โฆษกรัฐบาล “ธนกร” ประชุมโฆษก 20 กระทรวง เน้นทำงานเชิงรุก เตรียมข้อมูลเผยแพร่ผลงานรัฐบาล

20 พฤษภาคม 2565 ทำเนียบรัฐบาล / นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโฆษกกระทรวง ครั้งที่ 2/2565 ณ ห้องประชุม 2502-2503 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 2 โดยมีนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้แนวทางการทำงานแก่โฆษก 20 กระทรวง รวมทั้งนายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

นายธนกร วังบุญคงชนะ กล่าวในที่ประชุมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรี ให้โฆษกกระทรวงทั้งฝ่ายข้าราชการประจำและฝ่ายการเมือง ทุกกระทรวง ทำงานใกล้ชิดและสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และการทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ติดตามการทำงานโฆษกกระทรวงต่าง ๆ ด้วยตนเอง รวมทั้งเป็นผู้ติดตามสื่อดิจิทัลมาโดยตลอด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมวงเสวนา “ถามมา – ตอบไป” เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน โดยนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงทำความเข้าใจ สื่อสารข้อเท็จจริงในการทำงานของรัฐบาลเพื่อประชาชน ซึ่งอาจจะพิจารณาจัดเสวนาเช่นนี้ใน 4 ภาค ฝากโฆษกกระทรวงให้ความสำคัญในการสื่อสารเรื่องนี้ด้วย

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมและข้อมูล ในการชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมทั้งการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2565 และ 2566 ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ ฝากให้โฆษกกระทรวงเตรียมข้อมูล ข้อเท็จจริง และอาจนำเสนอผลการทำงานในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ๆ เช่น ข้อมูลเปรียบเทียบการทำงานที่ผ่านมาของรัฐบาล สื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ของแต่ละหน่วยงาน

นายจุติ ไกรฤกษ์ ได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ โดยกล่าวว่า บทบาทของโฆษกกระทรวงในปัจจุบัน หลายกระทรวงมีทั้งฝ่ายข้าราชการประจำและฝ่ายการเมือง แต่ทุกคนทุกหน่วยงานต้องทำงานตามนโยบายรัฐบาล การปรับ Mindset ในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญ และโฆษกต้องทำงานเชิงรุก (Proactive) ในโลกสื่อออนไลน์ (Social Media) จึงควรใช้สื่อ (Multimedia) ทุกชนิดที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ “การแก้ข่าวเท็จ ด้วยความจริง” เป็นเรื่องสำคัญ เพราะข่าวเท็จไม่ใช่เกิดจากธรรมชาติ แต่มาจากการวางแผนล่วงหน้า

โลกวันนี้เป็นโลกแห่งสงครามข่าวสาร การนำเสนอ (Message) ของหน่วยงานภาครัฐ จึงต้องเลือกเนื้อหาการสื่อสารที่น่าสนใจ รวดเร็ว มุ่งไปสู่กลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ได้ในวงกว้าง หน้าที่ของโฆษกกระทรวงจึงมีหน้าที่หลัก 2 ด้าน คือ เป็นทั้งผู้ผลิตสื่อต่าง ๆ ผ่านช่องทางของตนเอง และเป็นผู้ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อประชาชน

นอกจากนี้ หากหน่วยงานใดมีการวางระบบการจัดการภาวะวิกฤต (Crisis Management) ก็จะเกี่ยวโยงกับ 4 ด้านหลัก คือ 1) Listen กล่าวคือ ทำให้หน่วยงานสามารถติดตามการรับฟังเสียงสะท้อน หรือความคิดเห็นเรื่องต่าง ๆ ของประชาชนได้โดยตรง “To what people say” 2) Measure สามารถรับทราบได้ว่ามีประเด็นใดที่กำลังเกิดขึ้นกับหน่วยงานของตน “What, when and how is the issue?” 3) Talk ทำให้หน่วยงานสื่อสารหรือให้ข้อมูลแก่ประชาชนได้ถูกจุด “To people like they are people” 4) Engage รับทราบหรือตอบสนองในเรื่องต่าง ๆ ของความคิดเห็นในประเด็นนั้น ๆ “Building reactions” ซึ่งการแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่เพียงแค่การแถลงข่าวเฉย ๆ เหมือนการประชาสัมพันธ์ที่ผ่านมาในอดีต

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

ศธ.ติดตามประเมินผลโครงการสร้างเสริมแกนนำส่งเสริมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา ที่ จ.ปัตตานี

สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน ลงพื้นที่ติดตามประเมินผลโครงการสร้างเสริมแกนนำส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (กนส.) จังหวัดนำร่องที่ จ.ปัตตานี หวังสร้างหลักสูตรฝึกอบรมแกนนำส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษาให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ก่อนประกาศใช้เป็นหลักสูตรฝึกอบรมให้กับสถานศึกษานำไปใช้ต่อไป 

17 พฤษภาคม 2565 จังหวัดปัตตานี / สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) โดยสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน ลงพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์ ติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการ “สร้างเสริมแกนนำส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (กนส.)” ดำเนินการโดยสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2565 ณ บักกะห์แลนด์ฟาร์ม แอนด์ รีสอร์ท

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของนักเรียนและนักศึกษา เพื่อเป็นแกนนำในการส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา โดยหลักสูตรฝึกอบรมประกอบด้วยการส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา บทบาทและหน้าที่แกนนำส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา การให้คำปรึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษา การใช้สื่อออนไลน์ให้ปลอดภัย การป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยแนวทางสันติวิธี ทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 และการจัดตั้งองค์กรเครือข่ายในการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา

โดยการเข้าร่วมสังเกต ติดตาม และประเมินผลครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่นำร่องในการนำข้อมูล ปัญหา อุปสรรคที่ได้รับ ไปใช้เพื่อจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมแกนนำส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษาให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์และประกาศใช้เป็นหลักสูตรฝึกอบรมให้กับสถานศึกษานำไปใช้ต่อไป 

การจัดอบรมในครั้งนี้ มีนักเรียนที่เข้าร่วมอบรมทั้งสิ้น 50 คน ประกอบด้วย นักเรียนแกนนำ (สภานักเรียน) ในสถานศึกษาจังหวัดปัตตานี จากสถานศึกษา 5 แห่ง ๆ ละ 10 คน  เข้าร่วมอบรม ประกอบด้วย 1) โรงเรียนเมืองปัตตานี สังกัด สพป.ปัตตานี เขต 1 2) โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ปัตตานี สังกัด สพม.ปัตตานี 3) โรงเรียนศาสนูปถัมภ์ สังกัด สช.อำเภอเมืองปัตตานี 4) โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ  สังกัด สช. อำเภอยะรัง 5) วิทยาลัยเทคนิคปัตตานี สังกัด สถาบันการอาชีวศึกษา

“เสมาโพล” เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชน ต่อการเปิดภาคเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ

เสมาโพล เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชน ต่อการเปิดภาคเรียนที่ 1/2565 ของกระทรวงศึกษาธิการ สำรวจระหว่างวันที่ 5-8 พ.ค. 65 จำนวนทั้งสิ้น 17,308 หน่วยตัวอย่าง พบว่าประชาชนร้อยละ 47 มีความเชื่อมั่นต่อการเปิดภาคเรียนของ ศธ. ด้วยรูปแบบ On-site, ร้อยละ 36 ยังไม่แน่ใจ และร้อยละ 16 ไม่เชื่อมั่น ส่วนใหญ่ร้อยละ 54 เห็นด้วยให้เด็กไปเรียนแบบ On-site ที่โรงเรียนตามปกติ แต่ยังกังวลเรื่องความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด 19 ในโรงเรียน โดยมาตรการหลักที่จะช่วยได้คือ การสวมหน้ากากอนามัย และการฉีดวัคซีนทุกคนในโรงเรียนให้ครอบคลุม

11 พฤษภาคม 2565 – ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสังคมไทยในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะมิติด้านการจัดการศึกษาของประเทศ แต่เพื่อมิให้การเรียนรู้ของเด็กไทยต้องหยุดชะงัก กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงได้ปรับเปลี่ยนมาตรการการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเพื่อการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องของเด็กไทย โดยให้โรงเรียนเตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในเดือนพฤษภาคมนี้ ด้วยรูปแบบ On-site หรือจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียนโดยการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

เพื่อเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาการศึกษา รวมทั้งเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน “เสมาโพล” จึงได้ดำเนินการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 17,308 หน่วยตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 5-8 พฤษภาคม 2565 ซึ่งสรุปผลการสำรวจได้ดังนี้

