คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ คุมเข้มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในสถานที่ราชการ

คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงทุกกระทรวง เพื่อขอความร่วมมือให้หน่วยงานดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ในการประชุมฯ ครั้งที่ 2/2562 ซึ่งเห็นชอบให้มีการรณรงค์ในงานเลี้ยงของส่วนราชการปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยขอความร่วมมือแจ้งหน่วยงานในสังกัด ดังนี้

  • ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 โดยห้ามจำหน่าย หรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในสถานที่ราชการ
  • ขอความร่วมมืองดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานเลี้ยงสังสรรค์ของส่วนราชการ
  • ระมัดระวังมิให้ตกเป็นเครื่องมือการสื่อสารการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน

ศธ.ประชุมปฏิบัติการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริต เพื่อยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

(27 มกราคม 2563) นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ (ศปท.ศธ.) เป็นประธานการประชุมปฏิบัติการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริต เพื่อยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้แทนผู้บริหาร บุคลากรองค์กรหลัก สำนักส่วนกลาง สป. สำนักงานศึกษาธิการภาค/จังหวัด และองค์กรในกำกับ เข้าร่วมกว่า 200 คน ณ โรงแรมตรัง กรุงเทพมหานคร

หน.ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต มอบนโยบาย

นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่ให้เกียรติส่งวิทยากรมาบรรยายในการประชุมครั้งนี้ เพราะ ศธ.ให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกันการทุจริตเป็นอย่างมาก โดย รมว.ศธ.ได้แต่งตั้งคณะทำงานกำกับดูแลเรื่องนี้ถึง 2 คณะ คือ คณะอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินงานขับเคลื่อน

การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ถือเป็นวาระสำคัญที่ ศธ.ได้กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผนทุกระดับ ด้วยเหตุที่ ศธ.เป็นหน่วยงานต้นน้ำในการปลุกจิตสำนึกความซื่อสัตย์สุจริต และละอายต่อการกระทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ กระบวนการและกลไกทางการศึกษาในทุกระดับ มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตในภาพรวมของประเทศ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ศธ. คือ “ผู้เรียนได้รับการพัฒนาในทุกมิติให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

หวังว่าทุกท่านที่เข้ามาร่วมประชุมในครั้งนี้ จะเก็บเกี่ยวความรู้ต่าง ๆ นำไปถ่ายทอดต่อให้แก่บุคลากรในหน่วยงานของตนเอง และจัดเก็บเป็นองค์ความรู้ (Knowledge Management : KM) ในระบบราชการต่อไป

วัตถุประสงค์การจัดประชุม

  1. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจทิศทางการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตเพื่อยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ
  2. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการประเมินและจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ
  3. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการขับเคลื่อนไปสู่องค์กรคุณธรรม
  4. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการขับเคลื่อนมาตรฐานทางจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562
  5. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และปีงบประมาณ พ.ศ. 2564
  6. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรม กระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

วิทยากรการประชุม

  1. นายอุทิศ บัวศรี รองเลขาธิการ ป.ป.ช. บรรยายในหัวข้อ นโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริต
  2. นางสมพร สมผดุง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ป.ป.ช. บรรยายในหัวข้อ การขับเคลื่อนแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ / การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA)
  3. นางฉวีววรณ นิลวงศ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน กลุ่มงานเชี่ยวชาญเฉพาะ ป.ป.ท. และคณะ บรรยายในหัวข้อ การพัฒนามาตรการภายในของหน่วยงานเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตในภาครัฐ
  4. นายรุจิภาส จรรยาศรี และนางธิรานันท์ โกศลยุทธสาร สำนักงาน ก.พ. บรรยายในหัวข้อการขับเคลื่อนมาตรฐานทางจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตาม พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ

ก.ค.ศ.ยืนยันจัดสรรอัตราว่างบรรจุครูผู้ช่วย สพฐ. รวม 3,599 อัตรา

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 สำนักงาน ก.ค.ศ. มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แล้ว มีมติอนุมัติให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และได้รับการจัดสรรคืนจาก ก.ค.ศ.ไปกำหนดเป็นตำแหน่ง “ครูผู้ช่วย” ในสถานศึกษาที่มีอัตรากำลังสายงานการสอนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด รวม 3,599 อัตรา โดยมีเงื่อนไขในการใช้ตำแหน่งเพื่อการบรรจุและแต่งตั้งคือ ให้ได้รับเงินเดือนอันดับครูผู้ช่วย ตามคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.กำหนด เมื่อนำไปใช้บรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วยแล้ว อัตราเงินเดือนที่เหลืออยู่ไม่สามารถนำมาใช้เป็นอัตราเงินเดือนสำหรับตำแหน่งว่างไม่มีเงิน หรือนำไปกำหนดเป็นตำแหน่งเพิ่มใหม่ได้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2563 สพฐ.ได้มีหนังสือแจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศแล้ว ให้ สพท.ต้นทางและปลายทาง ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องตรงกันอีกครั้งหนึ่ง ก่อนออกคำสั่งตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน พร้อมคำสั่งให้ สพฐ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ภายใน 30 วัน

รายละเอียดเพิ่มเติม
รายละเอียดทั้ง 3,599 อัตรา สพร.สพฐ.

ผลประชุม คกก.ปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ

(24 ม.ค.63) ผลการประชุมคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2563 โดยนายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม

นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเริ่มต้นการปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวง เช่น ปัญหาความซ้ำซ้อนในการทำงานระหว่างสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) โดยเฉพาะการบริหารงานบุคคล จึงมีมติที่สำคัญ 2 เรื่อง ดังนี้

การแก้ปัญหาเรื่องบุคลากร
“ทำระดับจังหวัด แต่อยู่ในวง สพฐ.เอง”

ที่ผ่านมา อำนาจการบริหารงานบุคคลเป็นอำนาจของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งอาจจะมีปัญหาการร้องเรียนหรือต่อต้านการประท้วงที่ไม่ต้องการผู้อำนวยการโรงเรียนที่ย้ายมาอยู่ใหม่ ในขณะที่หน่วยงานตันสังกัด เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ไม่สามารถเข้าไปจัดการปัญหาได้ เพราะเป็นหน้าที่ของ กศจ. เป็นต้น

ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบในหลักการว่า ควรให้ต้นสังกัดมีอำนาจในการพิจารณาการบริหารงานบุคคลเอง ไม่ว่าจะเป็น “เลื่อน-ลด-ปลด-ย้าย” เพื่อให้การทำงานของจังหวัดมีประสิทธิภาพมากที่สุด

“ที่ประชุมได้มอบหมายให้ สพฐ.หาแนวทางดำเนินการ โดยนำปัญหาที่เคยมีไปพิจารณาด้วย เช่น หากมอบอำนาจไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เช่นเดิม ก็อาจจะเป็นไซโล หรือแท่งซ้อนแท่งอีก อาจจะเป็น 225 แท่ง ย้ายข้ามกันไม่ได้ สพฐ.จะแก้อย่างไร ที่ประชุมจึงเห็นว่าควรอยู่ที่จังหวัด แต่ไม่เกี่ยวกับ ศธจ. อาจจะเป็นรูปแบบคล้าย อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เดิม แต่อยู่ในระดับ “จังหวัด” โดยสำนักงานอาจจะอยู่ที่เขต 1 ทั้ง 77 แห่ง เช่น การย้ายภายในจังหวัด สมมุติมี 6 เขตพื้นที่การศึกษา ก็ต้องไปคุยร่วมกันให้สามารถย้ายข้ามเขตได้ โดยคณะกรรมการพิจารณาจะให้เป็นคณะกรรมการจากเขตพื้นที่การศึกษาเอง แต่หากเป็นการพิจารณาข้ามจังหวัด ให้กลับไปที่กระทรวงพิจารณา” นายวราวิช กล่าว

การปรับปรุงภารกิจการทำงาน (Function)
“สพฐ.-สป.ไปคิดร่วมกันให้ชัดเจน เอางานเป็นหลัก”

ที่ประชุมมอบหมายให้ตั้งผู้แทนจาก สพฐ. และสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) มาทำงานร่วมกัน เพื่อวิเคราะห์ภารกิจงาน (Function) ให้มีความชัดเจน งานอะไรควรอยู่ที่ ศธจ. หรือเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนงานที่มีสีเทา หรือยังไม่ชัดเจน ให้คณะทำงานวิเคราะห์ร่วมกัน แล้วเสนอความเห็นต่อที่ประชุมนี้พิจารณาในครั้งต่อไป

“เพราะฉะนั้นงานก็จะชัด และเมื่องานชัดแล้ว เราค่อยดูว่าใครจะทำงานนั้น เช่น ถ้างานนั้นควรอยู่ที่ ศธจ.หรือเขตพื้นที่ฯ ก็จะดูว่ามีคนทำไหม ถ้าไม่มีคน ก็ต้องหาคนไปทำงาน ถือเอางานเป็นหลัก ไม่ใช่เอาคนเป็นหลัก” นายวราวิช กล่าว

ทั้งนี้ ให้คณะทำงานเสนอรายละเอียดตามแนวทางดำเนินการ 2 ประเด็นดังกล่าว เสนอให้ที่ประชุมนี้พิจารณาครั้งต่อไป ในวันที่ 31 มกราคมนี้ เวลา 13.30 น.

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

ศธ.จัด 3 โซน งานวันเด็กแห่งชาติ 2563 "Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย"

(11 มกราคม 2563) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” ภายใต้แนวคิด “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย” โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช​ และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ ผู้ปกครอง และนักเรียนนักศึกษา จำนวนมาก เข้าร่วมพิธีเปิด ณ กระทรวงศึกษาธิการ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ เริ่มดําเนินการมาตั้งแต่ พุทธศักราช 2498 และดําเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี จนกระทั่งวันนี้นับเป็นปีที่ 65 โดยกระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับทุกส่วนราชการ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ

สําหรับการจัดงานในปี 2563 ในส่วนกลางมีการจัดงาน และพิธีเปิดงาน ณ กระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน ได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง มีทักษะชีวิตที่ดีเป็นเด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย โดยมีแนวคิดในการจัดงานคือ “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย”เพื่อเป็นการเชิญชวนเด็กและเยาวชน มาพบกับความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเป็นคนดีมีคุณภาพ พัฒนากระบวนความคิด เสริมสร้างจินตนาการ สร้างสรรค์ประสบการณ์ผ่านการลงมือปฏิบัติ

โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน มาร่วมงานกว่า 100 บูธ ของขวัญกว่า 100,000 ชิ้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้สนุกสนานเพลิดเพลินผ่านกิจกรรมเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเป็นพลเมืองที่ดี ของชาติ รู้จักการทําประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการดูแลสังคม รักษาสิ่งแวดล้อม และระบบการ จัดการขยะที่ดี และยังมีเวทีที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้เด็ก ๆ ผ่านกิจกรรมการประกวด “หนูน้อยแห่งวังจันทรเกษม…รักษ์โลก”

พิเศษสุด ศธ.ยังเปิดอาคารราชวัลลภ อดีตพระราชวังจันทรเกษม ให้เด็ก ๆ และผู้ปกครองได้เข้าชมประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมเก่าแก่ ภายใน “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทยแห่งวังจันทรเกษม” เพราะอาคารราชวัลลภ จะเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมเพียงปีละครั้งเท่านั้น

การจัดงานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ศธ.แบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 โซน คือ

โซนที่ 1 : Citizen Kids : พลเมืองเด็ก (บริเวณสนามหญ้าและในกระทรวงศึกษาธิการ) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของเด็กไทยยุคใหม่ที่มีความรัก ความสามัคคี รู้จักหน้าที่ของตนเอง และปฏิบัติตนตามกฎระเบียบของสังคมได้อย่างถูกต้อง

โซนที่ 2 : Digital Kids : เด็กยุคดิจิทัล (บริเวณถนนราชดำเนินนอก) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความทันสมัย การรู้จักใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อการเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล

โซนที่ 3 : Environmental Kids : เด็กรักษ์สิ่งแวดล้อม (บริเวณถนนลูกหลวง) เป็นโซนกิจกรรมที่ให้เด็กและเยาวชนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ทำกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้เป็นวันที่เรามาส่งความรักความปรารถนาดีร่วมกันไปยังเด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลตระหนักดีว่าเด็กและเยาวชนทุกคนคือทรัพยากรที่มีค่า และเจริญเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต ดังคำกล่าวที่ว่าเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า จึงต้องทำให้เด็กมีความเข้มแข็งตั้งแต่วันนี้ โดยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย ทั้งด้านทักษะ ความรู้ ความสามารถ การเรียนรู้ องค์ความรู้ที่จำเป็น ทั้งนี้เด็กทุกคนมีพรสวรรค์อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ทราบว่าตัวเองถนัดอะไร ต้องมีคนคอยแนะนำ โดยเฉพาะครูที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก ขอให้ช่วยสนับสนุนเด็กให้ได้ทำในสิ่งที่ชอบควบคู่ไปกับการเรียนหนังสือให้ได้มากที่สุด

วันนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม คือ องค์ความรู้ที่สำคัญต่อชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นโลกแห่งเทคโนโลยี เชื่อมโยงไปถึงเรื่องการประกอบอาชีพ ซึ่งมีทั้งวิกฤติ โอกาส และความท้าทายในทุกมิติ เด็กและเยาวชนจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม รวมถึงผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา ต้องเสริมสร้างสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ สังคม ปัญญา และคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนเป็นบุคลากรที่สมบูรณ์แบบ สามารถนำพาตัวเอง ครอบครัว และประเทศชาติไปข้างหน้าได้อย่างปลอดภัย

สำหรับคำขวัญวันเด็กแห่งชาตินี้ปีนี้ “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันความสามัคคีนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ต่อยอดไปถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สังคมปลอดภัย ครอบครัวมีความสุข ไม่ทะเลาะกัน ไม่เอาเปรียบกัน และที่สำคัญอีกอย่างคือหน้าที่พลเมืองไทย คือ ทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อชาติบ้านเมือง

นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนทุกคนตระหนักและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ตลอดจนรู้จักหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ให้เป็นคนมีเหตุผล รู้จักความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดีด้วยความรู้และคุณธรรม โดยทุกคนควรมีภูมิคุ้มกันต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง รู้เท่าทันเทคโนโลยี โซเชียลมีเดียต่าง ๆ หมั่นศึกษาพัฒนาความรู้ความสามารถ เพิ่มพูนทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ ให้สอดคล้องกับศักยภาพของครอบครัวและทักษะของตนเองด้วย

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ย้ำกับโรงเรียนและสถานศึกษาทุกแห่งไปแล้วว่า ต้องสอนให้นักเรียนรู้ว่าพื้นที่ภูมิลำเนาของตนเองมีศักยภาพด้านใดบ้าง หรือมีปัญหาใดที่ต้องได้รับพัฒนา เพื่อให้เด็กและเยาวชนเกิดแรงกระตุ้นที่จะเรียนหนังสือ หรือทำงานเพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง สร้างความภาคภูมิใจในอนาคต รวมถึงบ้านเมืองจะได้ถูกพัฒนาทุกพื้นที่ให้เท่าเทียมกันได้มากที่สุด

นอกจากความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังต้องเร่งบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรม ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในใจ ความเป็นจิตอาสา หากจิตใจไม่อยากทำความดีก็ต่อยอดไปสู่การลงมือทำไม่ได้ เพราะหัวใจมี 2 อย่าง คือ หัวใจในการทำความดี และหัวใจในการทำความไม่ดี ดังนั้นจึงอยู่ที่ตัวเราว่าจะเลือกใช้หัวใจแบบใด ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีในอนาคตต่อไป

ภาพเพิ่มเติม เฟซบุ๊ก ศธ.360 องศา

ปารัชญ์ ไชยเวช, อานนท์ วิชานนท์ / สรุป

เสมา1-เสมา3 ปลื้มการศึกษาเอกชน เป็นทางเลือกคุณภาพการศึกษาทุกมิติ

(9 ม.ค.63) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมชี้แจง สร้างความเข้าใจ และมอบนโยบายงานการศึกษาเอกชน ผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference) พร้อมด้วย ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ร่วมมอบนโยบายและมอบหมายงานแก่โรงเรียนเอกชนนอกระบบและในระบบ โดยมีนายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) ผู้บริหาร ข้าราชการ สช. และโรงเรียนเอกชนนอกระบบเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (DOC) ชั้น 9 อาคารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

นายณัฏฐพล กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมว่า การจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน เป็นการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ มีส่วนช่วยในการจัดการศึกษา และแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการจัดการศึกษาของเยาวชน ทำให้รัฐสามารถประหยัดเงินงบประมาณในการลงทุนด้านการศึกษาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน มีการคมนาคมที่สะดวก จึงสามารถดึงดูดความสนใจของนักเรียนและผู้ปกครองในเรื่องความสะดวกสบาย และการประหยัดเวลา ช่วยให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพทางการศึกษา โดยผู้ปกครองและนักเรียนมีโอกาสในการเลือกสถานศึกษาได้มากขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนที่ดีมีคุณภาพ และมีมาตรฐานการศึกษาสูงจะเป็นคู่แข่งของโรงเรียนรัฐ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษาที่สูงขึ้น เป็นการขจัดหรือลดความผูกขาดในการจัดการศึกษา

อีกทั้งโรงเรียนเอกชนยังมีจุดเด่นในการบริหารจัดการที่มีความคล่องตัว และมีอิสระในการบริหารงานมากกว่าระบบราชการ จึงสามารถลดขั้นตอนและระเบียบวิธีการในการบริหารงานด้านต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาได้อย่างเต็มที่ และประหยัดเวลา บประมาณ และกำลังคน ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักของการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีความคล่องตัวในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ดำเนินกิจการ โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านระเบียบ ข้อบังคับ เหมือนโรงเรียนภาครัฐ จึงสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ และที่สุดแล้วการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนโดยโรงเรียนเอกชนสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ และโรงเรียนนอกระบบมีผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาอย่างแท้จริง การันตีได้ว่าผู้เรียนที่สำเร็จหลักสูตรแล้วสามารถนำไปประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพ

“ต้องขอขอบคุณโรงเรียนเอกชนทุกประเภททั้ง 14,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ ที่มีส่วนในการช่วยพัฒนาการศึกษา ภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างบรรยากาศการแข่งขันในระบบการศึกษา รวมถึงกำกับดูแลคุณภาพมาตรฐานในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาเอกชน เพื่อให้การศึกษาเอกชนเป็นทางเลือกคุณภาพที่ดีกว่า ของผู้เรียนและผู้ปกครองได้อย่างแท้จริง” นายณัฏฐพล กล่าว

ดร.กนกวรรณ กล่าวในการประชุมว่า ภายหลังจากที่ได้รับมอบหมายงานให้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ได้รับฟังแนวทางการดำเนินงาน อาจจะมีปัญหาบ้าง แต่ก็หาวิธีทางในการช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

นโยบายของ สช. ที่ได้ดำเนินการแล้ว คือ

  • นโยบายปรับเพิ่มค่ารักษาพยาบาล ของผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา โดยเพิ่มวงเงินจาก 100,000 บาท เป็น 150,000 บาท และเบิกจ่ายได้ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด
  • นโยบายโครงการพัฒนาครูโรงเรียนเอกชน เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จำนวน 23,000,000 บาท เพื่อพัฒนาครูโรงเรียนเอกชนในช่วงระหว่างปิดภาคเรียน ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 20 ตุลาคมที่ผ่านมา
  • การขอโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณมาเบิกจ่ายเป็นเงินอุดหนุนให้กับโรงเรียนเอกชน จากสำนักงาน กศน. เป็นจำนวนเงิน 201,929,107.12 บาท
  • การปรับปรุงแก้ไขประกาศการดำเนินงานกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ กรณีโรงเรียนประสบภัยพิบัติ การจัดอบรมโครงการลูกเสือมัคคุเทศก์ โดยมีจังหวัดนำร่อง จำนวน 8 จังหวัด โดยสำนักงานลูกเสือแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการจัดอบรมให้กับโรงเรียนในแต่ละสังกัดในช่วงเดือน ธันวาคม 2562 ถึง มกราคม 2563

สำหรับนโยบาย สช. ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่

  • การจัดทำระบบเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลของผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน เนื่องจากปัจจุบันผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน ต้องสำรองจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล และรอการเบิกจ่ายจากกองทุนสงเคราะห์ในภายหลัง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการเบิกจ่ายนาน ทำให้เกิดความเดือดร้อน ตนจึงมีนโยบายช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน โดยให้กองทุนสงเคราะห์ศึกษารายละเอียดในการจัดทำระบบเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล ขณะนี้กองทุนสงเคราะห์ได้ศึกษารายละเอียดระบบเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลจากกรมบัญชีกลาง สำนักงาน กกต. และสำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.) แล้วคาดว่าจะสรุปผลการศึกษารายละเอียดได้ภายในเดือนมกราคม 2563 และจะเสนอคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์พิจารณาในเดือนกุมภาพันธ์ 2563
  • การขอผ่อนผันใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูโรงเรียนเอกชน กรณีขอผ่อนผันสำหรับครู ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ครบ 3 รอบๆ ละ 2 ปี รวม 6 ปี จำนวน 112 ราย ขณะนี้ สช.อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบข้อมูลครู จำนวน 112 ราย ก่อนนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ของคุรุสภาต่อไป
  • โครงการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสู่ศตวรรษที่ 21 โดยจัดอบรมหลักสูตรนักบริหารเอกชนระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (นบส.สช.) โดยเริ่มดำเนินการพัฒนาในปีงบประมาณ 2563 เป็นต้นไป
  • หลักสูตรอบรมครูแบบทางเลือก (Shopping List) สช.จะดำเนินการจัดอบรมหลักสูตรดังกล่าวให้กับครูโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
  • การจัดตั้งศูนย์บริการผู้เรียน ครู/ผู้สอน บุคลากรทางการศึกษาชาวต่างประเทศ (One stop service) เพื่อให้บริการชาวต่างชาติที่มาติดต่อราชการในการสมัครเป็นนักเรียน ครู/ผู้สอน ให้สามารถรับบริการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว โดยจัดเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาอื่น ๆ เพื่อให้บริการเป็นการเฉพาะ
  • กิจกรรมเพื่อสร้างเวทีการแสดงออกของนักเรียนเด็กดาวรุ่ง ในวิชาศิลปะ ดนตรี กีฬา หัตถกรรม และอื่น ๆ โดย สช. กำหนดจัดกิจกรรมร่วมกับงานวันการศึกษาเอกชนช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563
  • การจัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ ร้องเรียน เพื่อให้บริการรับเรื่องราวร้องทุกข์ ร้องเรียน แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็วในการให้บริการ
  • การตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยได้ร่วมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อขอรับการตัดโอนข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตำแหน่งครู จำนวน 132 อัตรา มาสังกัด สช. เพื่อแก้ปัญหาในการยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชนต่อไป

ภาพ /ข่าว : เอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ. กรรณิกา พันธ์คลอง

รมช.กนกวรรณ ดันศูนย์วิทย์ฯ กศน.จับมือ 4 พันธมิตร สร้างกระบวนการคิด ปลูกจิตวิทยาศาสตร์สำหรับคนทุกช่วงวัย

วันนี้ (8 มกราคม 2563) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นสักขีพยานในการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาการเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ ระหว่างสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาของซีมีโอ (SEAMEO STEM-ED) ศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนของซีมีโอ (SEAMEO SEPS) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ นายพะโยม ชิณวงศ์ หัวหน้าคณะทำงาน รมช.ศึกษาธิการ ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมีนายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. นางพรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาของซีมีโอ นายสุกิจ อุทินทุ ผู้อำนวยการศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนของซีมีโอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ นางชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา เป็นผู้ร่วมลงนามความร่วมมือ ตลอดจนนักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา กรุงเทพฯ

ดร.กนกวรรณ กล่าวตอนหนึ่งว่า “ตนในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่กำกับดูแล สำนักงาน กศน. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดการศึกษาตลอดชีวิตให้กับคนทุกช่วงวัย ได้มอบนโยบายให้สำนักงาน กศน. ดำเนินการพัฒนาการเรียนรู้ ขับเคลื่อน กศน. สู่ กศน. WOW 6 G ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการ ในยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 20 แห่ง สังกัดสำนักงาน กศน. ก็เป็นหน่วยงานมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งสร้าง “การรู้วิทยาศาสตร์ หรือ Science Literacy” ให้แก่คนไทยทั่วประเทศ

โดยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แก่นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป ในรูปแบบของนิทรรศการ กิจกรรมการศึกษาและสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายซึ่งสร้างความตระหนักรู้ สร้างกระบวนการคิดและปลูกจิตวิทยาศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการลงนามความร่วมมือในวันนี้ ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในการขับเคลื่อน นโยบาย กศน.สู่ กศน. WOW ในเรื่อง Good Partnership ที่ได้มอบไว้ เพื่อพัฒนาการเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ การพัฒนาการเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายที่มีคุณภาพทั้ง 4 แห่ง ซึ่งถือว่าเป็นพันธมิตรที่ดีเยี่ยม

และทั้ง 5 แห่งได้เห็นพ้องต้องกันว่าควรพัฒนาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา สังกัดสำนักงาน กศน. ทั่วประเทศ ให้มีความทันสมัย มีคุณภาพสูง มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น สามารถให้บริการสร้างแรงบันดาลใจให้ความรู้วิทยาศาสตร์ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ควบคู่กับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น จะทำให้เยาวชนและประชาชนได้รับความรู้วิทยาศาสตร์ และทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน และอนาคต มีศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาประเทศชาติ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งภายในประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลกอย่างยั่งยืน รวมทั้งมีความพร้อมที่จะเป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนาบุคลากรด้านการเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์และให้บริการการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนและประชาชน ในภูมิภาคอาเซียน โดยทั้ง 5 ฝ่ายตกลงจัดทำข้อตกลงนี้ เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันในการพัฒนาการเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์สู่เยาวชนและประชาชน

นับเป็นโอกาสอันดียิ่ง ที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน กศน. ได้มีพันธมิตร Good Partnerships ทั้ง 4 หน่วยงานที่เป็นเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียนมาร่วมพัฒนาการเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ผ่านศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในสังกัดทั้ง 20 แห่ง ให้มีความทันสมัย มีคุณภาพสูง มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ให้ความรู้วิทยาศาสตร์ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ควบคู่กับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น จะทำให้เยาวชนและประชาชนชาวไทยทั่วประเทศได้รับความรู้วิทยาศาสตร์ และมีทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในโลกศตวรรษที่ 21 มีศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาประเทศชาติ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตทั้งภายในประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก อย่างยั่งยืน นำไปสู่การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

ขอขอบคุณ พันธมิตร Good Partnerships ทั้ง 4 หน่วยงานและสำนักงาน กศน. ที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ในการดำเนินงานส่งเสริมให้ประชาชนได้รู้วิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวาง ขอให้การดำเนินงานการพัฒนาการเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ประสบผลสำเร็จ บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดทุกประการ ” ดร.กนกวรรณ กล่าว

ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานทั้ง 4 แห่งในครั้งนี้สอดคล้องกับจุดเน้นของสำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ 2563 ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในการส่งเสริมวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ในการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์เชิงรุก เน้นให้ความรู้วิทยาศาสตร์อย่างง่ายให้แก่ประชาชนในชุมชน รวมทั้งพัฒนาสื่อนิทรรศการและรูปแบบการจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น

“ความร่วมมือในการพัฒนาการเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์ แบ่งเป็นร่วมกันนิทรรศการหมุนเวียนขนาดเล็ก จำนวน 2 เรื่อง คือ นิทรรศการสูงวัยใกล้ตัว และนิทรรศการคณิตศาสตร์รอบตัวเรา หมุนเวียนจัดศูนย์ละ 3 เดือน และสำหรับนิทรรศการหมุนเวียนขนาดใหญ่ จำนวน 1 เรื่อง คือ นิทรรศการคณิตศาสตร์รอบตัวเรา เริ่มตั้งแต่เดือน มกราคม 2563 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นมิติแห่งความร่วมมือที่ดียิ่งในการก้าวไปสู่เป้าหมายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้ง่ายต่อการเข้าถึงผู้เรียนทุกช่วงวัยอย่างสนุกสนาน ไม่จำเจ และเป็นการฝึกฝนกระบวนการคิดให้แก่เยาวชนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่น่าสนใจและมีความหลากหลาย” ดร.ดิศกุล กล่าว

ข่าว :เอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ ,กรรณิกา พันธ์คลอง
ภาพ: สถาพร ถาวรสุข

ศธ.นำเด็กและเยาวชนดีเด่น-นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ เข้ารับโอวาทจากนายกฯ

กระทรวงศึกษาธิการ นำเด็กและเยาวชนดีเด่น และที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ทุกภาค 946 คน จาก 17 หน่วยงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้าคารวะรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563

ชมภาพเพิ่มเติม Facebook ศธ.360 องศา
ชมคลิปน่ารักๆ ที่นี่จ้ะ

(8 มกราคม 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช​ และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ​, นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ., นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา, นางปัทมา วีระวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รวมทั้งผู้บริหาร บุคลากร คณะกรรมการดำเนินงาน นำเด็กและเยาวชนดีเด่น และที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ รวม 946 คน เข้าคารวะและรับโอวาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2563 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีพร้อมให้โอวาทแก่เด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติว่า ทุกคนที่มาอยู่ตรงนี้เป็นบุคคลตัวอย่างที่มีผลงานโดดเด่นจนได้รับการคัดเลือกมาแล้วจากเยาวชนทั่วประเทศกว่า 10 ล้านคน มีความรู้ความสามารถแตกต่างกันไป ขอให้จดจำภาพวันนี้เอาไว้แล้วดูว่าจากวันนี้ไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า ทุกคนจะกลับมายืนหยัดเป็นผู้นำของประเทศในบริบทต่างที่แตกต่างกันตามความเชี่ยวชาญ รวมทั้งขอให้นำโอกาสตรงนี้มาเป็นจุดกระโดดก้าวข้ามสิ่งที่จะมาเป็นอุปสรรคในอนาคต

