ผลประชุมหารือแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานในสังกัด สป.ศธ.

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดประชุมหารือแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เป็นหน่วยงานการศึกษา ตามแนวทางของสำนักงาน ก.ค.ศ.

เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2564 เวลา 9.30 น กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (กพร.สป.) จัดประชุมหารือแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานในสังกัด สป.ศธ. เป็นหน่วยงานการศึกษาตามแนวทางของสำนักงาน ก.ค.ศ. โดยนายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้แทนสำนักงานศึกษาธิการภาค/จังหวัด, ผู้แทนสำนักงาน ก.ค.ศ., ผู้แทนศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทนสํานักบูรณาการกิจการการศึกษา

ที่ประชุมมีมติ มอบ กพร.สป. ดำเนินการทบทวนและประกาศการจัดตั้งศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกองส่งเสริมและพัฒนาการบริหารการศึกษาในภูมิภาค เสนอปลัดกระทรวงศึกษาธิการพิจารณา และให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวเป็นหน่วยงานการศึกษาต่อไป

ภาพ/ข่าว กพร.สป.

ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเอกสารสำรวจ-สรุป-แสดงความประสงค์-แบบคัดกรอง การฉีดวัคซีนนักเรียน

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมแถลงข่าว “เตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 สถานศึกษาปลอดภัย เด็กได้รับวัคซีนถ้วนหน้า” โดยจะเริ่มฉีดวัคซีน Pfizer ให้นักเรียนนักศึกษาที่มีอายุ 12-18 ปี ครอบคลุม ปวช./ปวส. ทุกสังกัด นั้น

กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำแบบฟอร์มเอกสารที่เกี่ยวข้อง ให้หน่วยงานและสถานศึกษาทุกสังกัด สามารถดาวน์โหลดเพื่อใช้ในการดำเนินการ ที่เว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการ http://www.moe.go.th ดังนี้

  1. แบบสำรวจการฉีดวัคซีน Pfizer ในนักเรียน/นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า แต่ละห้องเรียน
  2. แบบสรุปจำนวนนักเรียน/นักศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า ที่มีความประสงค์รับวัคซีน Pfizer แยกแต่ละสถานศึกษา
  3. แบบสรุปจำนวนนักเรียน/นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า ที่มีความประสงค์รับวัคซีน Pfizer รายจังหวัด
  4. เอกสารแสดงความประสงค์ของผู้ปกครองเพื่อให้นักเรียน/นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า ฉีดวัคซีนไฟเซอร์
  5. แบบคัดกรองก่อนรับบริการฉีดวัคซีนโควิด 19 สำหรับนักเรียน/นักศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า
  6. ตัวอย่าง หนังสือแจ้งการฉีดวัคซีน Pfizer สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า
  7. แบบสรุปผลการให้บริการวัคซีน Pfizer สำหรับนักเรียน/นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า

ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร https://www.moe.go.th/แบบฟอร์มการฉีดวัคซีนนั/45903
ดาวน์โหลดคลิปวีดิทัศน์ InfoGraphic เพื่อใช้เผยแพร่ สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ
https://drive.google.com/drive/folders/1XNlLFTrMa4h2dYpHbS2XOo8fJ4NCE23b

ทั้งนี้ ตาม Timeline การฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียน คาดว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ให้นักเรียน นักศึกษา อายุ 12-18 ปี ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ และฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในช่วงปลายเดือนตุลาคม (Pfizer 2 เข็ม ระยะห่างจะอยู่ที่ 3-4 สัปดาห์)

ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 10 “พลังบวกสำหรับครูปฐมวัย” รวมผู้อบรมทุกหลักสูตร 540,000 คน

(14 กันยายน 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เรียนรู้ความสุขตามอัธยาศัย หลักสูตรที่ 10 “พลังบวกสำหรับครูปฐมวัย” เวลา 9.00-16.30 น. โดยนางกอบกมล ทบบัณฑิต นายอารมณ์ วงศ์บัณฑิต นายบุญชู อังสวัสดิ์ และคณะ เป็นวิทยากร มี ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม ถ่ายทอดสดผ่านระบบ Microsoft Teams จากห้องจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เด็กปฐมวัยเป็นบุคคลที่สำคัญและคุ้มค่าในการลงทุนพัฒนามากที่สุด เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ เผชิญกับปัญหาในโลกยุคใหม่ที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งควรมีความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์แม่ ส่งเสริมให้แม่มีโภชนาการที่ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี จนเมื่อคลอดก็เลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างมีคุณภาพ เป็นการเตรียมความพร้อมเด็กก่อนเข้าโรงเรียน โดยพ่อแม่จะเป็นครูคนแรกที่บ้าน สอนให้เด็กเรียนรู้จากธรรมชาติหรือสิ่งของใกล้ตัว เพื่อให้เด็กรู้จักคิดและสนใจอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่าง ๆ

ขณะที่เมื่อเด็กอยู่ในความดูแลของครูปฐมวัย ครูก็สามารถส่งเสริมจินตนาการของเด็ก ให้ได้เรียนในสิ่งที่สนใจ ฝึกการคิดแบบ Unplugged Coding เพื่อให้เด็กมีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 รวมถึงเป็นผู้สื่อสารกับพ่อแม่ให้เข้าใจถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กช่วงปฐมวัย จะเป็นการร่วมกันสร้างประชากรที่มีคุณภาพ เป็นคนเก่งและเป็นคนดีของสังคม

นางกอบกมล ทบบัณฑิต วิทยากร กล่าวถึงความสำคัญของพลังบวกสำหรับครูปฐมวัยว่า สามารถส่งผลกับตัวครูในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ทำงานอย่างมีความสุข มีความภาคภูมิใจในตนเอง มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความยืดหยุ่น สามารถประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กปฐมวัยกับทุกฝ่าย และสามารถส่งเสริมเด็กปฐมวัยให้พัฒนาได้เต็มศักยภาพ 