  1. ความเชื่อมั่นต่อการเปิดภาคเรียนในปีการศึกษา 2565 ของกระทรวงศึกษาธิการ ด้วยรูปแบบ On-site : ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.50 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 36.28 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 16.22 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น
  2. ความคิดเห็นต่อทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนของนักเรียนในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน : ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.13 เห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบันควรปรับเปลี่ยนเป็นการเรียนการสอนรูปแบบ On-site ที่โรงเรียนตามปกติ รองลงมา ร้อยละ 31.16 ระบุว่าควรจัดการเรียนการสอนรูปแบบ Online สลับวันกับ On-site ที่โรงเรียน และร้อยละ 14.71 ระบุว่าควรเรียนรูปแบบ Online
  3. ข้อกังวลเกี่ยวกับการเปิดภาคเรียนในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน : ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.60 ระบุว่าประเด็นที่เป็นข้อกังวลเกี่ยวกับการเปิดภาคเรียนในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันคือ กังวลเรื่องความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด 19 ในโรงเรียน รองลงมา ร้อยละ 8.20 ระบุว่ากังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 ให้แก่บุตรหลาน ร้อยละ 7.90 ระบุว่ากังวลเรื่องความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด 19 ในระหว่างการเดินทางไปโรงเรียน ส่วนประชาชนร้อยละ 18.30 ระบุว่า ไม่มีข้อกังวลใด ๆ
  4. มาตรการที่จะสร้างความมั่นใจต่อการเปิดภาคเรียนในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน: ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 23.32 ระบุว่ามาตรการที่จะสร้างความมั่นใจมากที่สุดสำหรับการเปิดภาคเรียนในรูปแบบ On-site ในโรงเรียน คือ มาตรการสวมหน้ากากอนามัย รองลงมา ร้อยละ 19.94 ระบุว่ามาตรการฉีดวัคซีนครู อาจารย์ และนักเรียนให้ครอบคลุม ร้อยละ 16.63 ระบุว่ามาตรการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค ร้อยละ 13.61 ระบุว่ามาตรการสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 และร้อยละ 11.27 ระบุว่า มาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ส่วนร้อยละ 15.23 ระบุว่าไม่มีมาตรการใดที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้
  5. ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมต่อการเปิดภาคเรียนในปีการศึกษา 2565 ของกระทรวงศึกษาธิการ ประชาชนมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมต่อการเปิดภาคเรียนในปีการศึกษา 2565 ของกระทรวงศึกษาธิการ ใน 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) เห็นด้วย โดยโรงเรียนต้องเน้นย้ำให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด อาทิ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก 100%  ล้างมือ ตรวจหาเชื้อด้วย ATK เมื่อมีอาการหรือเสี่ยง และหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกัน 2) เห็นด้วย เพราะการเปิดเรียนรูปแบบ on site จะทำให้เด็ก ๆ ได้รับความรู้อย่างเต็มที่ตามพัฒนาการของวัย และกลับมามีสังคมกับเพื่อนๆ 3) ไม่เห็นด้วย เนื่องจากในปัจจุบันยังคงมียอดผู้ติดเชื้อสูง ทำให้นักเรียนมีความเสี่ยง ดังนั้นจึงควรจัดการเรียนการสอนแบบอื่นจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้น ตามลำดับ
อันดับข้อคิดเห็นเพิ่มเติมร้อยละ
1เห็นด้วย โดยโรงเรียนต้องเน้นย้ำให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด อาทิ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก 100%  ล้างมือ ตรวจหาเชื้อด้วย ATK เมื่อมีอาการหรือเสี่ยง และหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกัน26.65
2เห็นด้วย เพราะการเปิดเรียนรูปแบบ On-site จะทำให้เด็ก ๆ ได้รับความรู้อย่างเต็มที่ตามพัฒนาการของวัย และกลับมามีสังคมกับเพื่อน ๆ25.21
3ไม่เห็นด้วย เนื่องจากในปัจจุบันยังคงมียอดผู้ติดเชื้อสูง ทำให้นักเรียนมีความเสี่ยง ดังนั้นจึงควรจัดการเรียนการสอนแบบอื่น จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้น12.45
4ควรเปิดเรียนรูปแบบ Online สลับกับ On-site เพื่อลดความเสี่ยง6.89
5ไม่เห็นด้วย เพราะไม่เชื่อมั่นมาตรการและการจัดการของโรงเรียน4.73
6ควรเปิดเรียนรูปแบบวันเว้นวัน หรือ Online ไปก่อน เพื่อประเมินความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เป็นระยะ ๆ4.12
7เห็นด้วย และกระทรวงศึกษาธิการควรสนับสนุนอุปกรณ์ในการป้องกันและลดความเสี่ยงของการติด
โควิด 19 แก่นักเรียนอย่างทั่วถึง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง
3.09
8เห็นด้วย เพราะเชื่อมั่นมาตรการและการจัดการของโรงเรียน2.98
9เห็นด้วย โดยแต่ละโรงเรียนต้องประเมินความพร้อมของโรงเรียนและสถานการณ์ในพื้นที่ก่อนตัดสินใจ หากโรงเรียนใดยังไม่พร้อมก็ให้ชะลอการเปิดเรียนไปก่อน2.37
10ไม่เห็นด้วย โรงเรียนควรเร่งฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้กับนักเรียน ครู และบุคลากรให้ครบถ้วนก่อน1.95
11ควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีทางเลือกว่าประสงค์จะให้บุตรหลานเรียนรูปแบบใด1.75
12ควรเรียน Online เช่นเดิม โดยกระทรวงศึกษาธิการควรสนับสนุนงบประมาณและพัฒนาระบบการเรียน Online ให้มีคุณภาพมากขึ้น1.65
13ควรชะลอและเปิดเรียนรูปแบบ On-site ในภาคเรียนที่21.34
14เห็นด้วย และเชื่อมั่นว่าสามารถเปิดเรียนปกติได้ เนื่องจากประชาชนมีการปรับตัวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 ได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา1.34
15เห็นด้วย และเชื่อมั่นในมาตรการว่าสถานศึกษา หน่วยงานทางการศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการจะร่วมมือกันและมีมาตรการป้องกันที่ดีพอ1.23
16ควรเรียน online เช่นเดิม เนื่องจากนักเรียน ครูและบุคลากรบางคน ไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด0.93
17โรงเรียนควรมีการสอนซ่อมเสริมเพิ่มเติม เนื่องจากการเรียน Online ที่ผ่านมาทำให้เด็กได้ความรู้ไม่เต็มที่0.72
18เห็นด้วย และโรงเรียนควรยกเลิกการตรวจ ATK ควรตรวจเฉพาะเมื่อมีอาการไม่สบายหรือเสี่ยงเท่านั้น0.60

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 78.36 เป็นเพศหญิง และร้อยละ 21.64 เป็นเพศชาย ตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 31.59 เป็นผู้มีอายุระหว่าง 30 – 39 ปี รองลงมาคือ ร้อยละ 28.22 เป็นผู้มีอายุต่ำกว่า 30 ปี  ร้อยละ 27.09 เป็นผู้มีอายุระหว่าง 40 – 49 ปี ร้อยละ 10.33 เป็นผู้มีอายุระหว่าง 50 – 59 ปี และร้อยละ 2.77 เป็นผู้มีอายุ60 ปี ขึ้นไป ตามลำดับ

ตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 57.72 จบการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี รองลงมาคือ ร้อยละ 30.46 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 11.82 จบการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี ตามลำดับ

ตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 70.83 เป็นผู้ปกครองที่มีบุตรหลานวัยเรียน รองลงมาคือ ร้อยละ 17.23 เป็นนักเรียน นักศึกษา และร้อยละ 11.94 เป็นประชาชนทั่วไป ตามลำดับ

อ่านย้อนหลัง ครั้งที่ 2
https://moe360.blog/2022/04/29/เสมาโพล-เปิดเผยผลการสำร/

สป.ศธ.จัดอบรมเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชายุวกาชาด หลักสูตรผู้นำยุวกาชาด รุ่นที่ 1745

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน จัดอบรมเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชายุวกาชาด หลักสูตรผู้นำยุวกาชาด รุ่นที่ 1745 ระหว่างวันที่ 7 – 12 พฤษภาคม 2565 ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจกรรมเยาวชน “ผิน แจ่มวิชาสอน” ผู้เข้ารับการฝึกอบรมประกอบด้วย ผู้แทนสถานศึกษา ผู้บริหาร ครู เจ้าหน้าที่จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 38 คน ภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 อย่างเคร่งครัด

หลักสูตรผู้นำยุวกาชาด รุ่นที่ 1745 ผู้เข้ารับฝึกอบรมจะได้เรียนรู้กระบวนการยุวกาชาด อาทิ เรื่องบทบาทหน้าที่ผู้นำยุวกาชาด พิธีเปิด-ปิดกิจกรรมยุวกาชาด ข้อบังคับและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับยุวกาชาด เพื่อเป็นเครือข่ายที่สำคัญในการสนับสนุนและเผยแพร่กิจการยุวกาชาด พร้อมทั้งนำความรู้ ประสบการณ์ แนวคิด และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องถ่ายทอดสู่สถานศึกษา สร้างบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาดให้เข้มแข็ง ส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมยุวกาชาดของสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เพราะกิจการยุวกาชาดเป็นกิจกรรมที่สามารถส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มีความโอบอ้อมอารี ซื่อสัตย์ มีวินัย มีจิตสาธารณะ และสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันได้อย่างมีความสุข

สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน/ข้อมูล/ภาพ

ทปษ.รมว.ศธ.”สุทธิชัย” ลงพื้นที่อุบลราชธานี ติดตามผลการดำเนินงานสถานีแก้หนี้ครูฯ ระดับจังหวัดและเขตพื้นที่การศึกษา

นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการฯ ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2565 เพื่อประชุมติดตามผลการดำเนินงานของสถานีแก้หนี้ครูฯ ระดับจังหวัดและเขตพื้นที่การศึกษา และหารือแนวทางแก้ไขปัญหากับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุบลราชธานี ซึ่งสมัครเข้าร่วมเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ

วันที่ 5 พฤษภาคม 2565 ได้จัดประชุมติดตามผลการดำเนินงานของสถานีแก้หนี้ครูฯ ระดับเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ณ ห้องประชุม สพป.อุบลราชธานี เขต 2 อำเภอตระการพืชผล โดยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ สพป.อุบลราชธานี เขต 2 นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา และความก้าวหน้าการพิจารณาแก้ปัญหาหนี้สินครูของสถานีแก้หนี้ครูฯ สพป.อุบลราชธานี เขต 2

วันที่ 6 พฤษภาคม 2565 จัดประชุมที่โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นการประชุมร่วมเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสถานีแก้หนี้ครูฯ ระดับจังหวัดและเขตพื้นที่การศึกษา โดยประชุมร่วมกับคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ สพป.อุบลราชธานี เขต 1, 3, 4, 5 และ สพม.อุบลราชธานี อำนาจเจริญ พร้อมทั้งหารือแนวทางแก้ไขปัญหากับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุบลราชธานี ซึ่งสมัครเข้าร่วมเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ

ผลการประชุมครั้งนี้ จะช่วยให้หน่วยงานระดับพื้นที่ สามารถดำเนินการตามแนวทางนโยบายของ ศธ. เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การลดค่าใช้จ่ายของครู การช่วยครูไกล่เกลี่ยและแก้ปัญหาหนี้สิน เป็นต้น

ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรที่ 10 “Active Learning” โดยวิทยากรชื่อดังด้านการสอนภาษาอังกฤษ

5 พฤษภาคม 2565 – ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรที่ 10 “Active Learning” โดย Mr Andrew Biggs (คุณแอนดรูว์ บิ๊กส์) Mr Edelmiro Domingo Jr. (คุณเอ็ดดี้) & Mr Isaiah Azulai (คุณลี) เป็นวิทยากร โดยมี ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนางสาวจงจิตร ฟองละแอ นักประชาสัมพันธ์ สป. เป็นผู้ดำเนินรายการ จัดอบรมที่ห้องจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบ Microsoft Teams หลักสูตรนี้มียอดลงทะเบียนเข้าอบรม 158,564 คน

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. กล่าวว่า ในช่วงก่อนการเปิดภาคเรียนนี้ ได้มีโอกาสมาพูดคุยกันในพื้นที่ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม ซึ่งได้จัด 10 หลักสูตร โดยวิทยากรระดับประเทศ เพื่อให้ความรู้ ร่วมแลกเปลี่ยน และเป็นพื้นที่สำหรับทุกคนที่มีความสนใจในบางเรื่องร่วมกัน จึงต้องขอบคุณวิทยากรทุกท่าน พี่น้องครู บุคลากรทางการศึกษา และทุกคนที่สนใจเข้าร่วมอบรมจนทำให้เกิดผลสำเร็จในวันนี้

สำหรับการเตรียมเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2565 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะเร่งประสานกับผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมเข้ารับวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นครูที่ต้องรับเข็มที่ 3 ประมาณ 2 แสนคน นักเรียนกลุ่มอายุ12-18 ปี ที่ต้องรับเข็ม 3 ประมาณ 4.4 ล้านคน และเด็กกลุ่มอายุ 5-11 ปี สธ.ได้จัดสรรวัคซีนฝาส้มไปยังจังหวัดต่าง ๆ อย่างเพียงพอแล้ว

ดังนั้น โรงเรียนอนุบาลและประถมศึกษาทุกสังกัด ต้องประสานสถานพยาบาลในจังหวัดเพื่อดำเนินการ ขณะที่เมื่อเปิดภาคเรียนแล้ว สถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง ยังต้องดำเนินการตามมาตรการ 6-6-7 อย่างเคร่งครัด รวมทั้งเน้นเรื่องของสถานศึกษาปลอดภัย เนื่องจากต้องเป็นพื้นที่ที่นักเรียน ครู ผู้ปกครองและทุกคนที่เกี่ยวข้องมีความปลอดภัยด้านกายภาพ สุขภาพ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ

ในส่วนของตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตร “Active Learning” โดยวิทยากร Mr Andrew Biggs, Mr Edelmiro Domingo Jr., Mr Isaiah Azulai ได้สาธิตตัวอย่างการสอนภาษาอังกฤษในรูปแบบ Active Learning ด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การเล่นเกม เทคนิคการสอนออนไลน์ให้น่าสนใจ การใช้สื่อสมัยใหม่ช่วยในการเรียน เป็นต้น โดย Mr Andrew Biggs กล่าวว่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการคิดกิจกรรม Active Learning สำหรับเด็กไทย คือ

  1. ประสบการณ์ในการพูด ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มีคำศัพท์ในหัวมากมายอยูแล้ว หลายคนรู้ไวยากรณ์เก่งกว่าเจ้าของภาษา แต่สิ่งที่ขาดคือโอกาส หรือสถานการณ์ที่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ เนื่องจากภาษาอังกฤษคือทักษะที่สามารถท่องจำจากตำราได้ แต่ถ้าไม่ได้นำมาใช้ในชีวิตจริง ขาดประสบการณ์ในการพูด ก็อาจทำให้ไม่เก่งเท่าที่ควร
  2. ความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งที่ทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยไม่แตกต่างจากประเทศอื่นที่เก่ง แต่โดยนิสัยคนไทยขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง กลัวจะพูดผิด จึงปัญหาที่ต้องแก้ให้ได้ ซึ่งจากประสบการณ์สอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมาพบว่า เมื่อเด็กไม่กลัวภาษาอังกฤษแล้ว เขาก็เริ่มใช้และมีพัฒนาการที่เร็วมาก

นอกจากนี้ Mr Andrew Biggs ยังได้ทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “ภาษาอังกฤษต้องฝึกใช้ทุกวัน ยิ่งใช้ยิ่งเก่ง หากไม่ใช้เลย ทักษะภาษาอังกฤษก็จะค่อย ๆ หายไป”

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

สป.ศธ.ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่-ผู้บังคับบัญชายุวกาชาด หลักสูตรผู้อำนวยการฝึกอบรมยุวกาชาด รุ่นที่ 26 เป็นกรณีพิเศษ

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) จัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชายุวกาชาด หลักสูตรผู้อำนวยการฝึกอบรมยุวกาชาด รุ่นที่ 26 เป็นกรณีพิเศษ สำหรับผู้บริหารหน่วยงาน-ผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อขยายเครือข่ายยุวกาชาดไปยังสถานศึกษาเพิ่มมากขึ้น

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 – นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชายุวกาชาด หลักสูตรผู้อำนวยการฝึกอบรมยุวกาชาด รุ่นที่ 26 โดยจัดเป็นกรณีพิเศษสำหรับผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2565 ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจกรรมเยาวชน “ผิน แจ่มวิชาสอน” เขตบางแค กรุงเทพฯ มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 46 คน

ปลัด ศธ. กล่าวว่า การอบรมในครั้งนี้มุ่งหวังให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้ และเข้าใจในกระบวนการยุวกาชาดเป็นเครือข่ายที่สำคัญในการสนับสนุนกิจการยุวกาชาด สามารถนำความรู้ ประสบการณ์ แนวคิด และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ไปถ่ายทอดให้กับสถานศึกษา สร้างบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาดให้เข้มแข็ง ส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมยุวกาชาดของสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการขยายเครือข่าย การทำงานร่วมกับอย่างมีคุณภาพส่งผลอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กนักเรียนโดยตรง

“เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ยังอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง ขอความร่วมมือทุกให้ทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อสุขภาพอนามัยของทุกคนในการอยู่ร่วมกัน และขณะนี้ใกล้เปิดเทอม ขอความร่วมมือผู้บริหารสถานศึกษา กำกับดูแลให้ครูและนักเรียนได้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ครบทุกคน ตลอดจนเฝ้าระวังและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 อย่างเคร่งครัด”


สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน สป.
ภาพ/ข้อมูล

เสมาโพล เปิดเผยผลการสำรวจผลงาน ศธ.ในมุมมองประชาชน นโยบายที่ตรงใจมากที่สุด “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ”

