ศธ.เผยโฉมหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี 2565 ชื่อ “เด็กไทยใจเป็นหนึ่ง” ผลงานตั้งชื่อและภาพปกโดยนักเรียน

หนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี 2565 ใช้ชื่อ “เด็กไทยใจเป็นหนึ่ง” เป็นไอเดียของนักเรียน ป.6 จากเพชรบุรี ส่วนภาพปก เป็นผลงานภาพวาดของนักเรียนชั้น ป.2 จากลำพูน ซึ่งผ่านการคัดเลือกจากผลงานส่งเข้าประกวด คาดว่าจะจัดพิมพ์แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2564 สนใจสั่งจองได้ที่ส่วนการตลาดออนไลน์ องค์การค้าของ สกสค. หรือผ่านไลน์ @suksapanpanit ในราคาเล่มละ 15 บาท

นายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความก้าวหน้า การจัดทำหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 โดยจะใช้ชื่อหนังสือ “เด็กไทยใจเป็นหนึ่ง” เป็นผลงานของ ด.ญ.นิชากานต์ เสมเถื่อน ระดับชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านท่ายาง (ประชาสรรค์) อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี สังกัด สพป.เพชรบุรี เขต 2 โดยคัดเลือกจากผลงานส่งประกวดทั้งหมด 48 รายชื่อ

สำหรับภาพปกหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี 2565 เป็นผลงานของ ด.ช.กฤตานนท์ กันทวงค์ และ ด.ช.ณัฐวุฒิ สุทธดุก ระดับชั้น ป.2 โรงเรียนบ้านทาป่าเปา อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน สังกัด สพป.ลำพูน เขต 1 โดยคัดเลือกจากผลงานส่งเข้าประกวดทั้งหมด 75 ผลงาน

นอกจากนี้ ในหนังสือยังมีพระบรมราโชวาทจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระคติธรรมสมเด็จพระสังฆราช คำขวัญและสารของนายกรัฐมนตรี สารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผลงานเขียนของนักเรียน ในรูปแบบนิทาน เรื่องสั้น บหร้อยกรอง การ์ตูนช่อง และภาพวาด จำนวน 22 ผลงาน โดยคัดเลือกจากผลงานส่งเข้าประกวดทั้งหมด จำนวน 95 ผลงาน พร้อมทั้งบทความพิเศษเรื่อง เปลี่ยน Mindset เด็กได้ง่ายๆ แค่เปลี่ยนคำพูด เกี่ยวกับวิธีการพูดเพื่อสร้าง Growth Mindset สำหรับเด็ก และเกมฝึกสมองและทักษะสำหรับเด็ก คาดว่าจะจัดพิมพ์แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2564

สนใจสั่งจองได้ที่ส่วนการตลาดออนไลน์ องค์การค้าของ สกสค. โทร. 02 514 4023-30 ต่อ 222, 223 หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษา หรือผ่านไลน์ @suksapanpanit ในราคาเล่มละ 15 บาท

รมว.ศธ.“ตรีนุช” ลงพื้นที่สระบุรี-นครราชสีมา รับฟังปัญหาแบบไม่แจ้งล่วงหน้า งดต้อนรับเอิกเกริก

รมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่สระบุรี และนครราชสีมา สุ่มติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย ศธ. ไม่แจ้งล่วงหน้า งดต้อนรับเอิกเกริก เร่งรัดเปิดสอน On-Site เสียงสะท้อนพื้นที่ขอลดภาระงานครู-โรงเรียนลงอีก ไม่ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินบ่อย

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จังหวัดสระบุรี และจังหวัดนครราชสีมา โดยสุ่มตรวจเยี่ยมแบบไม่แจ้งล่วงหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สระบุรี เขต 1 และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สระบุรี พร้อมตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่โรงเรียนวัดบ้านหมาก สังกัด สพป.สระบุรี เขต 2 และโรงเรียนปากช่อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) นครราชสีมา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่สุ่มตรวจ เพื่อติดตามการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19 ) โดยมีผู้บริหาร ศธจ. สระบุรี, ผอ.สพป.สระบุรี เขต 1, รอง ผอ.สพป.สระบุรี เขต 2 และผู้อำนวยการ สพม.สระบุรี ร่วมสะท้อนภาพการจัดการศึกษาในพื้นที่

ในภาพรวมของจังหวัดสระบุรี มีสถานศึกษาทุกสังกัดรวม 358 แห่ง เปิดสอนในชั้นเรียนปกติแบบ On-Site จำนวน 141 แห่ง โดยที่โรงเรียนวัดบ้านหมาก เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 75 คน ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดสอน On-Site แต่มีเป้าหมายจะเปิดสอนในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ซึ่งได้ขอให้เขตพื้นที่ฯ เร่งทำการประเมินความพร้อมของสถานศึกษา โดยลงลึกในเขตตำบล หรืออำเภอ ที่ไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 เพื่อให้มีจำนวนสถานศึกษาที่เปิด On-Site มากขึ้น เด็กจะได้ไม่เสียโอกาสในการเรียนรู้ เพราะถ้ายิ่งเปิดช้า เด็กก็จะยิ่งเสียโอกาส เราต้องปรับตัวทำงานเชิงรุกมากขึ้น และต้องปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเราต้องอยู่ร่วมกับโควิด 19 ต่อไปอีกระยะ