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเยาวชนมาก เคยกล่าวไว้ว่า “ต้องทำให้เยาวชนของเราเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทย และรักประเทศไทย” แต่หากจะอาศัยเพียงรัฐมนตรีและผู้บริหารคงไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วย ทั้งด้านของครู ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชนมาช่วยกันทำ เริ่มต้นจากการรักประเทศไทย ก่อนจะทำอะไรลงไปต้องคิดและวางแผนให้ดี อย่าทำสิ่งที่อาจส่งผลให้ประเทศเสียหาย เสื่อมเสีย พลาดโอกาสที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า ต้องช่วยกันทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติให้ได้

อย่างไรก็ตาม มีเด็กบางคนที่เก่งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ก็เคยมารับรางวัลเช่นเดียวกับทุกคนในห้องนี้ โดยไม่ได้คิดว่าเมื่อเดินออกจากห้องนี้ไปแล้วจะทำอะไรที่ดีได้ แต่ด้วยความมุ่งมั่น ประกอบกับได้รับฟังคำแนะนำแนวทางการศึกษาต่อจากผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารโรงเรียน ผลักดันให้สามารถไปถึงจุดที่เป็นผู้นำของโลกได้ และยังมีอีกหลายพันคนที่ผ่านกระบวนการจากห้องนี้ออกไป แล้ววันนี้ได้กลับมาเป็นข้าราชการ ผู้สื่อข่าว นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ นักวาดรูป ศิลปิน นักกีฬา นักพูด ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกฝนต่อยอดของแต่ละคน

ทั้งนี้ ไม่ได้ห่วงเพียงเด็กและเยาวชนในห้องนี้เท่านั้น แต่ห่วงใยไปถึงเพื่อนพี่น้องของเยาวชนทุกคน จึงขอให้ทุกเป็นเป็นตัวแทนของประเทศชาติ ช่วยกันหาคนที่มีความสามารถโดดเด่นอีกหลาย ๆ คน มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทย ทำให้วันเด็กที่จะถึงนี้เป็นวันแสดงพลังของเด็กและเยาวชนที่ยิ่งใหญ่ให้ทุกคนได้เห็น พร้อมยืนยันว่าด้วยศักยภาพของบุคลากรทุกคนที่นี่ สามารถนำพาประเทศก้าวไปสู่การเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้ในทุกรูปแบบ

ขณะที่ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อยู่ในมือของทุกคน ซึ่งข้อมูลที่ได้รับมานั้นอาจทำให้ต้องตัดสินใจหลายเรื่อง ขอให้ทุกคนนำข้อมูลมาคิดวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงให้ลึกซึ้งก่อน โดยเชื่อว่าเด็กและเยาวชนจะสามารถคิดได้ และตัดสินใจถูกต้อง รวมถึงในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากนี้ไปชีวิตทรัพย์สมบัติ บ้าน และอนาคตของคนไทยทุกคน อยู่ในมือของเด็กและเยาวชนแล้ว หวังว่าทุกคนจะนำเอาศักยภาพ ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมดมาทำให้สังคมของเราเข้มแข็งขึ้นให้ได้​

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีและมอบโอวาทแก่เด็กและเยาวชนว่า ขอแสดงความชื่นชมเด็กและเยาวชนที่ได้รับรางวัลทุกคน ถือเป็นความภาคภูมิใจ และแสดงให้เห็นถึงการได้รับการอบรมดูแลมาเป็นอย่างดี แสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ขอเป็นกำลังใจให้เด็กและเยาวชนมีการพัฒนาตนเองในด้านที่ถนัดยิ่งๆขึ้นไป เพื่ออนาคตและเกียรติประวัติให้แก่ตัวเองและครอบครัว รวมไปถึงประเทศชาติด้วย

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นทรัพยากรอันมีค่าที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมและแข่งขันกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ได้ ซึ่งจะต้องสร้างการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตด้วย เพราะในปัจจุบันสังคมมีการแข่งขันในทุกด้าน และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงต้องการให้เด็กและเยาวชนทุกคนพัฒนาตัวเองไปพร้อม ๆ กับการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะต้องมีความรู้ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ใฝ่รู้ใฝ่เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรู้จักคุณค่าของเวลา เวลาไหนควรเรียนรู้ เวลาไหนควรเล่นผ่อนคลาย เพราะสิ่งนี้เป็นพื้นฐานในการเติบโตขึ้นเพื่อมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ

อีกทั้งต้องการให้เด็กและเยาวชนรักษาอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ความเป็นไทยอันดีงาม ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนน้อมถ่อมตน ความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจ มีความละเอียดอ่อนทางความรู้สึกและการแสดงออก ซึ่งนอกจากจะเป็นการสืบสานความเป็นชาติไทยแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นที่ชื่นชอบของนานาประเทศ และยังเป็นการช่วยยกระดับเศรษฐกิจประเทศทางหนึ่งอีกด้วย

ปีนี้ได้มอบคำขวัญวันเด็กประจำปี 2563 “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” เพื่อต้องการให้เด็กและเยาวชนน้อมนำไปสู่การปฏิบัติ ตั้งมั่นในความดีต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เคารพกฎหมาย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตน ช่วยเหลือเกื้อกูลสามัคคี​ โดย​มีเป้าหมายเดียวกันคือการเห็นประเทศชาติมีความสุขสงบ มีสันติ และมีการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลปัจจุบัน)

สิ่งที่เป็นห่วงคือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การขับเคลื่อนข้อมูลต่าง ๆ สะดวกรวดเร็วขึ้น แต่ข้อมูลที่ได้รับมานั้นอาจมีทั้งจริงและเท็จ เด็กและเยาวชนควรนำข้อมูลมาคิดวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงให้ลึกซึ้งก่อน เพราะฉะนั้นเด็กและเยาวชนต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ควบคู่กับการมีคุณธรรม ในการที่จะอ่านและสื่อสารต่อ เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดบิดเบือนใจความสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปสู่ความมั่นคงของประเทศได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า แรงหนุนเบื้องหลังที่ช่วยผลักดันเด็กและเยาวชนให้ประสบความสำเร็จ 4 ประการ คือ 1) ครู 2) นักเรียน 3) บุคลากรทางการศึกษา 4) ครอบครัว แต่ทั้ง 4 ส่วนก็ต้องทำงานสอดประสานกัน เพื่อหล่อหลอมทรัพยากรอันมีค่าของประเทศ นั่นก็คือเด็กและเยาวชน ให้มีความพร้อมทั้งทักษะในการดำรงชีวิต ทักษะทางอาชีพ และทักษะการอยู่ร่วมกัน เพื่อก้าวขึ้นมาสู่การเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในศตวรรษที่ 21 สืบต่อไป