ขณะเดียวกันพลังบวกของครูปฐมวัยยังมีผลต่อเด็กปฐมวัยอีกด้วย เช่น สามารถตอบสนองความต้องการด้านจิตใจของเด็ก ให้ความรักความอบอุ่น การกระตุ้นอย่างเหมาะสม ให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ให้โอกาสใช้พลังงานในทางสร้างสรรค์ สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เป็นต้น

ทั้งนี้ ควรใช้พลังบวกควบคู่ไปกับกรอบความคิดเชิงบวก เรียกว่า Growth Mindset คือ แนวความคิดที่ส่งผลต่อคุณลักษณะ รวมถึงพฤติกรรมและการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเชื่อว่าทุกคนเรียนรู้มากขึ้นและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ให้คุณค่ากับความตั้งใจและพยายาม มองอุปสรรคเป็นโอกาส และความผิดพลาดเป็นช่องทางในการพัฒนา ซึ่งเด็กที่มี Growth Mindset จะกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้จากปัญหา สนุกเวลาเจอโจทย์ท้าทาย มีความพยายามหาทางแก้ปัญหาอุปสรรค มีความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

นายอารมณ์ วงศ์บัณฑิต วิทยากร กล่าวว่า เป้าหมายของพลังบวก คือ ทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย การตระหนักรู้และเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น การคิดวิเคราะห์ตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การจัดการกับอารมณ์และความเครียด และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น เพื่อให้เด็กสามารถเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพของประเทศ

นายบุญชู อังสวัสดิ์ วิทยากร ได้กล่าวว่า การสื่อสารกับผู้ปกครองก็เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเป็นการติดต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความคิด ทักษะและประสบการณ์เกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้มีความเข้าใจตรงกัน เพื่อนำไปสู่การดำรงชีวิตที่ดี มีความสุขและยังทำให้เข้าใจ รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม พร้อมเน้นย้ำว่า พ่อแม่ ผู้ปกครอง คือคนสำคัญที่ต้องร่วมมือกับครู ทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เก่ง ดีและมีความสุข เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศต่อไป

ในช่วงบ่าย ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานปิดการอบรม ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม โดยกล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาศักยภาพให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูของเราสามารถเป็นนักจัดการเรียนรู้สู่ครูยุคดิจิทัล สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต ซึ่งนอกจากครูแล้ว ยังมีผู้คนจากหลากหลายอาชีพให้ความสนใจร่วมอบรมพัฒนาตนเองในแต่ละหลักสูตรด้วย ถือเป็นความภาคภูมิใจและความสำเร็จอย่างดียิ่งของกระทรวงศึกษาธิการ

โดยเฉพาะในวิกฤตการณ์โควิด 19 มีความจำเป็นมากที่จะต้องมีครูอยู่ที่บ้าน ในรูปแบบของพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือพี่สอนน้อง โดยหลักสูตรของวันนี้เป็นการเพิ่มพลังบวกสำหรับครูปฐมวัย ซึ่งยากมากที่จะทำให้เด็กในระดับปฐมวัยกับคนที่อยู่ที่บ้านมีการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วยกัน ถือเป็นหัวข้อที่น่าสนใจที่จะทำให้ห้องเรียนขยายไปสู่ผู้ปกครอง และชุมชน ขณะเดียวกันก็เป็นการประยุกต์และปรับใช้องค์ความรู้เพื่อให้ลูกหลานของคนไทยได้รับความสุข และการเรียนรู้ที่ถูกหลักวิชาการ เป็นอีกมิติหนึ่งที่เราจะพัฒนาคนได้อย่างยั่งยืน

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวสรุปถึงโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านระบบออนไลน์ ภายใต้ชื่อ “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม” ได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม – วันที่ 14 กันยายน 2564 ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ เป็นการอบรม 10 หลักสูตร โดยคณะวิทยากรผู้มีความสามารถมาถ่ายทอดทั้งความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ รวมทั้งเทคนิคต่าง ๆ ให้กับผู้สนใจที่เข้าลงทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบ Microsoft Teams

การอบรมครั้งนี้ ได้รับการชื่นชมและการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมรับการอบรมทั้ง 10 หลักสูตรรวมกันจำนวน 540,000 คน สำหรับวันนี้เป็นหลักสูตรที่ 10 พลังบวกสำหรับครูปฐมวัย ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทย และเป็นหลักสูตรสุดท้ายของโครงการ มีการสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีข้อเสนอแนะในหลักสูตรต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการช่วยแนะนำหลักสูตรใหม่ ๆ ในเชิงลึกเพื่อเพิ่มความกว้างให้กับผู้รับการอบรมมากยิ่งขึ้น

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

ศธ.-สธ.ร่วมประชุมการดำเนินงาน SSS: Sandbox Safety Zone in School และแนวทางการวัคซีนเด็กนักเรียน


นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและเข้าร่วมการประชุมหารือร่วมกัน 3 กระทรวงคือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย เพื่อหาแนวทางการเปิดเรียนอย่างปลอดภัยร่วมกัน และได้มอบหมายผู้รับผิดชอบ ประสานงานเพื่อนำแนวนโยบายลงสู่การปฏิบัติในวันที่ 9 กันยายน 2564 จึงได้มีการประชุมเพื่อหารือแนวทางต่อยอด การดำเนินงาน SSS: Sandbox Safety zone in School และแนวทางการบริหารวัคซีนในเด็กนักเรียน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อลงสู่การปฏิบัติต่อไป

ประเด็นสำคัญ
– SSS: Sandbox Safety zone in School เป็นการนำร่องสำหรับโรงเรียนประจำ มี 68 โรงเรียนที่สมัครเข้าโครงการเฟสแรก และจะขยายผลต่อไป
– เตรียมมาตรการเปิดเรียนในกลุ่มโรงเรียนไป-กลับ ที่มีความพร้อม เพื่อให้นักเรียนกลับมาเรียนที่โรงเรียนตามปกติอย่างเร็วที่สุด
– การฉีดวัคซีนเด็ก เตรียมการนักเรียนที่ต้องการรับวัคซีน ซึ่งผู้ปกครองต้องให้ความยินยอม เริ่ม ต.ค.นี้

โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายประยูร หรั่งทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และนายแพทย์ศราวุฒิ บุญสุขรอง อธิบดีกรมอนามัย ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า ในที่ประชุมได้หารือเรื่องการดำเนินงาน SSS: Sandbox Safety zone in School สำหรับโรงเรียนประจำ ซึ่งในระยะแรกได้ดำเนินการไปแล้วทั้งหมด 44 โรงเรียน จาก 68 โรงเรียนที่สมัครเข้าโครงการเฟสแรก และจะมีการขยายผลต่อไป พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่องของการฉีดวัคซีนครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งในขณะนี้ได้รับวัคซีนไปแล้วประมาณ 70% ทั่วประเทศ จะต้องให้ได้รับวัคซีนอย่างครบถ้วน รวมถึงเตรียมข้อมูลเรื่องวัคซีนเข็มที่ 3 และเตรียมมาตรการเปิดเรียนในกลุ่มโรงเรียนไป-กลับ ที่มีความพร้อม โดยจะเสนอให้มีชุมชนและอำเภอ Bubble & Seal ในพื้นที่สีเขียว ไม่มีผู้ติดเชื้อ เพื่อให้นักเรียนกลับมาเรียนที่โรงเรียนตามปกติอย่างเร็วที่สุด

ในส่วนของการเตรียมการเรื่องวัคซีนในเด็กนักเรียนนั้น ได้มีการกำหนดให้แต่ละจังหวัดทำการรวบรวมรายชื่อนักเรียนที่ต้องการรับวัคซีนและผู้ปกครองให้ความยินยอม โดยให้แต่ละโรงเรียนใช้แบบฟอร์มของกรมควบคุมโรค ซึ่งแผนการจะดำเนินการบนพื้นฐานการฉีดวัคซีนครู โดยร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดและกรุงเทพมหานคร เตรียมการในเรื่องของใบแสดงความยินยอมจากผู้ปกครอง รวมไปถึงการสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจ สร้างการรับรู้ และสร้างความมั่นใจ ทั้งจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข

“สำหรับการดำเนินงานในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ถึงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน สร้างความเข้าใจในแต่ละพื้นที่ จากนั้นในสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนกันยายนและต้นเดือนตุลาคม หากไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน จะเริ่มดำเนินการตามแผนจัดสรรวัคซีนให้แต่ละจังหวัด โดยใช้ฐานข้อมูล School Based ร่วมกับงานอนามัยของโรงเรียน กระทรวงสาธารณสุขและส่วนที่เกี่ยวข้องในการเริ่มฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียนต่อไป” โฆษก ศธ. กล่าว

ภาพ/ข่าว : ทีมโฆษก ศธ.

เสมา 3 เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 9 “Active Learning”

(10 กันยายน 2564) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการอบรมตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 9 “Active Learning” โดย ดร.เชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ์ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์อุทัยธานี และคณะ เป็นวิทยากร ผ่านระบบออนไลน์ Microsoft Teams มี ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม ส่วนในภาคบ่าย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พบปะวิทยากรและผู้เข้ารับการอบรม

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนรู้ในลักษณะ Active Learning ซึ่ง ศธ.ได้นำหลักสูตรนี้มาใช้เป็นระยะเวลายาวนานแล้ว และสำคัญที่สุด คือ การมุ่งเน้นศักยภาพครู ซึ่งเป็นผู้ที่จะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะต้องนำความรู้และประสบการณ์อันทรงคุณค่าของตนเองสอนให้กับผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาสถานการณ์เปราะบางเช่นนี้ ยิ่งต้องทำให้ผู้ปกครองและประชาชนเกิดความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ขอให้ผู้เข้ารับการอบรมเปิดใจที่จะเรียนรู้ด้วยความสุข ด้วยกระบวนการเชิงรุกเพื่อพัฒนาคุณภาพการสอน ยกระดับคุณภาพของผู้เรียนในด้านทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต ให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ สามารถนำพาประเทศเข้าสู่การแข่งขันทุกด้านในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านระบบออนไลน์ เป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับครูทุกคนในประเทศ และได้รับเกียรติจากวิทยากรระดับประเทศหลายท่าน ภายใต้ชื่อ “ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม” ประกอบไปด้วยการอบรม 10 หลักสูตร ในวันนี้เป็นหลักสูตรที่ 9 ได้รับเกียรติจาก ดร.เชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ์ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มจร.อุทัยธานี เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “Active Learning” มีครูและบุคลากรทางการศึกษา สนใจสมัครเข้าร่วมอบรมกว่า 57,000 คน โดยตลอดทั้ง 8 หลักสูตรที่ผ่านมามีผู้ผ่านการอบรมแล้วทั้งสิ้น 435,751 ที่นั่งอบรม

ดร.เชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า “ทำไมต้องเรียนแบบ Active Learning ?” เพราะกระบวนการเรียนรู้เชิงลึก หรือ Active Learning เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในห้องเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน มุ่งให้นักเรียนลงมือปฏิบัติโดยครูต้องลดบทบาทเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) รวมทั้งเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ ให้คำปรึกษา ดูแล แนะนำ ทำหน้าที่เป็นเหมือนโค้ชและพี่เลี้ยง แสวงหาเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย สร้างองค์ความรู้และมีความเข้าใจได้ด้วยตนเอง ใช้สติปัญญา คิด วิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์

ที่สำคัญ เน้นให้นักเรียนเพิ่มบทบาทไม่รอเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียนการสอน ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิดขั้นสูง ไม่ใช่แค่ฟัง ต้องอ่าน เขียน ตั้งคำถาม และอภิปรายร่วมกัน เป็นการเรียนรู้สองทิศทาง การที่นักเรียนได้โต้ตอบทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และกระตือรือร้นที่จะร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อีกทั้งทำให้ครูรู้ถึงความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่แล้ว เพื่อนำไปต่อยอดกับความรู้ใหม่ที่ครูกำลังจะถ่ายทอดได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ ด้านการประเมินผลจะประเมินด้วยการสอบปากเปล่า นำเสนอ พูดคุย การทดสอบรูปแบบนี้ เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนทบทวนบทเรียน แล้วนำไปคิดวิเคราะห์ ค้นคว้าวิจัย จึงสามารถจดจำเป็นภาษาของตนเอง และนำไปใช้ได้ดีกว่า ไม่มีสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิดอีกต่อไป

