรียนให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษา ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาภายใต้ความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่และชุมชน

ทั้งนี้ จังหวัดสมุทรปราการมีสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 168 แห่ง มีแนวทางการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้องค์กรทางศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมพัฒนาโรงเรียนให้มีความพร้อมในทุกด้าน ด้านอาคารสถานที่มุ่งเน้นให้มีความเพียงพอสำหรับบริการ ทั้งนักเรียนและชุมชน ด้านการจัดการเรียนการสอน มุ่งเน้นให้นักเรียนมีสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ แหล่งเรียนรู้ เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นคนดี คนเก่ง มีทักษะทางวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และมีทักษะชีวิต สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความสุข

อีกทั้งยังมีองค์กรทางศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนกว่า 10,000 แห่ง ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยการประสานงานของอำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 3 เขต และผู้บริหารสถานศึกษาทุกคน ทุกโรงเรียน เกิดการมีส่วนร่วมในทุกพื้นที่ ทุกโรงเรียน โดยเป็นจังหวัดแรกที่สามารถขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาได้ครบ 100%

ดังนั้น เพื่อเป็นการขอบคุณ ยกย่องเชิดชูเกียรติและให้การดำเนินงานเกิดความยั่งยืน จึงจัดให้มีพิธีมอบโล่และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานทางการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ จำนวน 656 องค์กร ได้แก่

  • องค์กรทางศาสนา จำนวน 65 รูป
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 41 แห่ง
  • ภาคอุตสาหกรรม สถานประกอบการ จำนวน 287 แห่ง
  • บุคคลผู้ให้การสนับสนุน จำนวน 232 คน
  • หน่วยงานอื่น ๆ จำนวน 31 องค์กร

พร้อมทั้งถวายโล่แด่ตัวแทนองค์กรทางศาสนา จำนวน 5 รูป และมอบโล่ให้แก่ตัวแทนองค์กร จำนวน 45 องค์กร โดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า จังหวัดสมุทรปราการมี 6 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ อำเภอบางพลี อำเภอบางบ่อ และอำเภอบางเสาธง ซึ่งทางจังหวัดได้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีมากกว่า 10,000 แห่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ องค์กรทางศาสนา ก็ได้ให้การสนับสนุนร่วมเป็นภาคีเครือข่ายมาโดยตลอด ในรูปแบบ “บวร” คือ บ้าน วัด และโรงเรียน

ในโอกาสที่ ศธ.มีโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา Partnership School Project และประกาศให้จังหวัดสมุทรปราการเข้าร่วมโครงการครบทุกโรงเรียน นับว่าเป็นโอกาสอันดีของเด็กและเยาวชนจังหวัดสมุทรปราการจะได้รับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ข่าว ; ประชาสัมพันธ์ สพฐ.
ภาพ : อีทีวีแม็ค เวทีสาธารณะเพื่อการศึกษา

สพฐ.ประชุมชี้แจงแนวทางพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้เรียน มุ่งสู่ Education Hub ในภูมิภาค

(25 กันยายน 2562) นายไกรเสริม โตทับเที่ยง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อชี้แจงแนวทางการพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้เรียนในโครงการพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค (Education Hub) โดยมีผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้อำนวยการสถาบันภาษาอังกฤษ และผู้บริหารโรงเรียนในโครงการ (Education Hub) เข้าร่วม ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

นายไกรเสริม โตทับเที่ยง กล่าวว่า การจัดการศึกษาที่ดีมีคุณภาพเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพื่อที่จะก้าวสู่ยุคของสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 นักเรียนจำเป็นต้องมีความรู้รอบด้าน ซึ่งภูมิภาคอาเซียนมีความแตกต่างกันทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม สังคม การเมือง การปกครอง สภาพภูมิอากาศ ระบบการศึกษา รวมทั้งประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ

การจัดการศึกษา โดยเฉพาะในด้านของภาษาอังกฤษ จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก และเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเข้าใจอันดีในกลุ่มประชาคมอาเซียน เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจ ความสามัคคีกลมเกลียว อันเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้ประชาคมอาเซียนมีความเข้มแข็ง

ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าการประชุมในครั้งนี้ จะทำให้ผู้บริหารและครูมีแนวทางการพัฒนานักเรียนในโครงการ Education Hub ให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษในระดับมาตรฐานนานาชาติ และพร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโตเป็นคนดี และคนเก่งของชาติต่อไป

นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมถึงการจัดประชุมครั้งนี้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาทักษะด้านภาษาของผู้เรียน จึงได้มอบหมายให้สำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย ร่วมกับสถาบันภาษาอังกฤษ จัดทำระบบหลักสูตรภาษาอังกฤษที่มีมาตรฐานระดับนานาชาติขึ้น เพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมแบบเข้มข้นสู่สากล

จากนั้น สพฐ.จึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ขึ้น เพื่อชี้แจงแนวทางการพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้เรียนในโครงการ Education Hub เพื่อพัฒนาศักยภาพครูในการจัดกระบวนการเรียนการสอนด้านภาษาสู่มาตรฐานระดับนานาชาติ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนของสถานศึกษาในประเทศไทยให้นักเรียนมีศักยภาพด้านภาษา และรองรับนักเรียนนานาชาติได้ พัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานการบริหารจัดการการศึกษาระดับมัธยมศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานระดับนานาชาติ และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนของประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก รวมถึงพัฒนาให้ผู้เรียนในโครงการ Education Hub มีผลสัมฤทธิ์ทางด้านภาษาอังกฤษในระดับมาตรฐานนานาชาติ ตามที่ สพฐ. กำหนดกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษา (Common European Framework of Reference for Languages : CEFR) ต่อไป

การประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 กันยายน 2562 โดยมีผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ หัวหน้าโครงการ Education Hub จำนวน 47 โรงเรียน โรงเรียนละ 3 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 160 คน เข้าร่วม อีกทั้งได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรที่จะมาให้ความรู้และแนะแนว จากผู้อำนวยการสถาบันภาษาอังกฤษ และคณะผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา

ภาพ/ข่าว: ประชาสัมพันธ์ สพฐ.

สพฐ.กำหนดมาตรการซักซ้อมความเข้าใจในการกํากับ ติดตาม ดูแล การดําเนินงานโครงการอาหารกลางวัน

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีหนังสือแจ้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทุกแห่ง เรื่อง ซักซ้อมความเข้าใจในการดําเนินโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน โดยกำหนดมาตรการซักซ้อมความเข้าใจให้ สพป.ทุกเขต ในการกํากับ ติดตาม ดูแล การดําเนินงานโครงการอาหารกลางวัน ดังนี้

1. โรงเรียน
1.1 ให้โรงเรียนจัดบริการอาหารกลางวันให้กับนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้โปรแกรม Thai School Lunch ในการควบคุมคุณภาพอาหาร
1.2 จัดสํารับอาหารให้เป็นไปตามหลักโภชนาการและอาหารปลอดภัย
1.3 จัดสถานที่สําหรับบริการอาหารให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล
1.4 ตรวจสอบ กํากับ ดูแล การดําเนินการใช้จ่ายงบประมาณให้ตรงตามวัตถุประสงค์
1.5 ดําเนินการจัดซื้อ หรือจัดจ้าง ให้เป็นไปตามระเบียบพัสดุของทางราชการ
1.6 ดําเนินงานด้านงบประมาณให้เป็นปัจจุบัน โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

2. สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
2.1 ให้ สพป.ทุกเขต กํากับดูแล การดําเนินงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนอย่างเคร่งครัด
2.2 หากพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นกับโรงเรียนในสังกัด ให้ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และรายงานต่อผู้บังคับบัญชาโดยพลัน

สพฐ.เตรียมงบ 208 ล้านบาท ปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักครูทั่วประเทศ

(23 กันยายน 2562) ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตามที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการแก้ไขปัญหาบ้านพักครู โดยเฉพาะพื้นที่มีบ้านพักครูแต่ห้องน้ำไม่ได้อยู่ในตัวบ้านพัก