“การลงพื้นที่สุ่มตรวจเยี่ยมโดยไม่แจ้งล่วงหน้านี้ เพื่อไม่ให้เตรียมการต้อนรับ และไม่ได้มาจับผิด แต่มาให้ขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน มารับฟังปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ว่า เมื่อหน่วยงานต้นสังกัดมีนโยบายลงมาแล้ว ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำได้หรือไม่ มีปัญหาอะไร ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับเสียงสะท้อนจากครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา แม้ที่ผ่านมา ศธ.จะมีนโยบายลดภาระงานครู ลดภาระงานสถานศึกษา แต่ในความเป็นจริงครูและสถานศึกษายังมีภาระงานเยอะ โดยงานและโครงการต่าง ๆ ส่วนใหญ่มีคำสั่งมาจากส่วนกลาง ดังนั้นจึงอยากให้ภาระงานลดลงกว่านี้”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ได้รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน จากครูโรงเรียนปากช่อง ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ สอนตั้งแต่ชั้น ม.1-ม.6 โดยครูต้องการให้ ศธ.จัดอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพื่อจะได้นำมาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด 19 และไม่ควรปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประเมินครูบ่อย

หลังจากนี้ตนจะลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานศึกษาสังกัด ศธ.ในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการติดตามนโยบาย และจัดทำมาตรการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากร ตลอดจนแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองต่อไป

ตรีนุช เปิดโครงการ “อาหารเช้าเพื่อน้อง : นักเรียนอิ่มท้อง ผู้ปกครองอิ่มใจ” ที่ปัตตานี

“ตรีนุช” เปิดโครงการ “อาหารเช้าเพื่อน้อง : นักเรียนอิ่มท้อง ผู้ปกครองอิ่มใจ” ที่ปัตตานี ย้ำกระทรวงศึกษาธิการพร้อมให้ความสำคัญภาวะทุพโภชนาการของเด็กนักเรียน นำร่องที่ปัตตานี เล็งขยายผลทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับสารอาหารที่เพียงพอ อิ่มท้อง โดยเฉพาะอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคในเด็กวัยเรียน และแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

(3 พฤศจิกายน 2564) ณ ศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปบ.จชต.) จังหวัดปัตตานี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการ “อาหารเช้าเพื่อน้อง : นักเรียนอิ่มท้อง ผู้ปกครองอิ่มใจ”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการรับฟังรายงานของ สพฐ.และการลงพื้นที่ตรวจราชการ ทำให้ทราบว่าหลายพื้นที่ยังคงมีนักเรียนที่มีภาวะทุพโภชนาการและความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก น้อง ๆ ในหลายครอบครัวไม่ได้รับประทานอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กและเยาวชนอย่างมีนัยสำคัญ “การได้รับสารอาหารที่เพียงพอ” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กและน้อง ๆ ในวัยเรียน ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต และต้องการสารอาหารที่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ มาใช้ในการพัฒนากำลังกาย กำลังสมองอย่างเต็มที่ ซึ่งการได้รับสารอาหารที่เพียงพอนั้น ก็จะช่วยให้น้อง ๆ มีร่างกายที่แข็งแรง และมีสติปัญญาที่เฉียบคม

นอกจากนี้ การที่น้อง ๆ อิ่มท้อง ก็นำมาซึ่งความอิ่มใจ คือ มีจิตใจที่พร้อมที่จะเรียนรู้ เมื่อทั้งหมดทั้งมวลนี้ประกอบกัน ย่อมส่งผลดีต่อการจัดการเรียนรู้ของทุกฝ่าย ทั้งเด็ก ๆ คุณครู รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองทุกคน

“โครงการอาหารเช้าเพื่อน้อง : นักเรียนอิ่มท้อง ผู้ปกครองอิ่มใจ” เกิดขึ้นจากการตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการ วันนี้เราได้นำร่องโครงการที่ปัตตานีเป็นจังหวัดแรก ด้วยเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องทำให้ลูกหลานของพี่น้องชาวปัตตานีทุกคน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ อันจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์ความเจริญและสันติสุข ให้บังเกิดกับจังหวัดปัดตานี และพื้นที่จังหวัดชายแคนใต้ต่อไป

“ดิฉันอยากฝากความห่วงใยถึงพี่น้องชาวปัตตานี และพวกเราทุกคนว่า ขอให้เชื่อมั่นในการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ ว่าเราจริงจัง และจริงใจในการแก้ไขปัญหา การให้ความดูแลช่วยเหลือของทุกคน นโยบายการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิต และสุขภาวะที่ดีสำหรับเด็กไทย และจะขยายไปสู่จังหวัดอื่น ๆ ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียน และประชาชนของประเทศมาโดยตลอด”