การเรียนรู้แบบ Active Learning จึงแตกต่างจากการเรียนแบบ Passive Learning แบบเดิมอย่างสิ้นเชิง ที่ผู้เรียนเป็นแค่ผู้รับ ผ่านการฟัง อ่าน ดู เรียนตามหลักสูตรที่กำหนดตายตัว เปรียบดั่งการตัดเสื้อโหลไม่ใช่การตัดเสื้อสูทเข้ารูป กล่าวคือเด็กทุกคนมีศักยภาพในการเข้าถึงองค์ความรู้แตกต่างกัน จะเรียนหลักสูตรเดียวกัน หรือมีมาตรฐานเพียงอย่างเดียวไปประเมินผลไม่ได้ สื่อการสอนก็มีเพียงสมุด หนังสือ และกระดานเรียน ครูมีหน้าที่สั่งงาน ให้นักเรียนมีหน้าที่ทำตาม ส่วนด้านการประเมินผลเป็นการสอบที่เน้นการท่องจำในสิ่งที่อยู่ในหนังสือให้เลือกตอบ จึงมีเพียงถูกกับผิดเท่านั้น

“กระบวนการเรียนรู้ Active Learning สอดคล้องกับการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำ โดยสามารถเก็บและจำสิ่งที่ผู้เรียน เรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ผู้สอน และสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ได้ผ่านการปฏิบัติจริง จะสามารถจดจำในระบบความจำระยะยาว ทำให้ผลการเรียนรู้ยังคงอยู่ได้ในปริมาณที่มากกว่า ยาวนานกว่ากระบวนการเรียนรู้ Passive Learning”

สำหรับตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษมครั้งต่อไป ได้แก่ หลักสูตรสุดท้าย หลักสูตรที่ 10 “พลังบวกสำหรับครูปฐมวัย” โดย นางกอบกมล ทบบัณฑิต ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ (ปฐมวัย) และคณะ เป็นวิทยากร ในวันอังคารที่ 14 กันยายน 2564 เวลา 09.00 – 16.30 น.

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่, สถาพร ถาวรสุข, คณะทำงาน / ภาพ

ปลัด ศธ.ผลักดันกลไกการบริหารและการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ 2565

(8 กันยายน 2565) กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปแนวทางการสร้างกลไกการบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ณ ห้องประชุมณรงค์ บุญมี ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผ่านระบบ Video Conference (Zoom) โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน พร้อมด้วยนายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุมพิจารณากลไกดังกล่าว

นายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมครั้งนี้ได้เน้นย้ำให้สำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) เป็นหลักในการขับเคลื่อนกลไกการบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย 11 กลไก ประกอบด้วย

  1. ออกแบบการบริหารจัดการศึกษาที่ส่งผลไปถึงกระบวนการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่สอดรับกับกับทักษะในศตวรรษที่ 21 และทักษะอาชีพที่เป็นไปตามความต้องการของตลาดงาน
  2. ออกแบบระบบการบริหารและการจัดการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท แบบร่วมมือที่เชื่อมโยงกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งระดับยุทธศาสตร์ชาติ  ภารกิจ และพื้นที่ (ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง)
  3. กำหนดเจ้าภาพและหน่วยงานรับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ตามกฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการ (ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง)
  4. การออกแบบระดับและเทคนิคการมีส่วนร่วมการบริหารและการจัดการศึกษา ของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งระดับยุทธศาสตร์ชาติ ภารกิจ และพื้นที่
  5. การนำกลไกมาออกแบบรูปแบบการบูรณาการการบริหารและการจัดการศึกษา ของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งระดับยุทธศาสตร์ชาติ ภารกิจ และพื้นที่
  6. การแปลงเป็นชุดโครงการที่สำคัญและจัดทำแผนปฏิบัติการด้านศึกษาและแผนปฏิบัติราชการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยมียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายและเชื่อมโยงการพัฒนาในทุกระดับ ทุกประเด็น ทุกภารกิจและทุกพื้นที่ ภายใต้แนวคิดความเชื่อมโยงสู่ยุทธศาสตร์เชิงพื้น และยึดหลักความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (Causal Relationship : XYZ)
  7. นำโครงการที่สำคัญตามแผนพัฒนาการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท มาออกแบบระบบงบประมาณ ระบบงานแบบบูรณาการ (ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ) สมรรถนะของบุคลากร กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ ระบบดิจิทัล สถานที่ วัสดุ/อุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ในการขับเคลื่อนโครงการที่สำคัญหรือกลไกการบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
  8. นำแผนพัฒนาการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท ที่สอดคล้องกับเป้าหมายตามแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด และแผนปฏิบัติราชการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในจังหวัด มาออกแบบแนวทางการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริหารการจัดการ ศึกษา การตรวจราชการ การนิเทศ การแนะแนว การวางระบบควบคุมภายใน การบริหารจัดการความเสี่ยง การตรวจสอบภายใน การเฝ้าระวังภัยพิบัติและวิกฤติทางการศึกษา การติดตามและประเมินผลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภทในระดับพื้นที่ : ภายใต้กลไกการบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่
  9. จัดทำกรอบการประเมินผลการปฏิบัติงานและตัวชี้วัดในการดำเนินงานในลักษณะตัวชี้วัดร่วมของหน่วยงานและสถาน ศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในจังหวัดและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาในจังหวัด : ยึดหลักความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (Causal Relationship :XYZ) รองรับระบบรองรับระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ : eMENSCR (Electronic Monitoring and Evaluation System of National Strategy and Country Reform)
  10. นำตัวชี้วัดในการดําเนินงานในลักษณะตัวชี้วัดร่วมของหน่วยงานและสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในจังหวัดและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาในจังหวัด มาออกแบบการรายงานผลภาวะวิกฤติทางการศึกษา รายงานผลการติดตามและประเมินเกี่ยวกับการจัดการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภทของประเทศในส่วนภูมิภาค เป็นห้อง Management Cockpit มีลักษณะเป็นห้องประชุมที่ผู้บริหารใช้ในการตัดสินใจ (Decision Room หรือ War Room) เกี่ยวกับการแก้ปัญหาได้ทันท่วงที หรือพัฒนาการศึกษาของประเทศให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและทัดเทียมนานาประเทศ
  11. นำผลดําเนินงานตามตัวชี้วัดร่วมของหน่วยงานและสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาในจังหวัดไปเชื่อมโยงกับแรงจูงใจเพื่อสร้างแรงกระตุ้นในการผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จะนำกลไกดังกล่าวเสนอปลัด ศธ. พิจารณาให้ความเห็นชอบ และประสานส่วนราชการทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและส่วนราชการในระดับพื้นที่ ร่วมขับเคลื่อนให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ภาพ/ข่าว : กพร.สป.ศธ.