ขณะนี้ สพฐ.ได้ตรวจสอบข้อมูลรายการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักครู ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้เสนอมาแล้ว มีจำนวนสถานศึกษาขอรับการสนับสนุนเพื่อซ่อมแซมปรับปรุง รวมทั้งสิ้น 2,052 แห่ง แบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรก บ้านพักครู จำนวน 1,370 แห่ง ใช้งบประมาณปรับปรุง 147,786,100 บาท และระยะที่สอง บ้านพักครู จำนวน 682 แห่ง ใช้งบประมาณปรับปรุง 60,453,700 บาท รวมทั้งสิ้น 208,239,800 บาท ซึ่งเป็นงบลงทุนของ สพฐ. ปีงบประมาณ 2562

ทั้งนี้ เชื่อว่าการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักครู จะช่วยสร้างขวัญ กำลังใจ ความปลอดภัย และความสะดวกให้แก่ข้าราชการครูทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น ตามข้อสั่งการของ รมว.ศึกษาธิการ ส่วนข้อเสนอการสร้างแฟลตสำหรับที่พักครูนั้น เป็นอีกแนวทางที่ สพฐ.จะนำไปพิจารณาเช่นกัน แต่เบื้องต้นจะเร่งแก้ไขพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เดลินิวส์
สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

สอศ.-สพฐ.-ซีพีออลล์ เปิดมิติใหม่การศึกษาด้วยหลักสูตรธุรกิจค้าปลีก จบแล้วได้วุฒิ ม.6-ปวช.

(17 ก.ย. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือโครงการเชื่อมโยงการจัดการศึกษาอาชีวศึกษากับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษา ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ประเด็นสำคัญ
– 3 หน่วยงานคือ สพฐ.-สอศ.-ซีพีออลล์ ร่วมเปิดมิติใหม่ทางการศึกษา ปีการศึกษา 2563 ด้วยการจัดการศึกษาในรูปแบบ”ทวิวุฒิ”หลักสูตรธุรกิจค้าปลีก
– รูปแบบการจัดการศึกษาลักษณะดังกล่าว จะช่วยให้นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในสายสามัญ มีความรู้ในสายอาชีพเพิ่มเติม
– เรียนทั้งภาควิชาการ/ทฤษฎี สลับกับการฝึกอาชีพที่สถานประกอบการ ทุกๆ 3 เดือน จนครบ 3 ปี
– เรียนจบแล้ว นักเรียนจะได้รับประกาศนียบัตร 2 ใบ คือ ประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษาชั้น ม.ปลาย/ปวช. และรับประกันการมีงานทำจากซีพีออลล์

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และบริษัท ซีพี ออลล์จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกันบูรณาการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างหน่วยงานการศึกษาภาครัฐกับภาคเอกชน ในการเพิ่มโอกาสและเชื่อมโยงการศึกษาชั้นพื้นฐานกับการศึกษาระดับอาชีวศึกษา เพื่อผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ ตอบสนองความต้องการของภาคผู้ใช้กำลังคน ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ

ความร่วมมือครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้กับนักเรียนสังกัด สพฐ. ได้คันพบความถนัดของตนเอง เพื่อเข้าสู่การเรียนสายอาชีพ โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะสามารถพัฒนาการศึกษาให้ผู้เรียนมีทางเลือกในการศึกษาต่อตามความถนัดของตนเอง และเป็นการเพิ่มศักยภาพนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สอศ. และ สพฐ. ร่วมกันกำหนดนโยบาย และเป้าหมายในการผลิตและพัฒนากำลังคนในการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอาชีวศึกษาร่วมกัน ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ เพื่อให้สถานศึกษาสังกัด สอศ. และโรงเรียนสังกัด สพฐ. ใช้เป็นแนวทางในการรับสมัครผู้เรียนเข้าศึกษาต่อ ส่วนบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดการเรียนการสอนหลักสูตรเรียนร่วมอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยสนับสนุนห้องเรียนทางไกลในโรงเรียนสังกัด สพฐ.