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า โครงการ “อาหารเช้าเพื่อน้อง : นักเรียนอิ่มท้อง ผู้ปกครองอิ่มใจ” เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ตระหนักถึงความสำคัญของภาวะทุพโภชนาการของนักเรียน และความขาดแคลนอาหารมื้อเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เนื่องจากอาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่มีความสำคัญในการเตรียมพร้อมเพื่อรับการศึกษาเรียนรู้ของนักเรียน

การดำเนินงานโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการ เพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนรู้ของนักเรียน ลดความเสี่ยงการเกิดโรคในเด็กวัยเรียน ตลอดจนช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง โดยการจัดหาอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนให้กับนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดให้จังหวัดปัตตานี เป็นจังหวัดนำร่อง เนื่องจากจังหวัดปัตตานี เป็นพื้นที่ที่มีภาวะทุพโภชนาการของนักเรียนสูงถึงร้อยละ 31.16 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยภาวะทุพโภชนาการของนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา

ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ที่มีความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราและอาชีพประมงเป็นหลัก ทำให้ผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลนักเรียน เพราะต้องออกไปประกอบอาชีพตั้งแต่เช้ามืด นักเรียนส่วนใหญ่จึงไม่ได้รับประทานอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน ส่งผลให้นักเรียนมีภาวะทุพโภชนาการสูง

การดำเนินโดรงการดังกล่าว สพฐ.มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน และประชาชนในพื้นที่สังคมพหวัฒนธรรมให้มีความเข้มแข็ง โดยใช้เงินดอกผล กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงการดังกล่าว และได้กำหนดระยะเวลาดำเนิน “โครงการอาหารเข้าเพื่อน้อง : นักเรียนอิ่มท้อง ผู้ปกครองอิ่มใจ” ในปีงบประมาณ พ.ศ.2565

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
ปกรณ์ เรืองยิ่ง / ภาพ

แถลงข่าวระเบิดศึกฟุตบอลชิงแชมป์เยาวชนสานฝันฯ เฟ้น 10 แข้งนักเรียนชายแดนใต้ ฝึกลูกหนังแดนผู้ดี

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับสมาคมสานฝันฯ, สโมสรฟุตบอลยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด, สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาออนไลน์ ระเบิดศึกฟุตบอลชิงแชมป์เยาวชนสานฝันฯ รุ่นไม่เกิน 18 ปี คัด 10 แข้งไปฝึกฟุตบอลสโมสรอ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด ประเทศอังกฤษ 2 เดือนเต็ม เริ่มฟาดแข้ง 30 ต.ค. – 25 ธ.ค.นี้ ที่สนามเขารูปช้าง จ.สงขลา

(17 ตุลาคม 2564) มีพิธีแถลงข่าวฟุตบอลชิงแชมป์เยาวชนสานฝันรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ครั้งที่ 1 ณ หอประชุมราชพฤกษ์ รร.นวมินทรราชูทิศ ทักษิณ จ.สงขลา โดยมี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานกรรมาธิการการกีฬาวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีแถลงข่าว พร้อมด้วยนายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการ กพฐ., นายมนัสฌาน์ ชูเชิด เลขาธิการสมาคมสานฝันฯ, นายวันกล้า ขวัญแก้ว นายกสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาออนไลน์, นายสราวุธ เดชมณีรัตน์ ผอ.สพก.จชต.สพฐ., นายฌานุวัฒน์ ตัณฑุลลเวส ผอ.สโมสรฟุตบอลยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด, นายจุฑา ติงศภัทิย์ ที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด ร่วมแถลงข่าว มีผู้บริหารโรงเรียน 12 โรงเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันและนักกีฬา เข้าร่วมงานแถลงข่าวครั้งนี้

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ กล่าวว่า การแข่งขันรายการนี้ กำหนดการแข่งขันระหว่างวันที่ 30 ต.ค. – 25 ธ.ค. 2564 ที่สนามเขารูปช้าง อ.เมืองฯ จ.สงขลา มีทีมจากโครงการสานฝันสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 11 ทีม ได้แก่ รร.สุวรรณไพบูลย์ จ.ปัตตานี, รร.โพธิ์คีรีราช จ.ปัตตานี, รร.สวนพระยาวิทยา จ.นราธิวาส, รร.ร่มเกล้า จ.นราธิวาส, รร.บันนังสตาวิทยา จ.ยะลา, รร.รือเสาะชนูปถัมภ์ จ.นราธิวาส, รร.ทู่งยางแดงพิทยาคม จ.ปัตตานี, รร.ละงูพิทยาคม จ.สตูล, รร.เฉลิมพระเกียรติ จ.ยะลา, รร.มัธยมสุไหงปาดี จ.นราธิวาส และ รร.นวมินทราชูทิศ ทักษิณ จ.สงขลา อีก 1 ทีม รวมเป็น 12 ทีม จัดการแข่งขันโดยแบ่งเป็น 2 สาย สายละ 6 ทีม เอา 2 ทีมคะแนนดีที่สุดผ่านไปเล่นในรอบรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศต่อไป