เสมาโพล กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการสำรวจความพึงพอใจของผลงานกระทรวงศึกษาธิการ ในมุมมองประชาชน สำรวจระหว่างวันที่ 22-25 เมษายน 2565 จำนวนทั้งสิ้น 14,025 หน่วยตัวอย่าง นโยบายที่ตรงใจประชาชนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” รองลงมาคือ “พาน้องกลับมาเรียน และ “กศน. ปักหมุด” ตามลำดับ

30 เม.ย. 2565 – นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ออกนโยบายและขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการจัดการศึกษามาโดยตลอดในห้วงปีที่ผ่านมา และเพื่อเป็นการสะท้อนถึงมุมมองของประชาชนที่มีต่อผลงานการดำเนินงาน ตามนโยบายของ ศธ. เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปสู่การพัฒนา ปรับปรุง หรือต่อยอดขยายผลให้การดำเนินงานของ ศธ. สามารถตอบโจทย์บริบทการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

“เสมาโพล” จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 14,025 หน่วยตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 22-25 เมษายน 2565 สรุปผลการสำรวจได้ ดังนี้

  • ประชาชนให้คะแนนภาพรวมความพึงพอใจต่อผลงานของกระทรวงศึกษาธิการ จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ได้ 7.92 คะแนน
  • นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่ประชาชนมีความพึงพอใจ 3 อันดับแรก ได้แก่ นโยบาย “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” (8.15 คะแนน) รองลงมาคือ นโยบาย “พาน้องกลับมาเรียน”(8.03 คะแนน) และ นโยบาย “กศน. ปักหมุด” (7.88 คะแนน) ตามลำดับ

ทั้งนี้ ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจผลงานของกระทรวงศึกษาธิการในด้านต่าง ๆ โดยเรียงตามอันดับจากมากไปน้อย ได้ดังนี้

อันดับนโยบายคะแนนความพึงพอใจ (10 คะแนน)
1อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ8.15
2พาน้องกลับมาเรียน8.03
3กศน. ปักหมุด7.88
4โรงเรียนคุณภาพ7.86
5MOE Safety Center7.80
6แก้ไขปัญหาหนี้สินครู7.80
  • ช่องทางการสื่อสารที่ประชาชนใช้ในการติดตามข้อมูลข่าวสารของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน อันดับแรกคือ อินเทอร์เน็ต (ร้อยละ 90.54) รองลงมาคือ สถานศึกษา/หน่วยงานทางการศึกษา (ร้อยละ 45.87) โทรทัศน์ (ร้อยละ 32.32) เพื่อน/ญาติ/บุตรหลาน/คนในครอบครัว (ร้อยละ 20.08) หนังสือพิมพ์ (ร้อยละ 6.82) และวิทยุ (ร้อยละ 3.19) ตามลำดับ

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 71.75 เป็นเพศหญิง และร้อยละ 28.25 เป็นเพศชาย

ตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 26.32 เป็นผู้มีอายุระหว่าง 30 – 39 ปี รองลงมาคือ ร้อยละ 24.57 เป็นผู้มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ร้อยละ 24.29 เป็นผู้มีอายุระหว่าง 40 – 49 ปี ร้อยละ 16.25 เป็นผู้มีอายุระหว่าง 50 – 59 ปี และร้อยละ 8.57 เป็นผู้มีอายุ60 ปี ขึ้นไป ตามลำดับ

ตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 60.65 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รองลงมาคือ ร้อยละ 29.26 จบการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี และร้อยละ 10.09 จบการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ตามลำดับ

ตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 57.75 ประกอบอาชีพข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ รองลงมา ร้อยละ 18.61 ประกอบอาชีพพนักงาน/ลูกจ้างเอกชน ร้อยละ 7.56 เป็นผู้เกษียณอายุ ร้อยละ 5.78 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 4.78 ประกอบอาชีพค้าขาย/ประกอบธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ ร้อยละ 2.46 เป็นผู้ว่างงาน/ไม่มีงานทำ/พ่อบ้าน/แม่บ้าน ร้อยละ 1.85 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ขับรถรับจ้าง/กรรมกร และร้อยละ 1.21 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ตามลำดับ

วีระ แข็งกสิการ
รองปลัด ศธ. และโฆษก ศธ.

ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรที่ 9 “หลักการปฏิบัติราชการ”

29 เมษายน 2565 – ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เฟส 2 หลักสูตรที่ 9 “หลักการปฏิบัติราชการ” โดยศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และราชบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายปกครอง เป็นวิทยากรอบรมผ่านออนไลน์, โดยมี ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวรายงานการอบรม, ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนางสาวจงจิตร ฟองละแอ นักประชาสัมพันธ์ สป. เป็นผู้ดำเนินรายการ จัดอบรมที่ห้องจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบ Microsoft Teams หลักสูตรนี้มียอดลงทะเบียนเข้าอบรม 1.5 แสนคน

ปลัด ศธ. กล่าวต้อนรับวิทยากรและผู้เข้าอบรม ซึ่งหลักสูตรนี้มีผู้สมัครเข้าอบรมมากถึง 150,000 คน เป็นหลักสูตรการอบรมที่มีข้าราชการครู และบุคลากร เข้าอบรมเป็นจำนวนมาก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งจากศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม ที่เป็นวิทยากรในครั้งนี้