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า มีข้อตกลงการสนับสนุนให้โรงเรียนสังกัด สพฐ. ร่วมจัดการเรียนการสอนวิชาชีพรูปแบบการเรียนการสอนทางไกลให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่เข้าร่วมโครงการร่วมกับ สอศ. และบริษัท พร้อมทั้งจัดทำแผนการเรียนการสอนและแผนการฝึกอาชีพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่เข้าร่วมโครงการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท รวมถึงการประชุมหารือวางแผนจัดระบบ กำหนดระเบียบ การประเมินผล และเรื่องอื่น ๆ ร่วมกัน

นายณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสะอาด รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทจะรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่เข้าร่วมโครงการบูรณาการการจัดการเรียนการสอนทวิศึกษาและทวิภาคี พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษาตลอดหลักสูตร ให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในโครงการผ่านโรงเรียนสังกัด สพฐ. ตลอดจนสนับสนุนห้องเรียนและอุปกรณ์รูปแบบการเรียนการสอนทางไกลให้กับโรงเรียนสังกัด สพฐ. ซึ่งเป็นโรงเรียนปลายทางตามความเหมาะสม โดยมีห้องเรียนทางไกลต้นทาง ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ และสถานศึกษาสังกัด สอศ. ที่ร่วมโครงการจัดการเรียนการสอนวิชาชีพด้วย

ทั้งนี้ นักเรียนสามารถเลือกเรียนการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ “ทวิวุฒิ” โดยเมื่อสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้นและประสงค์ที่จะเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายได้ที่โรงเรียนในสังกัดของ สพฐ. ที่เข้าร่วมโครงการกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า วันที่ 23 กันยายนนี้ จะเดินทางไปจังหวัดชลบุรี เพื่อรับทราบความต้องการด้านต่าง ๆ ของผู้ประกอบการต่างชาติ อาทิ ด้านแรงงาน ด้านทรัพยากรมนุษย์ ด้านทักษะฝีมือ เป็นต้น เพื่อนำข้อมูลมาจัดสรรคนให้ตรงกับงาน แยกประเภทธุรกิจและสถานที่ให้ชัดเจน เนื่องจากการมีสถานประกอบการในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา จะทำให้ความช่วยเหลือในการจัดการเรียนการสอนสะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถควบคุมคุณภาพการฝึกทักษะในสถานประกอบการได้อย่างเต็มที่

ปารัชญ์ ไชยเวช/ สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า/ ถ่ายภาพ

เลขาฯ รมว.ศธ.”ไกรเสริม โตทับเที่ยง” เป็นประธานเปิดตัวค่ายเยาวชน NBI Youth Camp รุ่นที่ 7

ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดตัว “โครงการ NBI Youth Camp” รุ่นที่ 7 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

เลขานุการ รมว.ศธ. กล่าวว่า โครงการค่าย NBI Youth Camp จัดโดยคณะนักศึกษาหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.)” รุ่นที่ 8 ของสถาบันการสร้างชาติ (Nation-Building Institute: NBI) ซึ่งมี รศ.ดร.โภคิน พลกุล เป็นประธานนักศึกษาหลักสูตร ได้กำหนดจัดรุ่นที่ 7 ระหว่างวันที่ 21-23 พ.ย.62 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เพื่อต้องการวางรากฐานแนวคิด ค่านิยมในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ปลูกจิตสำนึกในการใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง รวมทั้งพัฒนาศักยภาพเยาวชนทางด้านต่าง ๆ ตลอดจนสร้างเครือข่ายเยาวชนทำดีที่เข้มแข็ง โดยเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมค่าย จำนวน 1,050 คน จาก 227 สถานศึกษาใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คือ สงขลา พัทลุง ตรัง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสตูล โดยเยาวชนที่เข้าค่ายไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

การเปิดตัวโครงการในปีนี้ รมว.ศธ.”ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ได้ให้ความสำคัญมาก โดยมอบหมายให้ตนเข้ามามีส่วนร่วมเปิดตัวโครงการ เพื่อดูความเชื่อมโยงโครงการกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพราะเรามีเป้าหมายภารกิจเดียวกัน คือ “พัฒนาเยาวชนของชาติ”

ทั้งนี้ โจทย์สำคัญของการสร้างเด็กและเยาวชนคือ “ต้องมองว่าพวกเขาเหล่านี้จะช่วยแบ่งเบาภาระให้แก่พวกเราในอนาคต” เพราะเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ (Aging Society) เยาวชนของชาติจะกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต แต่หากเด็กและเยาวชนไทยไม่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้ เราก็จะไม่เหลืออะไร ดังนั้นอนาคตของประเทศจึงอยู่ในมือเด็กและเยาวชน หากเราไม่ช่วยกันสร้างเด็กและเยาวชนในวันนี้ให้มีคุณภาพ เราจะโทษใครไม่ได้