สำหรับทีมชนะเลิศ ได้รับเงินสนับสนุน 3 หมื่นบาท รองชนะเลิศ 1.5 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังมีการคัดเลือกผู้เล่นยอดเยี่ยมจำนวน 10 คน นำไปฝึกฝีเท้ากับสโมสรฟุตบอลอ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด ในลีกวัน (EFL League One) ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีนายสัมฤทธิ์ ธนกาญจนสุทธิ์ เป็นประธานสโมสร ที่ให้การสนับสนุนร่วมกับสโมสรยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่ง ดร.จุฑา ติงศภัทิย์ และ นายวันกล้า ขวัญแก้ว จะเป็นผู้คัดเลือกตัวก่อนนำไปเข้าแคมป์เบื้องต้น 25 คน และคัดให้เหลือ 10 คน เดินทางไปอังกฤษ เดือน กุมภาพันธ์ 2565 ต่อไป

รมว.ศธ.เปิดโครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง”

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2564 ณ โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรปราการ : กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดโครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 245 แห่ง เข้าร่วมพิธีผ่านระบบ Video Conference

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นางาสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในนามของข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโครงการ อารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” อันจะเป็นคุณประโยชน์ต่อระบบการศึกษาของเด็กไทย และของประเทศชาติสืบไป

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ต่างประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงห่วงใยพสกนิกรทุกหมู่เหล่า น้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา โดยเฉพาะทรงห่วงใยการศึกษาของเด็กไทยที่กำลังจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ

โครงการ อารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” เป็นการน้อมนำแนวทางพระราชทาน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง และทำนา ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นการสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก และสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานแนวความคิด ฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริงในท้องถิ่น สู่การเรียนรู้ในสถานศึกษาให้เกิดผลในมิติต่าง ๆ ทางด้านการพึ่งพา มีความกตัญญู การพัฒนาจิตใจ การพัฒนาทางปัญญา รวมทั้งสามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของปวงข้าพระพุทธเจ้าทุกคน และพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ จักตราตรึงอยู่ในจิตใจของปวงข้าพระพุทธเจ้าตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ให้เป็นการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง และทำนา เพื่อเป็นการสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก และสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานแนวความคิด ฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริงในท้องถิ่นสู่การเรียนรู้ในสถานศึกษา ให้เกิดผลในมิติต่าง ๆ ทางด้านการพึ่งพาตนเอง มีความกตัญญู พัฒนาจิตใจ ปัญญา รวมทั้งสามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สพฐ. ตระหนักถึงความสำคัญและได้น้อมนำโครงการมาปฏิบัติ โดยดำเนินการคัดเลือกสถานศึกษานำร่อง ระยะที่ 1 และระยะที่ 1 (เพิ่มเติม) จำนวน 102 โรงเรียน และได้ประสานความร่วมมือกับ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ศูนย์การเรียนกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง (โรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัย) และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ระยะที่ 1 เตรียมการพื้นฐานโครงการ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับสถานศึกษานำร่อง ระยะที่ 1 และระยะที่ 1 (เพิ่มเติม) เมื่อวันที่ 13 – 22 กันยายน และวันที่ 29 กันยายน 2564 ส่งผลให้สถานศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางที่ชัดเจน สำหรับนำมาพัฒนาจัดระบบการเรียนการสอน ตามหลักการ 5 เปลี่ยน 5 ประเมิน โดยสามารถปรับให้เข้ากับภูมิสังคมและบริบทของแต่ละท้องถิ่น อันจะนำพานักเรียนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนเป็นที่พึ่งของชุมชนต่อไป

ทั้งนี้ สพฐ. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จะทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ร่วมกันดำเนินงานโครงการ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเยาวชนให้เป็นคนดี มีความกตัญญู เป็นกำลังในการพัฒนาชาติสืบไป

“อารยเกษตร จะเป็นต้นแบบตัวอย่างของความสำเร็จ ทางด้านรูปธรรมและนามธรรม โดยน้อมนำองค์ความรู้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ตลอดจนคุณธรรม จากการได้ลงมือ ลงใจศึกษา และมาปฏิบัติด้วยตนเอง จนเกิดผลตามแนวทางพระราชทานอารยเกษตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

Kick-Off หลักสูตรฐานสมรรถนะ นำร่อง 265 โรงเรียน เริ่มช่วงชั้นที่ 1 ป.1-ป.3 ภาคเรียนที่ 2/2564

(11 ตุลาคม 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการ “นำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” พร้อมด้วยนายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สสวท., นายวรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา, นางสิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน โดยมีนายประวิตร เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ผู้บริหารและผู้แทนโรงเรียนนำร่อง 265 แห่ง เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ Zoom Cloud Meeting จากห้องประชุมจันทรเกษม