ศธ.จัดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจําปี 2564

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจําปี 2564 ภายใต้กรอบแนวคิด “การรู้หนังสือเพื่อการฟื้นคืนสู่การใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง : การลดช่องว่างทางดิจิทัล” รมช.ศธ.”กนกวรรณ วิลาวัลย์” ย้ำนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการปรับระบบการศึกษาและการเรียนรู้ ปรับเปลี่ยน “ช่องว่างทางดิจิทัล” ให้เป็น “โอกาสทางดิจิทัล” เพื่อให้เยาวชน-ประชาชนที่ไม่รู้หนังสือ ให้เป็นผู้รู้หนังสือ มีความฉลาดเท่าทันโลก หาโอกาสในวิกฤต สร้างสังคมใหม่ที่ดีขึ้นในยุค New Normal พร้อมเตรียมรูปแบบการเรียนรู้ที่ก้าวไปข้างหน้า หลังสิ้นสุดวิกฤตโควิด 19

(8 กันยายน 2564) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2564 (International Literacy Day 2021) ภายใต้กรอบแนวคิด “การรู้หนังสือเพื่อการฟื้นคืนสู่การใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง : การลดช่องว่างทางดิจิทัล” ผ่านรูปแบบออนไลน์ Zoom Cloud Meeting พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายกวินทร์เกียรติ นนท์พละ รองเลขาธิการ กพฐ., นายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ กศน. ตลอดจนผู้บริหารองค์กรหลัก เข้าร่วม ณ ห้องประชุมชั้น 6 สำนักงาน กศน.

Mr. Shigeru Aoyagi ผู้อํานวยการองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) สำนักงานกรุงเทพฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า “การรู้หนังสือเพื่อการฟื้นคืนสู่การใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง : การลดช่องว่างทางดิจิทัล” เน้นไปที่ความสำคัญของการรู้หนังสือและทักษะดิจิทัล โดยเฉพาะในบริบทของการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พบว่าร้อยละ 46 ของเยาวชน และร้อยละ 61 ของผู้ใหญ่ ยังไม่รู้หนังสือ ความไม่เท่าเทียมในการรู้หนังสือนี้ ขยายวงกว้างขึ้นจากการระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนไม่รู้หนังสือดังกล่าว ซึ่งขาดความเข้าใจและข้อมูลที่จำเป็นต่อชีวิตการพัฒนาศักยภาพ จนกลายเป็นกลุ่มเปราะบางในทุกมิติ

ทักษะทางด้านดิจิทัล ถือเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะนำไปสู่การสร้างแรงงานที่มีทักษะสำหรับธุรกิจใหม่ ๆ ตามที่ตลาดต้องการ อย่างไรก็ตาม ช่องว่างทางดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังคงดำเนินต่อไป โดยมีแค่เพียง ร้อยละ 37 ของครัวเรือนในชนบทที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต และทักษะด้าน ICT ของประเทศในภูมิภาคที่ได้รับการตรวจสอบ มีไม่ถึงร้อยละ 10 ขณะที่เรามุ่งหวังจะบรรลุเป้าหมาย 4 ของ SDG (สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต) ในปี ค.ศ.2030 เราต้องเรียกร้องให้ประเทศดังกล่าว มั่นใจว่าจะทำให้กลุ่มเยาวชนและผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือบรรลุเป้าหมายในเรื่องทักษะดิจิทัล  ซึ่งจะเป็นการผนวกรวมของความรู้และศักยภาพที่เหนือกว่าการรู้หนังสือขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต และมีส่วนร่วมในสังคมได้เต็มศักยภาพ

เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว สำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อความก้าวหน้าในการรู้หนังสือของกลุ่มเยาวชนและผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือดังกล่าว และเพื่อลดช่องว่างด้านดิจิทัลในช่วงเวลาแห่งการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยยูเนสโกกำลังดำเนินโครงการ “Accelerating Thailand” นำโดย Microsoft ประเทศไทย, สำนักงาน กศน. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งสร้างทักษะด้านดิจิทัลให้แก่กลุ่มเยาวชนและผู้ใหญ่ดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ เรื่อง ทักษะดิจิทัลเพื่อการมีงานทำ โดยเผยแพร่บนแพลตฟอร์มของการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก ตลอดจนการริเริ่มโครงการ “Learning Coin” ที่ดำเนินการร่วมกับสำนักงาน กศน. และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่แม่ฮ่องสอน นครนายก ยะลา และกรุงเทพฯ เพื่อมุ่งส่งเสริมการรู้หนังสือไทยในกลุ่มเยาวชน และบ่มเพาะนิสัยรักการอ่านเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งยังช่วยจัดหาทุนการศึกษาที่ได้รับจากความพยายามในการอ่านเพื่อสร้างสมรรถนะด้าน ICT ของผู้เรียน

