ศธ.แต่งตั้ง “วรัท พฤกษาทวีกุล” เป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

ปลัด ศธ. “สุภัทร จำปาทอง” ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สป. 705/2564 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2564 เรื่อง แต่งตั้งหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ โดยแต่งตั้งให้ นายวรัท พฤกษาทวีกุล เป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

สำนักการลูกเสือฯ จัดประชุมส่งเสริมศักยภาพบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาด ภาคตะวันออก-ตะวันตก ผ่านระบบออนไลน์

(1 ตุลาคม 2464) นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมปฏิบัติการส่งเสริมศักยภาพบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาด ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นภาคสุดท้ายของการประชุม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 3 ตุลาคม 2564

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เป็นโอกาสอันดีที่บุคลากรเครือข่ายยุวกาชาดภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ได้ปรับพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ ในหลักการ แนวปฏิบัติ และวิธีดำเนินกิจกรรม ให้ถูกต้อง ทันสมัย สามารถนำไปถ่ายทอด ให้คำปรึกษา แนะนำ กับผู้เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมยุวกาชาดในสถานศึกษา ซึ่งจะส่งผลให้การจัดกิจกรรมยุวกาชาดในสถานศึกษาเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

“จากการดำเนินงานจัดโครงการในแต่ละภูมิภาคที่ผ่านมา ทั้งภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ พบว่าบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาดให้ความสำคัญในเรื่องของกิจกรรมยุวกาชาดเป็นอย่างดี มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวปฏิบัติงาน และการดำเนินกิจกรรมของแต่ละพื้นที่ รวมถึงปัญหาอุปสรรค แนวทางแก้ไข และถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้สู่การปฏิบัติงานของเครือข่าย ยุวกาชาด เกิดการพัฒนาแนวทางในการทำงานรูปแบบใหม่ ที่จะช่วยให้กิจกรรมยุวกาชาดดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องยิ่งขึ้นไป” รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

ผลการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 10/2564

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 10/2564 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน 2564 โดยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

เห็นชอบวิธีการดำเนินการบริหารจัดการสอบบรรจุครูผู้ช่วย ปี 2564

ที่ประชุมเห็นชอบวิธีการดำเนินการบริหารจัดการ สอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี พ.ศ. 2564 โดยมอบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการจัดสอบภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป และภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ในอำนาจหน้าที่ของ กศจ. และ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ การใดที่ กศจ. ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ว 14/2564 ไปแล้ว ให้ส่งมอบให้ สพฐ. เพื่อดำเนินการต่อไป

จากการที่ สพฐ. ได้ดำเนินการเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี พ.ศ. 2564 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ก และภาค ข เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ปรากฏว่าเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี พ.ศ. 2564 ได้ตามกำหนดการสอบเดิม ทำให้เกิดผลตามมาในด้านคุณภาพของการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา คุณภาพของผู้เรียน และการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของทั้งประเทศ

ดังนั้น เพื่อให้การสอบแข่งขันฯ สามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพได้ในสภาวการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยเป็นไปตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.)

จึงให้ผู้มีสิทธิสอบ ภาค ก และ ภาค ข ตามที่ได้ประกาศรายชื่อไว้แล้ว แจ้งความประสงค์ในการเข้าสอบในจังหวัดที่ตนเองพักอาศัยในปัจจุบัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายของผู้เข้าสอบในการเดินทางไปสอบในจังหวัดที่ได้ยื่นใบสมัครไว้

อนุมัติหลักเกณฑ์ฯ คัดเลือกรอง-ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพฯ

ที่ประชุมอนุมัติ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

เนื่องจาก ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ (ว 3 /2564) โดยมีผลใช้บังคับทันที ประกอบกับหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ ที่กำหนดไว้เดิม ได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕9 ซึ่งปัจจุบันบริบทต่าง ๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป และเพื่อให้หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกเป็นไปแนวทางเดียวกันกับคัดเลือกตำแหน่งอื่น ๆ ในสายงานบริหารการศึกษา จังได้ปรับหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร โดยคำนึงถึงบริบทของลักษณะงานที่รับผิดชอบ สามารถคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจลักษณะงานของการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาอัธยาศัย และนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีสาระสำคัญของหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังนี้

1. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือก

  • ผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือกต้องเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน กศน. และปัจจุบันต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งเดียวกันกับตำแหน่งที่สมัครเข้ารับการคัดเลือก
  • คุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
  • เป็นผู้มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.4/ว 3 ลงวันที่ 26 มกราคม 2564

2. กำหนดหลักสูตรการคัดเลือก ประกอบด้วย 3 ภาค ดังนี้

  • ภาค ก ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการบริหารงานในหน้าที่ การวิเคราะห์กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและการนำไปใช้ (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)
  • ภาค ข ความสามารถทางการบริหาร (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)
  • ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)