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในโอกาสที่ได้เข้ามารับตำแหน่ง ได้แถลงมอบ 12 นโยบายด้านการจัดการศึกษา และ 7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ครอบคลุมการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย ไปจนถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นอีกก้าวหนึ่งที่มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ ปฏิรูประบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษา ตอบโจทย์การพัฒนาของโลกอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนทุกกลุ่มวัย ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีทักษะที่จำเป็น สามารถแก้ปัญหา ปรับตัวสื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผล มีวินัย นิสัยใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และเป็นพลเมืองที่รู้สิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ มีความรักความภาคภูมิใจ และรู้คุณค่าของประวัติศาสตร์ในความเป็นไทย

วันนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย สู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ โดยการเปิด “โครงการนำร่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ใน 8 จังหวัดนำร่อง ครอบคลุม 265 โรงเรียนในสังกัดต่าง ๆ ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถือเป็นการปักหมุดหมายที่สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาว่าด้วยกิจกรรมปฏิรูปที่ 24 การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ในข้อที่กระทรวงศึกษาธิการมีการดำเนินการเป็นรูปธรรมด้านหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตอบสนองต่อความถนัดและความสนใจของผู้เรียนรายบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่แผนการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ แบบ Active Learning และแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ต้องขอบคุณ สพฐ. รวมทั้งคณะกรรมการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานต่าง ๆ ที่ดำเนินงานต่อเนื่องในการยกร่างกรอบหลักสูตร การเตรียมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งในการดำเนินงานได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจ การยอมรับ และเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำ การรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับนโยบายและผู้ปฏิบัติ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลทั่วไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่ง ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันเปลี่ยนผ่านการศึกษาแบบเดิม ที่เต็มไปด้วยตัวชี้วัดมุ่งไปสู่การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน เปลี่ยน “ห้องเรียน” เป็น “ห้องเรียนรู้” ที่ผู้เรียน “เข้าใจ ทำเป็น เห็นผลลัพธ์” และเด็กทุกคนมีโอกาสในการค้นพบเป้าหมายของตนเอง นำไปสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”

จากนั้น รมว.ศธ. ได้กดปุ่มเปิดเว็บไซต์หลักสูตรฐานสมรรถนะ www.cbethailand.com ซึ่งจะเป็นสื่อกลางในการแสดงความคิดเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเผยแพร่ข้อมูลโครงการอย่างเป็นทางการ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ของโลกในศตวรรษที่ 21 วิทยาการต่าง ๆ มีความเจริญก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นดังกล่าว จึงได้พัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างมาตรฐานการศึกษาไทย ยกระดับคุณภาพของนักเรียนให้ทัดเทียมนานาชาติ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

สพฐ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนา (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ มาตั้งแต่ปี 2562 และได้การกำหนดกรอบและทิศทางของการพัฒนา ศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งผ่านความร่วมมือกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายใต้โครงการ Country Program

ซึ่งต่อมา รมว.ศธ. ได้กำหนดให้หลักสูตรฐานสมรรถนะ เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนหรือ Quick Win และได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดทำและพัฒนา (ร่าง) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (หลักสูตรฐานสมรรถนะ) ซึ่งมีนางสิริกร มณีรินทร์ เป็นประธานกรรมการอำนวยการ และคณะอนุกรรมการคณะต่าง ๆ เพื่อดำเนินงานต่อเนื่อง ในการยกร่างกรอบหลักสูตร การเตรียมการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา และรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับนโยบายและผู้ปฏิบัติ เพื่อให้ (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล เป็นหลักสูตรที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และความต้องการของชุมชนที่มีบริบทแตกต่างกัน

“ทั้งนี้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยจัดเวทีระดมสมองในประเด็นที่สำคัญและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง ทดลองใช้หลักสูตรในโรงเรียนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการวิจัยในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจำนวน265 โรงเรียน จาก 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ กาญจนบุรี ศรีสะเกษ ระยอง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 226 แห่ง สช. 17 แห่ง และ อปท. 22 แห่ง ซึ่งจะเริ่มใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในช่วงชั้นที่ 1 ป.1-ป.3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ตลอดจนจัดเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม เปิดรับความคิดเห็นผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ของกระทรวงศึกษาธิการ และเว็บไซต์หลักสูตรฐานสมรรถนะ http://www.cbethailand.com”

คลิปสั้น ๆ เพื่อรู้จักกับสมรรถนะเด็กไทย 6 ด้าน ของหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งจะเริ่มนำร่องใช้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 8 จังหวัด 265 โรงเรียน สังกัด สพฐ.-สช.-อปท. เริ่ม ป.1-ป.3 ภาคเรียนที่ 2/2564 นี้

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

ศธ.-มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ MOU เดินหน้าโครงการ “อายิโนะโมะโต๊ะ: โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ”