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ได้อ่านสารจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ความตอนหนึ่งว่า “รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษา ซึ่งจะช่วยพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยในสังคมฐานความรู้ในโลกยุคดิจิทัล ท่ามกลางวิกฤตสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 เป็นโอกาสและปัจจัยเร่งให้เกิดการพัฒนารูปแบบและวิธีการเรียนรู้ของผู้คน รวมทั้งทำให้การจัดการเรียนการสอนในแบบเดิมต้องปรับเปลี่ยนเป็นการเรียนการสอนแบบทางไกล เพื่อให้การเรียนรู้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ของบางกลุ่มในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง รัฐบาลจึงเน้นการปรับระบบการศึกษาและการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสังคมโลกยุคใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนช่องว่างทางดิจิทัล ให้เป็น “โอกาสทางดิจิทัล” อันจะช่วยสนับสนุนการรู้หนังสือของเยาวชนและประชาชนทั่วไปที่ไม่รู้หนังสือให้เป็นผู้รู้หนังสือ มีความฉลาดเท่าทันโลก โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการการดำเนินการร่วมกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อย่างกว้างขวางครอบคลุมทุกประเทศทั่วโลก ต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นมา จนกระทั่งองค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ได้ประกาศให้การระบาดนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ และต่อมาได้ประกาศให้เป็นโรคระบาดที่เกิดการแพร่ระบาดทั่วโลก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตของผู้คนในทุกด้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ รวมถึงประเทศไทยด้วย

สำหรับผลกระทบในด้านการศึกษาได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้หรือความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ที่เรียกว่า “Digital Divide” ที่เกิดช่องว่างมากขึ้นระหว่างประชาชนกลุ่มที่มีความพร้อมและกลุ่มที่ไม่มีความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชาชนกลุ่มเปราะบางหรือด้อยโอกาสในมิติต่าง ๆ

ในมิติของโลกแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่วางอยู่บนพื้นฐานของการอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น (การรู้หนังสือและการพึ่งพาตนเองได้) ย่อมไม่เป็นการเพียงพออีกต่อไป รัฐบาลโดยหน่วยงานทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องจึงได้พยายามมองหาโอกาสในวิกฤตเพื่อสร้างสังคมใหม่ที่ดีขึ้น โดยอาศัยการรู้หนังสือที่มีเนื้อหาการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตเพื่อการอยู่รอดตามแนววิถีชีวิตใหม่ New Normal และการเรียนรู้ที่มองและก้าวไปข้างหน้าหลังสิ้นสุดวิกฤตโควิด 19

ต้องขอบคุณภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการรู้หนังสือให้กับประชาชน และมีส่วนร่วมในการจัดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2564 ในวันนี้ ขอเชิญชวนให้คนไทยทุกคนเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกันตามวิถีชีวิตใหม่ เพื่อนำพาสังคมไทยให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติการแพร่ระบาดของโควิด 19 ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้ ร่วมกันสร้างสังคมใหม่ที่ดีขึ้นต่อไป”

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ขอเป็นกำลังใจให้ชาว กศน. ทุกคนที่อยู่ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกลหรือตามเกาะแก่ง ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้คนไทยและคนที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยมีส่วนที่รู้หนังสือมากยิ่งขึ้น การรู้หนังสือไม่ใช่เพียงการอ่านหนังสือออก ยังรวมถึงการเรียนรู้ทุกช่องทาง ไม่ใช่เพียงแค่ภาษาไทยยังรวมถึงภาษาอื่นๆที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ เกิดการเสริมทักษะและจะทำให้สามารถอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ทั้งด้านเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตในทุกด้าน รวมทั้งสุขภาพอนามัยต่างๆ โดยชาว กศน.ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเท และอุทิศตนเองทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดผลงานดีๆมากมาย ทั้งในเรื่องการให้บริการในพื้นที่ชุมชน แม้กระทั่งการให้บริการในครัวเรือนที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ ชาว กศน. เรามีหัวใจที่งดงามและไม่เคยท้อและที่สำคัญมีการพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ของตนเอง ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและนำไปเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชน และสร้างความศรัทธาจนเป็นที่รักของประชาชนในทุกพื้นที่

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
ข้อมูล UNESCO กรุงเทพฯ และสำนักงาน กศน.

ตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม หลักสูตรที่ 8 “ศึกษาสื่อสาร ผ่านบทเพลง” ครูสลายกอาชีพครูคืออาชีพที่จำเป็นที่สุดของชาติ แนะการสอนหลักสูตรชีวิต 5 ด้านให้ผู้เรียน

(6 กันยายน 2564) นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษม เรียนรู้ความสุขตามอัธยาศัย หลักสูตรที่ 8 “ศึกษาสื่อสาร ผ่านบทเพลง” โดยครูสลา คุณวุฒิ เป็นวิทยากร ผ่านระบบ Microsoft Teams เวลา 13.00-16.00 น. โดยมีนายธนู ขวัญเดช และนายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมอบรมออนไลน์หลักสูตรนี้ จำนวน 58,060 คน

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า หลักสูตร “ศึกษาสื่อสาร ผ่านบทเพลง” โดยครูสลา คุณวุฒิ ได้มาให้มุมมองความรู้ ทัศนคติในแง่ของวัฒนธรรม ประเพณี ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายอย่างยิ่ง ซึ่งบทเพลงเป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนความเปลี่ยนแปลง การกล่อมเกลาทางสังคม และสามารถสะท้อนได้ถึงวิถีชีวิตความยากลำบาก ความต้องการ หรือความสุขของชุมชนในแต่ละช่วงเวลา

ครูสลา คุณวุฒิ แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับอาชีพครูว่า ความรู้สึกต่ออาชีพครู คือ อาชีพที่จำเป็นที่สุดของชาติ เป็นอาชีพที่เห็นความสำเร็จของศิษย์และคุณภาพของคนในชาติ เป็นค่าตอบแทนมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับ เพราะหากใครมีรากแก้วของความเป็นครูหยั่งลึกลงในจิตใจแล้ว ทุกคนไม่ใช่เพียงมีอาชีพครู แต่จะเป็น “ครูมืออาชีพ” ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรก็ตาม คำว่าครูจะหล่อเลี้ยงหัวใจของเราอยู่เสมอ วันหนึ่งอาจจะเกษียณหรือลาออก แต่เชื่อมั่นว่าคนที่เคยเป็นครูจะไม่สามารถลาออกจากความรู้สึกของจิตวิญญาณความเป็นครูได้