3. เกณฑ์การตัดสิน

  • ผู้ผ่านการคัดเลือกต้องได้คะแนน ภาค ก และภาค ข แต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 และรวมทั้งสองภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และประกาศรายชื่อเรียงลำดับตามเลขประจำตัวสอบ เพื่อเข้ารับการประเมิน ภาค ค
  • ผู้ผ่านการคัดเลือกต้องได้คะแนน ภาค ค ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50
  • ผู้ได้รับการคัดเลือกต้องได้คะแนนรวม ภาค ก ภาค ข และภาค ค ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และให้ประกาศรายชื่อโดยเรียงลำดับที่จากผู้ที่ได้คะแนนรวมจากมากไปหาน้อย                                    

4. ให้ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้กำหนดจำนวนตำแหน่งว่างที่จะใช้บรรจุและแต่งตั้ง วันและเวลาในการคัดเลือก องค์ประกอบ ตัวชี้วัด คะแนนการประเมิน ภาค ข และ ภาค ค และการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งการบริหารจัดการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ และเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือก ทั้งนี้ อาจมอบสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือตั้งคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินการคัดเลือกได้

5. กำหนดระยะเวลาการขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือก ไม่เกิน 2 ปี

6. กำหนดให้ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ ต้องได้รับการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษาเป็นระยะเวลา 1 ปี

เห็นชอบการกำหนดตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่า ตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะ

สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกตำแหน่งและทุกสายงานขึ้นใหม่ ตาม ว 3/2564 โดยยกเลิกมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะฯ ว 17/2548  ที่ใช้อยู่เดิม

ก.ค.ศ. พิจารณาเห็นว่าเมื่อปรับปรุงมาตรฐานตำแหน่งฯ ใหม่ จึงต้องมีการพิจารณากำหนดตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่า ให้สอดคล้องตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะฯ ที่กำหนดขึ้นใหม่ด้วย โดยที่ประชุมได้พิจารณาให้กำหนดตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่าเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง เพื่อใช้สำหรับการสรรหาบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา แต่มิได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะไว้ เนื่องจากคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะนั้น ได้ถูกกำหนดไว้ในมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะฯ ว 3/2564 แล้ว

สำหรับการกำหนดตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่าเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น มีจำนวน 11 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

  1. ครู
  2. รองผู้อำนวยการสถานศึกษา
  3. ผู้อำนวยการสถานศึกษา
  4. รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
  5. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
  6. รองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/รองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.กรุงเทพมหานคร
  7. ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.กรุงเทพมหานคร
  8. ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ
  9. รองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด
  10. ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด
  11. ศึกษานิเทศก์

โดยกำหนดตำแหน่งที่เทียบเท่าไว้เช่นเดิม ซึ่งเป็นตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ข้าราชการครู พ.ศ. 2523 เพื่อให้ผู้ที่สามารถเข้าสู่ตำแหน่งนั้น สามารถเข้าสู่ตำแหน่งเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ

อนุมัติหลักเกณฑ์ฯ บริหารอัตรากำลังในสถานศึกษา สพฐ.

ที่ประชุมอนุมัติ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งเพื่อบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

เนื่องจากจำนวนการเกิดของประชากรในอนาคตที่มีจำนวนลดลง ทำให้จำนวนประชากรที่จะเข้าเรียนลดลง ประกอบกับมีการปรับปรุงการปฏิรูปการศึกษา และปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลให้อนาคตจะมีสถานศึกษาขนาดเล็กกระจายตัวอยู่นอกเขตเมืองเพิ่มมากขึ้น

ก.ค.ศ. จึงได้กำหนดเกณฑ์อัตราฯ ตาม ว 23/2564 ขึ้น ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว ได้กำหนดให้มีครูในสาขาวิชาเอกต่าง ๆ เพียงพออย่างเหมาะสม ไม่เกิดการกระจุกตัวของครูในสาขาใดสาขาหนึ่ง

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายในการควบรวมสถานศึกษา และได้มีการกำหนดตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาเกิดขึ้นในสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป ส่งผลทำให้อัตรากำลังสายงานการสอนของสถานศึกษาขนาดต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไป

ก.ค.ศ.จึงได้ศึกษา วิเคราะห์หลักเกณฑ์และวิธีการเกลี่ยอัตรากำลังฯ ที่มีอยู่เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์อัตรากำลังที่กำหนดใหม่ และเพื่อประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนและสามารถตอบโจทย์ด้านการบริหารสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว ได้กำหนดวิธีการบริหารอัตรากำลังฯ ออกเป็น 3 กลุ่ม ตามรายละเอียดดังนี้