(30 กันยายน 2564) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วม (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ ) กับมูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ โดยมี ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานมูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ เป็นผู้ลงนามภายใต้โครงการ “อายิโนะโมะโต๊ะ : โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ” ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การร่วมลงนามในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สร้างประโยชน์ให้กับเยาวชนไทยอย่างแท้จริง เพราะเรื่อง “อาหารและโภชนาการ” เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญา สามารถต่อยอดพัฒนาในด้านอื่น ๆ ต่อไปได้ ซึ่งนอกจากมูลนิธิฯ จะเห็นความสำคัญในด้านอาหารและโภชนาการของเด็กในช่วงวัยเรียนแล้ว ยังสนับสนุนการก่อสร้างอาคารโรงอาหารที่ได้มาตฐานและถูกสุขลักษณะ จัดอบรมให้ความรู้ด้านโภชนาการกับบุคลากรในโรงเรียน เพื่อให้มีความรู้พื้นฐานด้านอาหารและโภชนาการ จนสามารถนำความรู้ดังกล่าวไปถ่ายทอดและต่อยอดความรู้ในการส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีสุขภาพและโภชนาการที่ดีขึ้น รวมถึงสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เพื่อขยายโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ไปยังโรงเรียนสังกัด สพฐ. อย่างทั่วถึง มูลนิธิฯ ได้สานต่อโครงการดังกล่าวด้วยการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเป็นระยะที่ 3 ภายใต้โครงการ “”อายิโนะโมะโต๊ะ : โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ” ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563-2568 รวมงบประมาณการสนับสนุนทั้งสิ้น 130 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นโครงการทั้ง 3 ระยะแล้ว จะมีอาคารโรงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ รวมทั้งสิ้น 180 แห่ง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ เด็กนักเรียนกว่า 30,000 คน จะได้รับโภชนาการที่ดี ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และเติบโตเป็นบุคคลากรที่มีคุณภาพเพื่อช่วยสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน

ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานมูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ กล่าวว่า มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เป็นองค์กรที่ดำเนินการโครงการเพื่อพัฒนาการศึกษา สนับสนุนด้านอาหารและโภชนาการของเด็กไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยการร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อโครงการเดิม คือ โครงการอายิโนะโมะโต๊ะ : โภชนาการเพื่อเด็กไทย ก้าวไกลสร้างชาติ กับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสานต่อความร่วมมือและเจตนารมณ์อันมุ่งมั่น ที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างภาวะโภชนาการ และสุขภาพที่ดีให้เด็กไทยอย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่ได้ร่วมลงนามข้อตกลงร่วม (MOU) ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2553 และครั้งที่ 2 ในปี 2558 แล้ว มูลนิธิฯ ก็ยังคงเล็งเห็นความสำคัญในการวางรากฐานโภชนาการและวิธีปฏิบัติที่ดีให้เด็กและบุคลากรในโรงเรียน อันจะนำไปสู่พัฒนาการที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

อิชยา กัปปา /สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ /ภาพ

“บิ๊กน้อย” ปลื้มเด็กสานฝันฯ ชายแดนใต้ กับฝันที่เป็นจริง สู่นักฟุตบอลอาชีพ สโมสร “ยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด” สู้ศึกไทยลีก 3

บิ๊กน้อย “พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์” ภาคภูมิใจ สพฐ.และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ชายแดนใต้ ร่วมสนับสนุนเด็กสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก้าวสู่นักฟุตบอลอาชีพ ทีมสโมสรฟุตบอล “ยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด” สู้ศึกไทยลีก 3 ฤดูกาลนี้ รังเหย้าใช้สนามพรุค้างคาว (หาดใหญ่ซิตี้ เดิม) พร้อมสนับสนุนต่อเนื่อง เตรียมจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เยาวชนสานฝัน รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ครั้งที่ 1 ประจำปี 2564 ปลายปีนี้

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 – พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา และอดีต รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมทางไกล (Video Conference) กับผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เชิญเป็นประธานการประชุม โดยมีนายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายกสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาออนไลน์, นายกสมาคมสานฝันการศึกษาชายแดนใต้ และนายณาณุวัฒน์ ตัณฑุลเวสส ผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ.