ศธ.ให้ความสำคัญกับการสร้างคน ซึ่งไม่เพียงแต่พัฒนาด้านความรู้เท่านั้น แต่ต้องมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อ แบ่งปันความรู้ให้กับคนที่ไม่รู้ด้วย โครงการนี้จึงมีส่วนสำคัญที่จะมีส่วนร่วมช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ให้เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับการปลูกฝัง และรู้ในเรื่องอนาคต อันจะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่่ได้รับการหล่อหลอมให้เติบโตเป็นผู้นำที่มีคุณภาพ ซึ่งเชื่ออว่าทุกคนต่างมีความเป็นผู้นำในตัวเอง ทุกคนมีความจำเป็นต้องเป็นผู้นำในอนาคต พวกเราจึงต้องช่วยกันดูแลส่วนที่เป็นสังคมที่เล็กที่สุดตรงนี้ให้ดี เพื่อส่งเด็กและเยาวชนให้ไปดูแลสังคมประเทศชาติของพวกเราต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนาใด ๆ หากเราคิดเหมือนเดิม เราจะหวังให้เกิดผลหรือแก้ปัญหาใหม่ ๆ คงไม่ได้ หลายอย่างบริบทของประเทศไทยเปลี่ยนไป เราเข้าสู่โลกในยุคที่มีความทันสมัยมากขึ้น ทุกคนจึงควรมีส่วนร่วมในสังคมให้มากขึ้น เราจำเป็นจะต้องให้ผู้ที่มีส่วนร่วมกับสังคมส่วนใหญ่บอกได้ว่า ในแต่ละโรงเรียนมีปัญหาอะไร หรือมากไปกว่านั้นคือมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อเป็นโจทย์และคำตอบให้กับสังคม สะท้อนให้ ศธ.นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น ได้ประโยชน์ และเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป” เลขานุการ รมว.ศธ.กล่าว

ภายหลังพิธีเปิด ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในสังกัด สพป.สงขลา เขต 1 ที่โรงเรียนวิเชียรชม อ.เมืองสงขลา และโรงเรียนบ้านท่าคุระ อ.สทิงพระ โดยโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ว่า

“วานนี้ที่สงขลา ได้ตั้งใจไปเยี่ยมโรงเรียนในจังหวัดทั้งสองประเภท

โรงเรียนประเภทแรก ขนาดเล็ก อยู่ในชนบท ติดทะเลสาบในสงขลา เคยมีนักเรียนจำนวนมาก ปัจจุบันสภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา มีนักเรียน 63 คน และชั้นป.6 มีแค่ 3 คน

ในครั้งนี้ได้มีโอกาสพบผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กอีกหลายสิบโรงเรียน บางโรงเรียนมีการสอนควบ โดยมีการส่งนักเรียนไปเรียนอีกโรงเรียนสลับกันไปมา บางโรงเรียนมีความเด่นด้านการจัดการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง สามารถมีผลผลิตการเกษตรสำหรับอาหารกลางวันและเหลือเพียงพอเพื่อทำรายได้ในชุมชน

สำหรับโรงเรียนขนาดใหญ่มาก ก็ได้ไปเยี่ยมเช่นกัน ตั้งอยู่กลางเมือง อายุร้อยกว่าปี นักเรียน 2,500 คน มีการแบ่งการเรียนการสอนทั้งภาคปกติและภาคภาษาอังกฤษ และมีนักเรียนสอบได้คะแนนโอเน็ตเต็มร้อย!