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า ต้องขอชื่นชมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม ทั้ง 10 หลักสูตร มีจำนวนผู้สมัครเข้าอบรมเกิน 1 ล้านคนแล้ว สำหรับหลักสูตรนี้เป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้เข้าอบรม เพราะผู้อบรมส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ จึงถือเป็นเรื่องน่ายินดีและเป็นเกียรติที่รองนายกรัฐมนตรี “วิษณุ เครืองาม” เสียสละเวลามาเป็นวิทยากร เพราะเป็นผู้ที่รอบรู้ทุกด้าน ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านนิติศาสตร์ ตั้งแต่อายุ 35 ปี ถือว่าอายุน้อยที่สุดในสาขานี้ เป็นทั้งนักบริหาร นักวิชาการ นักกฎหมาย นักเขียน นักพูดที่เล่าเรื่องราวหรือเกล็ดความรู้ต่าง ๆ ได้สนุกมาก ได้ทำงานรองรับนายกรัฐมนตรีมากถึง 11 คน 8 สมัย ที่สำคัญเป็นผู้ที่เก่งภาษาไทย เคยได้รับรางวัลดีเด่นด้านการพูดและการใช้ภาษาไทย ซึ่งการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับข้าราชการ

อีกทั้งปัจจุบันเป็นรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ช่วยผลักดันโครงการที่สำคัญของ ศธ. หลายโครงการ เช่น โครงการนักวิทยาศาสตร์พลังสิบ นโยบาย Coding แห่งชาติ ที่ทั้งสองโครงการมีส่วนสำคัญนำพานักเรียนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 พร้อมปรับตัวและเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ผันผวนต่อชีวิตของเราได้ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้เรียน คือ การมีคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม อีกด้วย

ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม กล่าวบรรยายตอนหนึ่งว่า โครงการอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ถือเป็นโครงการอบรมออนไลน์ที่รองรับผู้เข้าอบรม ซึ่งเป็นข้าราชการ ครู และบุคลากรจำนวนมากได้อย่างกว้างไกล ทั้งนี้ส่วนตัวเป็นแฟนตลาดนัดวังจันทรเกษมมาหลายปี โดยเฉพาะอาหารที่อร่อยขึ้นชื่อ เช่น ไส้กรอกปลาแนม ที่ส่วนตัวเห็นว่าอร่อยที่สุดในประเทศไทย แต่ตลาดนัดออนไลน์วังจันทรเกษมที่จัดอบรมขึ้น ถือว่าผู้ที่คอยเก็บหรือตักตวงประโยชน์จากการอบรมคือ ครูและบุคลากรที่เข้าอบรม ส่วนตนเองเป็นผู้ขาย ที่จะรวบรวมความรู้ ประสบการณ์มาเล่าให้ฟังในครั้งนี้ อาจไม่เป็นหลักฐานทางวิชาการนัก เพราะความจริงหลักการปฏิบัติราชการ ก็ไม่มีการสอนเป็นเรื่องเป็นราว อาจจะมีที่บรรจุเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรอบรมพัฒนา เช่น ปฐมนิเทศข้าราชการบรรจุใหม่

ทั้งนี้ “หลักการปฏิบัติราชการ” หรือ Perform ถือเป็นหลักการสำคัญสำหรับข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และบุคลากรผู้ที่ปฏิบัติราชการ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานราชการไปสู่เป้าหมายตามที่ผู้บังคับบัญชากำหนด ลงมือทำงาน เป็นมือเป็นไม้ เป็นแขนขา เป็นองคาพยพให้ “ผู้บริหารราชการแผ่นดิน” ช่วยสามารถขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายต่าง ๆ ดังนั้น “การบริหารราชการ” จึงมีความแตกต่างกับ “การปฏิบัติราชการ” โดยข้าราชการประจำเป็นผู้ที่ปฏิบัติราชการ จะไม่ถูกควบคุมโดยข้าราชการการเมือง ในขณะที่ผู้บริหารราชการ ก็คือ คณะรัฐมนตรี 36 คน ที่มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน หรือทำหน้าที่ตรวจสอบผู้บริหารราชการอีกที แต่ไม่มีอำนาจมาควบคุมข้าราชการประจำ ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจข้าราชการ จึงทำไม่ได้ แต่สามารถเรียกให้ข้าราชการไปชี้แจงในเรื่องต่าง ๆ ได้ ซึ่งข้าราชการประจำก็ต้องให้ความร่วมมือไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ อีกทั้ง ส.ส.จะตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีในเรื่องต่าง ๆ ได้ แต่ไม่สามารถตั้งกระทู้ถามข้าราชการประจำได้ ขัดรัฐธรรมนูญ

หลักสำคัญของการปฏิบัติราชการ เปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย วันนี้เราอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก ถือเป็นยุค Disruptive Technology ซึ่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงเร็วมากจนเราไม่สามารถควบคุมได้ การปรับตัวของภาครัฐจึงเป็นสิ่งจำเป็น ในขณะเดียวกันเรื่องใหญ่ของการปฏิบัติราชการจะเกี่ยวข้องกับหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งคำนี้ใช้มาประมาณ 30 ปีแล้ว ปัจจุบันภาครัฐกำหนด “หลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” ที่สำคัญในการปฏิบัติราชการ คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฯ ถือเป็นกฎหมายที่สำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะมาตรา 3/1 การบริหารราชการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชนฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับส่วนราชการทุกสังกัด เพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามหลักบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ ได้ยกตัวอย่างร่าง พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …. ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ใน 2 เดือนข้างหน้า จะเป็นกฎหมายสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ประชาชน สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยเสริมการทำงานและการให้บริการของภาครัฐสามารถใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ช่วยให้ประชาชนไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปติดต่อที่ส่วนราชการ ทำให้ประหยัดเงินและเวลา สามารถติดต่อส่วนราชการผ่านระบบอนไลน์ได้ ยกเว้นบางเรื่องที่ต้องไปเอง เช่น จดทะเบียนสมรส การทำ Passport