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบและภาคภูมิใจกับการมีส่วนร่วมพัฒนาการด้านกีฬาของนักเรียนโครงการสานฝันฯ ซึ่งนักเรียนหลายคนเข้ามาเป็นนักฟุตบอลอาชีพของสโมสรฟุตบอลยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด ที่เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2560 เกิดจากการรวมตัวของเยาวชนจากสมาคมสานฝันฯ และในภาคใต้ ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่สโมสร ก้าวจากการเป็นทีมสมัครเล่น จนกระทั่งในปีนี้ได้ร่วมกับสโมสรฟุตบอลหาดใหญ่ซิตี้ จนกลายมาเป็น “สโมสรฟุตบอลยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด” ที่ทำงานแบบมืออาชีพ และพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ เพื่อก้าวสู่เป็นฟุตบอลอาชีพ พร้อมสู้ศึกไทยลีก 3 ฤดูกาล 2021-2022

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาการจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เยาวชนสานฝัน รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ครั้งที่ 1 ประจำปี 2564 โดย สพฐ. ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาออนไลน์ และสโมสรฟุตบอลยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่แสดงความสามารถของเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา นราธิวาส ปัตตานี สงขลา สตูล) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียนในโครงการสานฝันฯ และเพื่อพัฒนานักกีฬาเยาวชนสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬาฟุตบอล

โดยมีทีมจากโรงเรียนในโครงการสานฝันฯ สมัครเข้าร่วมการแข่งขัน 12 ทีม ในห้วงเดือนตุลาคม ถึงธันวาคม 2564 แข่งเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ ณ สนามเขารูปช้าง และสนามในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยการจัดการแข่งขันเป็นไปตามมาตรการที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จังหวัดสงขลา กำหนด

สำหรับ 12 ทีม ที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ โดยแบ่งเป็น 2 สาย แข่งแบบพบกันหมดในสาย คือ

1) โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ยะลา
2) โรงเรียนบันนังสตาวิทยา
3) โรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา
4) โรงเรียนสุวรรณไพบูลย์
5) โรงเรียนทุ่งยางแดงพิทยาคม
6) โรงเรียนรือเสาะชนูปถัมภ์
7) โรงเรียนมัธยมสุไหงปาดี
8) โรงเรียนสวนพระยาวิทยา
9) โรงเรียนร่มเกล้า
10) โรงเรียนนาทวีวิทยาคม
11) โรงเรียนละงูพิทยาคม
12) โรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ

ทีมชนะเลิศ จะได้รับเงินรางวัลเป็นทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมถ้วยชนะเลิศจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนรองแชมป์ ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท ที่ 3 รับเงินรางวัล 15,000 บาท ที่ 4 เงินรางวัล 10,000 บาท และอันดับที่ 5 รับเงินรางวัล 5,000 บาท โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิเบญจรงคกุล และสมาคมสานฝันการศึกษาชายแดนใต้

จากการจับสลากแบ่งสายการแข่งขัน ผลปรากฏว่า สายที่ 1 ประกอบด้วยทีม โรงเรียนร่มเกล้า ทีมโรงเรียนมัธยมสุไหงปาดี ทีมโรงเรียนบันนังสตาวิทยา ทีมโรงเรียนนวมินทราชูทิศ ทักษิณ ทีมโรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา ทีมโรงเรียนนาทวีวิทยาคม และสายที่ 2 ทีมโรงเรียนสวนพระยาวิทยา ทีมโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ยะลา ทีมโรงเรียนละงูพิทยาคม ทีมโรงเรียนสุวรรณไพบูลย์ ทีมโรงเรียนทุ่งยางแดงพิทยาคม และทีมโรงเรียนรือเสาะชนูปถัมภ์

“สำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เยาวชนสานฝัน ได้ดำเนินการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ในปีนี้จะเป็นปีที่มีความพิเศษ เพราะจะมีการคัดเลือกนักฟุตบอลดาวรุ่งจำนวนหนึ่ง ประมาณ 5-10 คน โดยความร่วมมือและสนับสนุนของสโมสรฟุตบอลยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด ในการสนับสนุนให้มีการคัดเลือกและส่งนักฟุตบอลดาวรุ่งไปพัฒนาต่อ ที่สโมสรฟุตบอลอ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด (Oxford United) ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 3 เดือน ถือได้ว่าเป็นความก้าวหน้าอีกครั้งหนึ่ง ในการส่งเสริมให้เด็กนักเรียนโครงการสานฝันฯ ที่มีทักษะทางด้านฟุตบอล ได้มีโอกาสขยายความสามารถไปสู่ความเป็นเลิศต่อไปในอนาคต นับว่าเป็นความสำเร็จของโครงการอีกขั้นหนึ่ง ที่จะพัฒนานักกีฬาเยาวชนของไทย ก้าวไกลสู่มาตรฐานระดับโลก” พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

ขอบคุณภาพ facebook : YoungSinghHatyaiUnited

ผลการคัดเลือกประเภทบริหาร ระดับต้น กระทรวงศึกษาธิการ

(24 สิงหาคม 2564) ผลการคัดเลือกข้าราชการ เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