ซึ่งทั้งสองโรงเรียนที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยม พบว่ามีความต้องการไม่ต่างกัน ทั้งในเรื่องอาคาร สถานที่ ที่ยังไม่สมบูรณ์ ทั้งมีความทรุดโทรม และโรงอาหารไม่พอสำหรับจำนวนนักเรียน

ในส่วนของการแก้ปัญหานั้น เราทราบดีว่า ความไม่สมดุลมีอยู่ในทุกพื้นที่ เราจึงคิดต่อว่า ทำอย่างไรถึงจะตอบโจทย์ได้ทั่วถึง นี่คือสิ่งสำคัญ

ผมสนับสนุนแนวนโยบายของท่านรัฐมนตรี ในการแบ่งประเภทโรงเรียน ”ตามความพร้อม” >>> พร้อมมาก >>> พร้อมกลาง >>> พร้อมน้อย และจัดสรรทรัพยากรที่มีให้ตามความจำเป็นเพื่อตอบในสิ่งที่ตรงกับความต้องการ และสามารถสนับสนุกการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นไปที่ “ผลการศึกษาของเด็กนักเรียน” ว่าต้องพัฒนาอย่างเท่าเทียม”

ที่โรงเรียนวิเชียรชม
อ.เมืองสงขลา

ที่โรงเรียนบ้านท่าคุระ
อ.สทิงพระ

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
ขอบคุณภาพถ่าย : คณะทำงาน

ศธ.มุ่งเน้นลดเหลื่อมล้ำการศึกษาทั่วประเทศ โรงเรียนเล็ก-ใหญ่เข้าถึงได้หมด

รมว.ศธ. เผยแผนการลดความเหลื่อมล้ำการศึกษาทั่วประเทศ ตอบโจทย์การควบรวม ไม่ว่าโรงเรียนขนาดเล็ก-ใหญ่ เข้าถึงระบบการศึกษาอย่างเท่าเทียม ย้ำหลังลงพื้นที่พบว่าคุณภาพของสถานศึกษา ขึ้นอยู่กับศักยภาพของทีมผู้บริหารในการสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี พร้อมแก้ปัญหา “โครงสร้างองค์กร-วิธีคัดสรรตำแหน่งผู้บริหารทุกระดับ”

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จากกรณีที่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับนโยบายการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน และอาจจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนและผู้ปกครองว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการศึกษา และยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะมีการควบรวมหรือไม่ และหากต้องมีการควบรวมก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะควบรวมกี่โรงเรียนและกี่พื้นที่ โดยต้องคำนึงถึงภูมิศาสตร์ของสถานที่ ระยะทาง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

จากการรวบรวมข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ โดยลงพื้นที่สถานที่จริง พบว่ามีโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด 15,000 โรงเรียน ขณะที่เป็นโรงเรียนที่ไม่มีโอกาสควบรวม ประมาณ 1,914 โรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่อยู่ตามเกาะ แถบบนภูเขา อย่างไรก็ตามการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ศธ.ต้องการให้ระบบการศึกษามีคุณภาพดีขึ้น โดยเน้นคุณภาพการเรียนการสอนของเด็กนักเรียนทั่วประเทศไทย

“ผมไม่ได้บอกนะครับว่า เราจะมีการควบรวมจริง และจะควบรวมจำนวนเท่าไร แต่ยืนยันได้ว่าสิ่งที่เด็ก เยาวชน และผู้ปกครองจะได้ คือการศึกษาที่มีคุณภาพดีกว่าเดิมแน่นอน หากมีความชัดเจนว่าควรจะควบรวม  กระทรวงศึกษาธิการต้องดูในส่วนงบประมาณที่เหมาะสม ขณะนี้บางโรงเรียนอาจจะมีครูอยู่แค่ 2 คน กับนักเรียน 40 คน เราต้องดูว่าต้องเพิ่มครูเข้าไปมากกว่านี้ เพื่อให้มีการศึกษาเท่าเทียมกัน  นักเรียนทุกคนในประเทศไทยต้องได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ความสามารถของผู้บริหาร ระดับผู้อำนวยการ และครู ต้องมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน” รมว.ศธ. กล่าวและว่า

อย่างไรก็ตาม ศธ.ต้องนำข้อมูลมาพิจารณา มาเปรียบเทียบกับที่ผ่านมาในอดีต เพื่อดูความเหมาะสม นอกจากนี้หากมีการควบรวมโรงเรียน ทาง ศธ.ต้องมีการเตรียมความพร้อมและแก้ปัญหาในส่วนของบุคลากร เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้บริหารในโรงเรียน ทั้งผู้อำนวยการ และครู