ครูสลา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอดีตที่เคยรับราชการครู ได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียนหลายแห่ง พบว่าครูในแต่ละโรงเรียนมีลักษณะเหมือนกัน คือ ความเสียสละ เนื่องจากไม่มีโรงเรียนใดที่มีความพร้อมที่สุด เมื่อมีงานของโรงเรียนหรือของลูกศิษย์ที่ขาดเหลืออย่างไร ครูก็จะเสียสละยื่นมือเข้ามาช่วยเสมอ จึงอาจทำให้เงินเดือนไม่พอสำหรับรายจ่าย จนก่อให้เกิดการสร้างหนี้ขึ้น ทั้งนี้อยากบอกครูทั่วประเทศว่าอาชีพอื่นก็มีหนี้เช่นกัน ดังนั้นปัญหาหนี้สินสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกอาชีพและมีวิธีแก้ไข สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะบริหารหนี้ได้อย่างไร จะสามารถสร้างวินัยทางการเงินให้กับตนเองอย่างไร ให้สอดคล้องกับศักยภาพการใช้จ่ายของแต่ละคนอย่างเหมาะสม ถึงแม้หน่วยงานหลายแห่งจะพยายามช่วยเหลือแก้ปัญหาหนี้ครูอย่างเต็มที่ แต่ครูทุกคนต้องเริ่มต้นที่การจัดการตนเองก่อน

ในด้านการจัดการศึกษา ครูสลามีมุมมองส่วนตัวว่า จากที่ได้รับฟังเรื่องราวชีวิตของหลายคนที่มาออกรายการประกวดร้องเพลง พบว่าคนส่วนใหญ่จะได้เรียนรู้ชีวิตเมื่อได้สัมผัสจริง ๆ โดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน จึงอยากให้มีการสอนหลักสูตรชีวิตให้ผู้เรียน ได้แก่ 1) วิชาการรู้จักตัวเอง รู้ต้นทุนความสามารถของตัวเองเพื่อต่อยอดไปได้ถูกทาง 2) วิชาความรัก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองได้ 3) วิชาวินัยทางการเงิน ควรเรียนรู้ตั้งแต่เด็กเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการบริหารการเงิน 4) วิชาครอบครัว ปลูกฝังความเข้าใจกันตั้งแต่เด็ก และ 5) วิธีเข้าถึงเครื่องมือสื่อสารในยุคปัจจุบัน เป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กสามารถใช้เทคโนโลยีได้ทุกอย่าง

ซึ่งทั้งหมดนี้อาจแทรกอยู่ในบทเรียนของหลักสูตรปัจจุบันอยู่แล้ว และครูสามารถจัดการสอนด้วยตัวเองได้ภายใต้ขอบเขตหน้าที่ของตน

นอกจากนี้ ครูสลายังฝากถึงครูว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายอย่างที่สามารถสร้างและเผยแพร่ผลงานได้ทั่วโลก เช่น Youtube หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่กำลังพัฒนาตามมาอีกมากมาย จึงอยากให้ครูใช้ช่องทางเหล่านี้พาลูกศิษย์ศึกษาและลงมือทำอย่างจริงจัง โดยใช้เพียงสมาร์ทโฟนก็สามารถผลิตผลงานได้แล้ว ซึ่งอาจเป็นช่องทางส่งให้เด็กประสบความสำเร็จในอนาคตได้ ขณะเดียวกันโลกเทคโนโลยีก็ทำให้สามารถรับรู้ผลตอบรับได้อย่างกว้างขวาง เป็นแนวทางมาพัฒนางานได้ต่อไป

สำหรับตลาดนัดการเรียนรู้ออนไลน์วังจันทรเกษมครั้งต่อไป จะเป็นหลักสูตรที่ 9 “Active Learning” โดย ดร.เชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ์ และคณะ ถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์ ในวันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2564 เวลา 13.00 – 16.30 น.

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

ศธ.ประกาศผลการคัดเลือกนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษา เพื่อรับรางวัลพระราชทาน ปี 2563

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2564 เรื่อง รายชื่อนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทาน ประจำปีการศึกษา 2563 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง รายชื่อนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลชมเชย ในการคัดเลือกนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษา เพื่อรับรางวัลพระราชทาน ประจำปีการศึกษา 2563

ตรวจสอบรายชื่อตามประกาศทั้ง 2 ฉบับ ตาม QR Code หรือที่ลิงก์ https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1fchpqrB5M1ngmv5aeisqzwlD-egoEkFX

รับสมัครการประกวดร้องเพลง พร้อมจัดทำมิวสิกวิดีโอ “เพลงครูไทยยิ้มได้ เมื่อภัยมา”

เปิดรับสมัครการประกวดร้องเพลงพร้อมจัดทำมิวสิกวิดีโอ “เพลงครูไทยยิ้มได้ เมื่อภัยมา” สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ รางวัลชนะเลิศได้รับโล่ พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท รับสมัคร 3 – 20 กันยายนนี้

นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) จัดโครงการประกวดร้องเพลงพร้อมจัดทำมิวสิกวิดีโอ “เพลงครูไทยยิ้มได้ เมื่อภัยมา” เพื่อให้ครูได้แสดงศักยภาพการทำงาน สะท้อนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กิจกรรมที่ครูต้องปฏิบัติภายนอกห้องเรียน ได้สร้างสรรค์ผลงานของตนเอง ได้ตระหนักถึงคุณค่า ความสำคัญ การสร้างกำลังใจและความภาคภูมิใจในวิชาชีพครู โดยถ่ายทอดผ่านบทเพลง และเพื่อเปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทุกคน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้

1. คุณสมบัติของผู้เข้าประกวด เป็นครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