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจ หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติราชการของบุคคล คณะกรรมการ หรือส่วนราชการ สามารถไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ แม้จะเขียนคำร้องไม่เป็น ก็สามารถร้องด้วยวาจา โดยจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกรับเรื่องไปพิจารณาเขียนคำร้องต่อศาลปกครองให้ด้วย

ในช่วงท้ายของการอบรม ได้ฝากให้ผู้เข้าอบรมในระบบราชการ มีความเจริญ มั่นคง ยั่งยืน อยู่รอดปลอดภัยจากการปฏิบัติราชการ โดยขอให้ยึดหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เป็นสรณะในการทำงาน

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

“ตรีนุช” เปิดประชุมพัฒนาคุณภาพ รร.เอกชนนอกระบบ กลุ่มโรงเรียนบริบาล เพื่อเตรียมบุคลากรดูแลผู้สูงอายุ รับสังคมสูงวัย

รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” เปิดการประชุมขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา โรงเรียนเอกชนนอกระบบ กลุ่มโรงเรียนบริบาล เตรียมบุคลากรดูแลผู้สูงอายุ รับสังคมไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aged Society)

28 เม.ย. 2565 – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาโรงเรียนเอกชนนอกระบบ กลุ่มโรงเรียนบริบาล (การดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ดูแลผู้สูงอายุ) โดยนายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.), นายประยูร หรั่งทรัพย์ รองเลขาธิการ กช., นางสุมิตรา ทองแสง ผอ.กลุ่มงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ, นายพรชัย พิศาลสิษฐ์กุล นายกสมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบ (ประเทศไทย), ดร.สุภาวดี ดวงศิริ นายกสมาคมโรงเรียนบริบาล พร้อมด้วยผู้รับใบอนุญาต ผู้บริหาร ครูผู้สอนโรงเรียนเอกชนนอกระบบ กลุ่มโรงเรียนบริบาล เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมปิ่นเกล้า 2 ชั้น 9 โรงแรมรอยัลซิตี้ กรุงเทพฯ ถ่ายทอดสดผ่าน Facebook ของ สช.

รมว.ศธ. กล่าวว่า ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัย (Aged Society) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 และคาดการณ์ว่าจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลก ที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ เนื่องจากอัตราการเกิดของคนไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนการเกิดเพียง 6 แสนคนต่อปี ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปแล้ว คาดการณ์ว่าในปี 2574 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) กล่าวคือ มีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 28 ของจำนวนประชากรทั้งหมด

สถานการณ์นี้เป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ประกอบกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการแพทย์ ทำให้ประชากรมีอายุยืนยาว นโยบายการวางแผนครอบครัว หรือการควบคุมการมีบุตร ทำให้เกิดการลดภาวะเจริญพันธุ์อย่างรวดเร็ว และการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับการเสียชีวิตของประชากร จำนวนและสัดส่วนประชากรสูงอายุของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และรัฐบาล ต้องดำเนินมาตรการจูงใจเพื่อสร้างบุคลากรดูแลผู้สูงอายุ และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานในอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศไทย

ทั้งนี้ โรงเรียนเอกชนนอกระบบ ประเภทวิชาชีพ กลุ่มโรงเรียนบริบาล ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างบุคลากรดูแลผู้สูงอายุ

การจัดประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาต ผู้บริหาร และครู/ผู้สอน โรงเรียนเอกชนนอกระบบกลุ่มโรงเรียนบริบาล (การดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ดูแลผู้สูงอายุ) มีความเข้าใจในข้อกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง และแนวปฏิบัติในการนำมาตรฐานหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเชื่อมโยงกับมาตรฐานอาชีพตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติในอนาคตได้ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของผู้เรียน สำหรับการประกอบอาชีพในสาขาอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดรายได้ที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับผู้เรียนต่อไป

เลขาธิการ กช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 29 เมษายน 2565 มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 200 คน ได้แก่ ผู้รับใบอนุญาต ผู้บริหาร และครู/ผู้สอน จากโรงเรียนเอกชนนอกระบบกลุ่มโรงเรียนบริบาล ที่อยู่ในการกำกับดูแลของ สช. จำนวนทั้งสิ้น 223 โรง

การประชุมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข, กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน, กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ, สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน), สภาการพยาบาล, สมาคมโรงเรียนบริบาล และประธานกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด โดยมีกิจกรรมการบรรยาย การจัดเวทีเสวนาให้ความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงการซักถาม การแลกเปลี่ยนความรู้ ให้แก่ผู้รับใบอนุญาต ผู้บริหารและครู/ผู้สอน โรงเรียนเอกชนนอกระบบ กลุ่มโรงเรียนบริบาล และผู้ที่สนใจ เพื่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาโรงเรียนเอกชนนอกระบบกลุ่มโรงเรียนบริบาล (การดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ดูแลผู้สูงอายุ) ต่อไป

ประชาสัมพันธ์ สช.: ภาพ/ข่าว