“กรณีที่ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน ที่มีความวิตกกังวลว่า หากมีการควบรวมกันจริงแล้ว พวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน ผมยืนยันว่าการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะต้องไม่ถูกริดรอนสิทธิที่เขาควรจะได้ หรือแม้แต่โอกาสเติบโตก้าวหน้าทางด้านหน้าที่การงาน กระทรวงศึกษาธิการต้องคงไว้ ไม่เช่นนั้นก็จะมีการต่อต้าน และมีความไม่เข้าใจ” รมว.ศธ. กล่าวในที่สุด

สำหรับกรณีการบรรจุข้าราชการครูนั้น นายณัฏฐพล กล่าวว่า เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2562 ได้มีการบรรจุตำแหน่งผู้อำนวยการ 4,900 คน ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง  ส่วนที่เหลือ และตำแหน่งที่กำลังจะเกษียณอายุนั้น  กำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งโครงสร้างของ ศธ.และวิธีที่ได้มาซึ่งผู้บริหารในตำแหน่งต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ตนให้ความสำคัญที่สุด

“เราต้องยอมรับว่า สิ่งดี ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการมีอยู่ ก็ควรต้องนำมาต่อยอด แต่สิ่งไหนที่เป็นปัญหา หรือสิ่งไหนที่อาจจะสร้างความแคลงใจกับสังคม เราต้องเข้าไปดู  เข้าไปแก้ไข มิเช่นนั้นก็จะเป็นการสร้างปัญหา หรือปล่อยให้ปัญหานั้น เกิดขึ้นต่อไป” นายณัฏฐพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากที่ได้มีโอกาสไปดูโรงเรียนในหลายจังหวัด พบว่าประมาณ 95% มีผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความมุ่งมั่น แม้จะเห็นสภาพโรงเรียน ที่ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก หรือโรงเรียนขนาดใหญ่ หรือขาดแคลนอุปกรณ์ขนาดไหน แต่ก็สามารถสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนได้อย่างดี ขณะที่บางโรงเรียน ผู้บริหารอาจไม่มีความสามารถในการบริหาร ไม่ว่าเพราะเหตุผลใดก็แล้วแต่ สิ่งที่สะท้อนออกมาคือสภาพการเรียนการสอนยังไม่ดีเท่าที่ควร ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจ เพราะนโยบายของรัฐบาลมีอยู่ชัดเจน คือต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้กับนักเรียนทุกคนในประเทศไทย

ภาพ / ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี
กราฟิก / บัลลังก์ โรหิตเสถียร

ศธ.กำหนด5มาตรการดูแลนักเรียนเกี่ยวกับสุขภาพและโรคติดต่อในสถานศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการ กำหนด 5 มาตรการดูแลนักเรียน เกี่ยวกับสุขภาพและโรคติดต่อในสถานศึกษา คือ

  • แต่งตั้งคณะกรรมการระดับสถานศึกษา
  • ช่วยกันทำความสะอาดโรงเรียน
  • มาเข้าใจร่วมกัน
  • พบเหตุให้รีบแจ้งทันที
  • ดำเนินการระงับหรือบรรเทาเหตุ

ศธ.จับมือ กสศ.เปิดเครือข่ายตลาดวาดฝัน หนุนเด็กทุนเสมอภาค พัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างรายได้

(5 กันยายน 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการ “ตลาดวาดฝัน ส่งต่อรอยยิ้ม สร้างโอกาส สร้างอาชีพ นักเรียนทุนเสมอภาค” เพื่อเชิญชวนประชาชนและภาคธุรกิจเอกชนร่วมสมทบเงินบริจาค ต่อยอดความช่วยเหลือที่ยั่งยืนกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีนายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการ กพฐ., ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธาน กสศ., นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ., ผู้อำนวยการ ครู นักเรียน และประชาชนเข้าร่วม พร้อมด้วยโรงเรียนต้นแบบกิจกรรมทักษะอาชีพพร้อมผลิตภัณฑ์ฝีมือนักเรียนทุนเสมอภาคจากทั่วประเทศ ร่วมออกร้านตลาดวาดฝัน ณ โรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ จังหวัดปทุมธานี

รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการพร้อมเดินหน้านโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยใช้กลไกกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. มาบูรณาการ การดำเนินงานร่วมกับหน่วยจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในการจัดการศึกษาระดับอนุบาล อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา รวมไปถึงการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