2. รูปแบบและประเภทการประกวด

  • 2.1 การประกวดร้องเพลงพร้อมจัดทำมิวสิกวิดีโอ “เพลงครูไทยยิ้มได้ เมื่อภัยมา” จะเป็นรูปแบบการส่งคลิปมิวสิกวิดีโอเพลงที่เป็นเสียงร้องของทีมงานผู้สมัคร
  • 2.2 การประกวดทำมิวสิกวิดีโอจะเป็นรูปแบบภาพประกอบเพลงหรือคลิปวีดีโอประกอบ “เพลงครูไทยยิ้มได้ เมื่อภัยมา” โดยการจัดทำมิวสิกวิดีโอต้องสะท้อนการจัดการเรียนการสอนของครูและกิจกรรมอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการสอน เพื่อมองให้เห็นรูปแบบการทำงานของครูที่มุ่งสู่คุณภาพผู้เรียน ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
  • 2.3 ผลงานที่ส่งเข้าประกวด ต้องไม่พาดพิงหรือหมิ่นต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดจนบุคคลหรือองค์กรใด อันจะเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
  • 2.4 ผลงานที่ส่งเข้าประกวด ควรหลีกเลี่ยงภาพ หรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมด้านพฤติกรรม และความรุนแรง
  • 2.5 ผลงานที่ส่งเข้าประกวดเป็นผลงานที่ไม่เคยได้รับรางวัลใด ๆ มาก่อน
  • 2.6 ผู้ประกวดต้องรับผิดชอบต่อลิขสิทธิ์ของข้อมูล ทั้งด้านเนื้อหา ภาพ เสียง คลิป ซอฟต์แวร์ หรืออื่นใดที่ใช้ในการผลิตผลงาน โดยต้องไม่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา ในกรณีที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น
  • 2.7 ในกรณีที่คณะกรรมการพบว่า ผู้เข้ารอบหรือผู้ที่ได้รางวัลไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ปกปิดข้อเท็จจริง มีการแอบอ้าง หรือเลียนแบบผลงานจากผู้อื่น คณะกรรมการสามารถตัดสิทธิ์ผู้เข้ารอบหรือผู้ที่ได้รางวัลออกได้ทันที และผู้เข้ารอบหรือผู้ที่ได้รับรางวัล ไม่มีสิทธิ์เรียกค่าเสียหาย ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น
  • 2.8 ผู้สมัครประกวด บันทึกคลิปการร้องเพลงพร้อมจัดทำมิวสิกวิดีโอ “เพลงครูไทยยิ้มได้ เมื่อภัยมา” และอัพโหลดผลงานลง YouTube เพียง 1 ไฟล์ เท่านั้น
  • 2.9 ผลการตัดสินของคณะกรรมการถือว่าเป็นที่สิ้นสุด

3. เอกสารหลักฐานที่ประกอบใช้การรับสมัคร

  • 3.1 ใบสมัคร (รายละเอียดแนบท้ายประกาศนี้) จำนวน 1 ฉบับ
  • 3.2 สำเนาบัตรข้าราชการ หรือสำเนาบัตรประจำตัวบุคลากรโรงเรียนเอกชน (พร้อมรับรองสำเนาด้วยหมึกสีน้ำเงิน) จำนวน 1 ฉบับ
  • 3.3 คลิปการร้องเพลงพร้อมมิวสิกวิดีโอ ที่อัพโหลดผลงานลง YouTube เพียง 1 ไฟล์ เท่านั้น

4. วิธีการส่งผลงาน

  • 4.1 ให้ส่งใบสมัคร พร้อมเอกสารหลักฐาน ตามข้อ 3.1 – 3.2 และไฟล์ร้องเพลงประกวดพร้อมมิวสิกวิดีโอที่อัพโหลดลง YouTube แล้ว นำ Link และ QR Code ระบุลงในใบสมัคร
  • 4.2 ส่งใบสมัครตามข้อ 4.1 ทาง E-mail : elearning.bict@moe.go.th ภายในวันที่ 20 กันยายน 2564

5. ปฏิทินกำหนดการ

  • 5.1 ประชาสัมพันธ์การรับสมัครและส่งผลงานเข้าประกวด ระหว่างวันที่ 3 – 20 กันยายน 2564
  • 5.2 ประกาศผลการประกวด ภายในวันที่ 30 กันยายน 2564
  • 5.3 มอบรางวัล ภายในวันที่ 30 กันยายน 2564

6. เกณฑ์การตัดสิน

  • 6.1 ผู้ชนะเลิศต้องได้รับคะแนนสูงสุด คะแนนจากเกณฑ์การร้องเพลง ข้อ 6.2 และคะแนนจากเกณฑ์การทำมิวสิกวิดีโอ ข้อ 6.3 รวมกัน (คะแนนเต็ม 200 คะแนน)
  • 6.2 เกณฑ์การให้คะแนนการร้องเพลง รวม 100 คะแนน
    1) เทคนิคการใช้เสียง พลังเสียง และความไพเราะของน้ำเสียง 50 คะแนน
    2) ความถูกต้องของจังหวะ ทำนอง 30 คะแนน
    3) ความถูกต้องของอักขระ เนื้อร้อง 20 คะแนน
  • 6.3 เกณฑ์การให้คะแนนการทำมิวสิกวิดีโอ รวม 100 คะแนน
    1) ความคิดสร้างสรรค์ 30 คะแนน
    2) การถ่ายทอดเนื้อหา 30 คะแนน
    3) เทคนิคการเล่าเรื่อง 20 คะแนน
    4) คุณภาพการผลิต 20 คะแนน

7. รางวัลการประกวด

  • 7.1 รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล จะได้รับโล่ พร้อมเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท
  • 7.2 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล จะได้รับโล่ พร้อมเงินรางวัล จำนวน 8,000 บาท
  • 7.3 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล จะได้รับโล่ พร้อมเงินรางวัล จำนวน 5,000 บาท
  • 7.4 รางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล จะได้รับโล่ พร้อมเงินรางวัล จำนวน 3,000 บาท
  • 7.5 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน จะได้รับเกียรติบัตรการส่งผลงานเข้าร่วมกิจกรรม

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม ในวันและเวลาราชการได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กลุ่มแพลตฟอร์มการเรียนรู้และสื่อสังคมออนไลน์ โทร 0 2280 0379

เอกสาร รายละเอียดโครงการ ใบสมัคร ที่ลิงก์ https://drive.google.com/folderview?id=1vBQlWPmjAd5WV0W3e2vZYC2WYU-WqXVg

ขอบคุณข้อมูล : สป.ศธ.

WordPress.com.

Up ↑