ขอบคุณและชื่นชมกระทรวงศึกษาธิการ บุคลากรทุกท่านที่ช่วยเหลืองานรัฐบาลมาหลายปี แต่ขอให้ช่วยดำเนินการเร่งรัดการพัฒนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เป็นปัญหา เนื่องจากมีความหลากหลายทั้งอาชีพ รายได้ และศาสนา จึงมีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้นตามนโยบายที่รัฐบาลให้ไปเป็นนโยบายกว้าง ๆ จึงไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม จึงจำเป็นต้องหาทางออก หานโยบายเฉพาะด้าน เฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน ลงไปโดยตรง วัดผลสำเร็จได้ มีการประเมินแผนงานระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว และต้องทำให้ทันเวลา เพื่อจะได้มีการพัฒนาการศึกษาให้เท่าเทียมกันได้ในอนาคต

ด.ช.ปีติพันธ์ อิทธิวิศวกุล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุรวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นครราชสีมา ตัวแทนเด็กและเยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและให้โอวาทใน พร้อมทั้งกล่าวว่า “ความสำเร็จของเด็กและเยาวชนทุกด้าน มีจุดเริ่มต้นมาจากความสนใจความอยากรู้อยากเห็นในวัยเด็ก พัฒนามาเป็นความชอบ ประกอบกับความใฝ่รู้นำไปสู่การฝึกฝนจนเกิดเป็นความชำนาญ และได้รับการสนับสนุนจากครู ผู้ปกครอง สถานศึกษา ตลอดจนภาครัฐ

ทำให้ความสามารถเหล่านี้ได้กลายเป็นที่ประจักษ์ของสังคม และนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ในนามของตัวแทนเด็กและเยาวชนขอน้อมนำโอวาทของท่านนายกรัฐมนตรีไปปรับใช้เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถต่าง ๆ ที่มีให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติสืบไป”

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้พบปะพูดคุยและให้เกียรติถ่ายภาพหมู่ร่วมกับเด็กและเยาวชนอย่างเป็นกันเอง

ต่อมาเวลา 10.00 น. รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานมอบโล่รางวัล โดยกล่าวให้ข้อคิดแก่เด็กและเยาวชนตอนหนึ่งว่า การมอบโล่รางวัลนี้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเด็กและเยาวชนให้เป็นตัวอย่าง เปิดโอกาสให้เด็กรุ่นหลังเห็นและอยากมีโอกาสแบบนี้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนทุกคน ตลอดจนพยายามทำทุกอย่างร่วมกับผู้บริหาร เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีกิจกรรมต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเด็กและเยาวชนทุกคนทั้งประเทศ ให้มีพลังกาย จิตใจ สติปัญญา ที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย ประสบความสำเร็จในทุกหน้าที่ การงาน การเรียนที่เชี่ยวชาญ รู้จักความกตัญญูต่อผู้ปกครอง รับผิดชอบหน้าที่ของคนไทย เป็นเด็กดีมีวินัย อนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือของเด็กและเยาวชนทุกคน รวมถึงขอให้ทุกคนโชคดีในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563

ปารัชญ์ ไชยเวช, อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กลุ่มสารนิเทศ สป. /่ ถ่ายภาพ

ครูดอยปลื้ม “เสมา 3 “ ดูแลครูผู้เสียสละที่ประสบอุบัติเหตุ

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เคยได้พบและพูดคุยกับ ครูนิวัฒน์ เงินงามมีสุข เรื่องการส่งเสริมประชาชนและนักศึกษาบนดอยในพื้นที่อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ให้ปลูกกาแฟมอโก้คี ซึ่งเป็นพืชร่วมกับป่า โดยไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวและมีผลิตภัณฑ์ ในโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ จนทำให้กลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

และเมื่อคราวลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดตาก เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รู้สึกชื่นชมเพราะนอกจากจะเป็นครูนิเทศที่มีความอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร มีผลงานเชิงประจักษ์หลายด้านแล้ว ครูนิวัฒน์ยังเป็นคนขยันและมุ่งมั่นเข้าไปจัดการศึกษาในพื้นที่สูงและห่างไกลหลายแห่ง ตนเคยพบปะพูดคุยถึงการทำงานของครูบนพื้นที่สูงที่มีความลำบาก

เมื่อได้รับทราบว่า ครูประสบอุบัติเหตุประสานงากับรถยนต์เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยมีอาการกระเพาะปัสสาวะแตก กระดูกเชิงกรานหัก กระดูกขาหัก และต้องรอเข้ารับการผ่าตัดถึง 2 ครั้ง จึงมีความห่วงใยครูของเราเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ประสานงานกับทางโรงพยาบาลให้ช่วยดูแลอย่างดีที่สุด และสอบถามอาการมาโดยตลอด

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้นางสุกัลยา โชคบำรุง เป็นผู้แทนไปมอบกระเช้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บ ซึ่งขณะนี้อาการพ้นวิกฤติแล้ว แต่ยังต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแม่สอด คาดว่าจะต้องใช้เวลารักษาตัวประมาณ 1 เดือน ซึ่งได้ประสานให้ต้นสังกัดดูแลเรื่องสวัสดิการ การลางานเพื่อรักษาตัวให้แก่คุณครูนิวัฒน์ และภรรยาที่ต้องเฝ้าดูแล เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งภรรยาก็เป็นครูศูนย์การเรียนชุมชน”แม่ฟ้าหลวง” บนดอย ในสังกัดของ กศน.อำเภอท่าสองยาง เช่นเดียวกัน

“ได้มอบให้คณะทำงานประสานงานกับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ดูแลเป็นอย่างดีและด้วยความใกล้ชิด ในฐานะที่เป็นคุณครูผู้เสียสละ เป็นคนดีและดูแลนักเรียน นักศึกษาด้วยความทุ่มเท อุตสาหะ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และขอเป็นกำลังใจให้คุณครูหายและแข็งแรงโดยเร็ว กลับมาเป็นกำลังพัฒนาการศึกษาช่วยกัน ทุกข์ก็เห็นหน้า สุขก็เห็นหน้า จะดูแลเป็นขวัญกำลังใจกัน เพราะเราเสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวของคนเสมา “ รมช.ศธ.กล่าว