โดยมีตัวชี้วัดสำคัญที่จะร่วมกันก้าวไปให้ถึงคือ นักเรียนยากจนและยากจนพิเศษในทุกโรงเรียนจะต้องไม่หลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ได้ ซึ่งความสำเร็จนี้จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา ที่ทั่วโลกได้ให้พันธสัญญาร่วมกันว่าภายในปี 2030 จะร่วมกันจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคนได้ครบ 100%

สำหรับโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไขหรือทุนเสมอภาค ได้ช่วยบรรเทาอุปสรรคในการมาเรียนให้แก่นักเรียนและครอบครัวที่ยากจนพิเศษ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนต่ำกว่า 1,250 บาท ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ความยากจนของ สพฐ. กว่า 50% (3,000 บาทต่อคนต่อเดือน)

โดยทุนเสมอภาคแบ่งเป็นค่าใช้จ่าย 2 ส่วน ได้แก่ ค่าเดินทาง ค่าครองชีพ และค่าจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ซึ่งต่อยอดจากกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะเป็นความช่วยเหลือที่ไม่ได้มุ่งสงเคราะห์ แต่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนกลุ่มยากจนที่สุดได้แสดงศักยภาพและความสามารถของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ และยังสร้างรายได้ให้แก่นักเรียนได้จริง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและป้องกันไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา ทำให้เกิดผลลัพธ์ปลายทางอย่างยั่งยืน

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือด้วยแนวทางสงเคราะห์แต่เพียงลำพังนั้น ยากที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน และไม่สามารถหยุดปัญหาความยากจนข้ามชั่วคนได้ ส่วนหนึ่งของกองทุนเสมอภาคของ กสศ. จึงมุ่งไปที่กิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพและทักษะชีวิตให้นักเรียนทุนเสมอภาคเหล่านี้สามารถพึ่งพาตนเองและดูแลครอบครัวได้อย่างยั่งยืนในอนาคต โดยการสนับสนุนและบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมของโรงเรียน คุณครู นักเรียน

ขณะนี้มีโรงเรียนที่มีความพร้อมสามารถขยายผลกิจกรรมทักษะอาชีพนำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการหลากหลายรูปแบบ สร้างรายได้ให้แก่นักเรียนทุนเสมอภาค สมัครเข้าร่วมเป็นเครือข่าย ตลาดวาดฝันสร้างโอกาส สร้างอาชีพ เบื้องต้นแล้ว 107 โรงเรียนทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกภูมิภาค

นอกจากนี้ ความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และคุณครูทั่วประเทศ ทำให้ กสศ. สามารถสนับสนุนทุนเสมอภาคเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนที่สุดให้แก่โรงเรียนในสังกัด สพฐ. จำนวน 29,871 โรงเรียน ซึ่งในปีการศึกษา 2562 จะสามารถช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มนี้ได้ถึง 723,604 คน อย่างไรก็ตามยังต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนมาร่วมเติมเต็มความช่วยเหลือให้เด็กกลุ่มนี้มากขึ้น

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนประชาชน รวมถึงภาคธุรกิจเอกชนร่วมกันบริจาคสมทบ หรือสนับสนุนในแง่องค์ความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อต่อยอดความช่วยเหลือที่กสศ.ได้ดำเนินการไว้แล้ว ให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนแก่เด็กๆ มากยิ่งขึ้น โดยสามารถติดตามกิจกรรมของเครือข่ายตลาดวาดฝัน เพื่อร่วมสนับสนุนหรืออุดหนุนผลิตภัณฑ์จากกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพหรือโครงการอื่น ๆ ของนักเรียนทุนเสมอภาค ได้ที่ http://www.eef.or.th

สำหรับภาคธุรกิจหรือประชาชนทั่วไป ที่ประสงค์ร่วมสมทบทุนบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ กลุ่มที่ยากจนที่สุดของประเทศ สามารถเข้าไปบริจาคและใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2 เท่าได้อัตโนมัติ ที่ https://donate.eef.or.th/main-donate หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โทร. 0 2079 5475

ขอบคุณภาพถ่าย ประชาสัมพันธ์ สพฐ. https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=870446403325843&id=294100504293772

WordPress.com.

Up ↑