  1. นายประยูร หรั่งทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
  2. นางวันเพ็ญ บุรีสูงเนิน หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่ง รองศึกษาธิการภาค 6 (ภูเก็ต)
  3. นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
  4. นายปราโมทย์ แสนกล้า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
  5. นายประพัทธ์ รัตนอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
  6. นายปรเมศวร์ ศิริรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.กรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ กศน.
  7. นายภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ กศน.
  8. นางสาวทรงศรี วิระรังษิยากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดนครราชสีมา ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ กศน.
  9. นายไสว สารีบท ศึกษาธิการจังหวัดสระแก้ว ดำรงตำแหน่ง รองศึกษาธิการภาค 2 (ปทุมธานี)
  10. นายเจียร ทองนุ่น ศึกษาธิการจังหวัดนครศรีธรรมราช ดำรงตำแหน่ง รองศึกษาธิการภาค 5 (นครศรีธรรมราช)
  11. ว่าที่ร้อยเอก วิสาร ปัญญชุณห์ ศึกษาธิการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดำรงตำแหน่ง รองศึกษาธิการภาค 10 (อุดรธานี)
  12. นายเดช ศิรินาม ศึกษาธิการจังหวัดลำพูน ดำรงตำแหน่ง รองศึกษาธิการภาค 13 (นครราชสีมา)
  13. นายสงวนศักดิ์ เศรษฐีธัญญาหาร ศึกษาธิการจังหวัดพิจิตร ดำรงตำแหน่ง รองศึกษาธิการภาค 17 (พิษณุโลก)
  14. นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  15. นายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

รมว.ศธ. สั่งการ สพฐ.-สอศ.ขจัดเครียดเรียนออนไลน์

รมว.ศึกษาธิการ แจงผลวิจัยนักเรียนเครียดเรียนออนไลน์ ลั่น ศธ.ลุยแก้ปัญหาแล้ว สั่ง สพฐ.-สอศ. จี้เขตพื้นที่ฯ ติดตามให้ทุกสถานศึกษา ปฏิบัติตามนโยบายลดเวลาเรียนหน้าจอ-ลดการบ้าน-ลดการสอบ ให้เห็นภาพชัดเจน พร้อมเตรียมเปิดช่องทางรับฟังครูโดยตรง

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงผลการวิจัยของศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ โดยระบุว่า จำนวนการบ้านมากขึ้น, เด็กมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง, เครียด วิตกกังวล โดยเฉพาะนักเรียนชั้น ป.6 เตรียมศึกษาต่อ ม.1 และ ม.6 เตรียมศึกษาต่อมหาวิทยาลัย เพราะกังวลว่าจะไม่มีโรงเรียนที่ดีรับเข้าเรียนนั้น

ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนออนไลน์แล้ว เช่น มีนโยบายลดภาระผู้เรียน ทั้งสายสามัญศึกษา และอาชีวศึกษา โดยปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดให้นักเรียนได้เรียนในสิ่งที่ต้องรู้ ลดเวลาเรียนหน้าจอ, ให้การบ้านเท่าที่จำเป็น โดยครูแต่ละวิชาร่วมบรูณาการในการให้การบ้าน, การวัดประเมินผลเน้นหลักฐานการเรียนรู้ มากกว่าการสอบ, เลิกใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) เป็นองค์ประกอบของผลการตัดสินจบการศึกษาและการเข้าศึกษาต่อทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา

นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีมาตรการจ่ายเงินเยียวยานักเรียนทุกคน คนละ 2,000 บาท โดยผู้ปกครองรับเงินเต็มจำนวน ขณะเดียวกันกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สนับสนุนอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์สำหรับการเรียนออนไลน์ด้วย เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและผู้ปกครอง

“สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 บีบบังคับให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบการศึกษาทางไกล ซึ่งการสอนออนไลน์ เป็นช่องทางหนึ่งที่ต้องนำมาใช้จัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนในสถานการณ์นี้ ทำให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองบางส่วนไม่สามารถปรับเปลี่ยนตนเองได้ทัน ไม่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ ซึ่ง ศธ.ทราบปัญหาเหล่านี้ โดยมีนโยบาย มาตรการ และแนวปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ทุกกลุ่มมาโดยตลอด ซึ่งสถานศึกษาบางแห่งก็ปรับได้เร็ว แต่บางแห่งก็ไม่ปรับตัว จัดตารางสอนออนไลน์เหมือนที่เรียนในโรงเรียน ไม่ลดเวลาเรียน ครูยังให้การบ้านนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งดิฉันได้สั่งการไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้กำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และติดตามสถานศึกษาเป็นรายโรงเรียน ได้ปฏิบัติตามนโยบายลดภาระผู้เรียน ซึ่งที่ผ่านมาทั้ง สพฐ. และ สอศ.ได้ประกาศแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลที่ยืดหยุ่นในสถานการณ์โควิด 19 ไปแล้ว

โดยหลังจากนี้ เวลาเรียนหน้าจอ และการบ้านของนักเรียน ต้องลดลงอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ซึ่งเร็ว ๆ นี้ ดิฉันจะเปิดช่องทางรับฟังปัญหาจากครูโดยตรง เพื่อให้ครูสามารถสะท้อนปัญหาการทำงานที่เกิดขึ้นจริงในบริบทที่แตกต่างกัน โดย ศธ.จะรับไปพัฒนาแนวทางช่วยเหลือให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับแต่ละบริบทต่อไป” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

WordPress.com.

Up ↑