ครูนิวัฒน์ เงินงามมีสุข กล่าวว่า “ตนและครอบครัวมีความปลาบปลื้มและซาบซึ้งในความห่วงใยจาก ดร.กนกวรรณ เป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าตนและภรรยาที่เป็นแค่ครูดอยเล็ก ๆ ทำงานอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล เพียงได้มีโอกาสรายงานการจัดการศึกษากับท่านเพียงครั้งเดียว ท่านก็ยังจำได้ นึกไม่ถึงว่าท่านเป็นถึงรัฐมนตรี ท่านจะห่วงใย ดูแลครูดอยอย่างพวกเรา ผมขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีกนกวรรณ เป็นอย่างสูงที่เมตตาและดูแล ผมขอสัญญาว่าผมจะตั้งมั่น ตั้งใจทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร นำความรู้และการศึกษาไปสู่เด็กและประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด ให้สมกับความเมตตาจากท่าน”

ครูนิวัฒน์ เป็นครูนิเทศที่มีความอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร มีผลงานเชิงประจักษ์ในการลุยและมุ่งมั่นเข้าไปจัดการศึกษาในพื้นที่สูงและห่างไกลหลายแห่ง เช่น การบุกเบิกนำความรู้สู่กลุ่มชาติพันธุ์ จนสามารถเปิดเป็นศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา”แม่ฟ้าหลวง”(ศศช.) บ้านเซหนะเดอลู่ ศศช.บ้านโจะเก้ปู่ ศศช.ทีหลึคีและห้องเรียนสาขาบ้านมอโก้ใหม่ เพื่อให้เด็กด้อยโอกาสได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และเป็นกำลังหลักในการจัดอบรมให้ความรู้ด้านยาเสพติดเนื่องจากในพื้นที่มียาเสพติดโดยเฉพาะฝิ่นทำให้มีประชาชนบางส่วนเลิกฝิ่นได้

นอกจากนี้ยังเป็นผู้ประสานงานสร้างป่าสร้างรายได้ ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอท่าสองยางปลูกพืชร่วมกับป่าโดยไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวและมีผลิตภัณฑ์โครงการสร้างป่า คือ กาแฟมอโก้คีซึ่งทำให้กลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้น ริเริ่มดำเนินการทำการบวชป่าเพื่อเป็นการสร้างจิตวิทยาในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และเพื่อให้ชาวบ้านไม่กล้าไปตัดต้นไม้ เป็นผู้นำชาวบ้านในการจัดทำโครงการสร้างฝายชะลอน้ำโดยส่งเสริมให้มีการก่อสร้างฝายชะลอน้ำทั้ง 5 หมู่บ้านในเขตรับผิดชอบ เพื่อเป็นการชะลอการไหลของน้ำและเป็นการรักษาระบบนิเวศในบริเวณนั้น ๆ ให้มีความชุ่มชื้นโดยหมู่บ้านที่แก้ไขปัญหาน้ำไม่พอใช้โดยการสร้างฝายชะลอน้ำ คือ บ้านเซหนะเดอลู่ นำร่องและขับเคลื่อนโครงการฟังพูดภาษาไทยโดยใช้สื่อมัลติมีเดียโดยการฉายหนังคาราโอเกะหอกระจายข่าวและสนทนา

ที่สำคัญ คือ ได้เป็นผู้ถวายรายงานรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ศศช.บ้านมอโก้คี ศศช.ขะเนจื้อคี ศศช.บ้านทีกอโกล และถวายรายงานโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ทุกปี

สำหรับภรรยา คือ นางรัชนก เงินงามมีสุข หรือครูปู เคยเป็นข่าวโด่งดังเมื่อปี 2559 ด้วยการแบกเด็กนักเรียนที่ป่วยหนัก ขี่คอ แบกจากบนดอยลงมาเพื่อรักษา ณ โรงพยาบาลท่าสองยาง เพราะป่วยหนักจนอาการปลอดภัย และได้รับยกย่องเป็นคนดีศรีเมืองตาก

นับว่าเป็นครอบครัวครูดอย ครูดีสำหรับนักศึกษา และประชาชน ของ กศน.ที่มีความเสียสละอย่างแท้จริง

ข่าว : เอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ

ศธ.เชิญร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ปีที่ 65 ของรางวัลกว่าแสนชิ้น

กระทรวงศึกษาธิการ ขอเชิญร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ปีที่ 65 ภายใต้แนวคิด “Wonderful Kids สุดยอดเด็กไทย” ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน ปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่ ของรางวัลกว่า 100,000 ชิ้น พร้อมอาหาร-เครื่องดื่ม ฟรี! ตลอดงาน สถานที่จอดรถเพียบ ตั้งแต่เวลา 07.00 – 17.00 น.

สำหรับปีนี้ มีกิจกรรมบริเวณโดยรอบกระทรวงศึกษาธิการ 3 โซนหลัก ดังนี้

  • โซนที่ 1 : Citizen Kids : พลเมืองเด็ก (บริเวณสนามหญ้าและในกระทรวงศึกษาธิการ) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของเด็กไทยยุคใหม่ที่มีความรัก ความสามัคคี รู้จักหน้าที่ของตนเอง และปฏิบัติตนตามกฎระเบียบของสังคมได้อย่างถูกต้อง
  • โซนที่ 2 : Digital Kids : เด็กยุคดิจิทัล (บริเวณถนนราชดำเนินนอก) เป็นโซนกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความทันสมัย การรู้จักใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อการเรียนรู้และการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล
  • โซนที่ 3 : Environmental Kids : เด็กรักษ์สิ่งแวดล้อม (บริเวณถนนลูกหลวง) เป็นโซนกิจกรรมที่ให้เด็กและเยาวชนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ทำกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

ที่สำคัญ.. ฟรีตลอดงาน พร้อมอำนวยความสะดวกสบายในสถานที่จอดรถ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 0 2628 6179 และ 0 2628 5651