  • กลุ่มที่ 1 การบริหารอัตรากำลัง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการควบรวมสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรณีการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน ไปกำหนดในสถานศึกษาแห่งใหม่ ทำได้ทั้งภายในจังหวัด และต่างจังหวัด มี 2 วิธี
    – วิธีที่ 1 ตัดโอนตำแหน่งฯ สายงานการสอนจากสถานศึกษา ที่ยุบ รวม เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานไปกำหนดเป็นสายงานการสอน ในสถานศึกษาแห่งใหม่ ที่มีอัตรากำลังสายงานการสอนต่ำกว่าเกณฑ์
    – วิธีที่ 2 ตัดโอนตำแหน่งฯ สายงานบริหารสถานศึกษาจากสถานศึกษา ที่ยุบ รวม เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปกำหนดเป็นสายงานการสอนหรือสายงานบริหารสถานศึกษา ในสถานศึกษาแห่งใหม่ที่มีอัตรากำลังสายงานการสอนหรือสายงานบริหารสถานศึกษาต่ำกว่าเกณฑ์
  • กลุ่มที่ 2 การบริหารอัตรากำลัง เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการตามเกณฑ์อัตรากำลัง ว 23/2563 ที่ต้องการให้โรงเรียนมีครูที่เหมาะสมกับภาระงาน และมีครูครบในสาขาวิชาเอก แบ่งได้เป็น 2 วิธี
    – วิธีที่ 1 “การปรับปรุงการกำหนดตำแหน่ง” ซึ่งจะกระทำได้ภายในสถานศึกษานั้น เท่านั้น ได้แก่ 1) ปรับปรุงสายงานการสอนเป็นสายงานการสอน 2) ปรับปรุงสายงานการสอนเป็นสายงานบริหารสถานศึกษา และ 3) ปรับปรุงสายงานบริหารสถานศึกษาเป็นสายงานการสอน ทั้งนี้ สถานศึกษานั้น ๆ ต้องมีอัตรากำลังสายงานที่รับการปรับปรุงต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนด
    – วิธีที่ 2 “การตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน” เป็นการตัดโอนไปกำหนดในสถานศึกษาแห่งใหม่ ซึ่งจะกระทำได้ภายในจังหวัดเท่านั้น เท่านั้น ได้แก่ 1) ตัดโอนสายงานการสอนเป็นสายงานการสอน 2) ตัดโอนสายงานการสอนเป็นสายงานบริหารสถานศึกษา และ 3) ตัดโอนสายงานบริหารสถานศึกษาเป็นสายงานการสอน ทั้งนี้ สถานศึกษาที่รับการตัดโอนต้องมีอัตรากำลังสายงานที่รับการตัดโอนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนด
  • กลุ่มที่ 3 การบริหารอัตรากำลัง กรณีกระทรวงศึกษาธิการอนุมัติให้ถ่ายโอนไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นกรณีการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน ไปกำหนดในสถานศึกษาแห่งใหม่ ได้ทั้งภายในจังหวัดและต่างจังหวัด

เห็นชอบระเบียบ ก.ค.ศ. เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ 3,000 บาท

ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ. เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษจากสภาพการทำงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ….

ตามที่มาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 บัญญัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอาจได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตามระเบียบที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี รวมถึงแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 ยุทธศาสตร์ที่ 6 การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา กำหนดให้สำนักงาน ก.ค.ศ. เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการพัฒนาระบบเงินเดือนและค่าตอบแทน สำหรับครูที่มีสมรรถนะสูง และครูที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร เสี่ยงภัย และพื้นที่พิเศษ

ก.ค.ศ. ได้นำรายละเอียดข้อมูลที่ได้ศึกษาจากการลงพื้นที่เพื่อดูสภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่จริง มาวิเคราะห์และพิจารณาแนวทางการกำหนดอัตราเงินเพิ่มพิเศษสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ อดทนสูง มีความยากลำบาก ตรากตรำในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตลอดจนต้องใช้ความรู้ ความชำนาญ และความเอาใจใส่ต่อผู้เรียนเป็นพิเศษ ซึ่งสมควรกำหนดให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ โดยมีสาระสำคัญของ (ร่าง) หลักเกณฑ์ฯ ดังนี้

  1. กำหนดเหตุพิเศษ จากปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ อดทนสูง ขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง มีความยากลำบาก ตรากตรำ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือการบริหารจัดการสถานศึกษา มีความเคร่งเครียด กดดัน หรือต้องดูแลกลุ่มผู้เรียนพักนอนในสถานศึกษาหรือผู้เรียนกลุ่มชาติพันธุ์ (กำหนดจากปัจจัยที่ 1 สภาพการปฏิบัติงาน) ทั้งนี้ นักเรียนพักนอน หมายถึง ผู้เรียนที่ศึกษาและต้องพักนอนอยู่ในสถานศึกษา เนื่องจากไม่สามารถเดินทางไป-กลับระหว่างสถานศึกษาและบ้านพักได้ภายในวันเดียวกัน เนื่องจากความยากลำบากในการเดินทาง โดยความเห็นชอบของส่วนราชการต้นสังกัดและโดยอนุมัติของ ก.ค.ศ. และกลุ่มชาติพันธุ์ หมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด
  2. ผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่ม ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอน และสายงานผู้บริหารสถานศึกษา ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษา ดังนี้
    (1) สถานศึกษาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูฯ พ.ศ. 2547
    (2) โรงเรียนสาขา/ห้องเรียนสาขาที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด
    (3) สถานที่จัดการเรียนการสอนที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด
    โดยอนุมัติของ ก.ค.ศ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ กศจ. ที่ได้รับมอบหมาย โดยสถานศึกษาต้องมีพื้นที่ตั้งเป็นเกาะ หรือบนภูเขาสูง หรือหุบเขา หรือเชิงเขา ที่ไม่สามารถเดินทางด้วยพาหนะใด ๆ ได้สะดวกตลอดปี หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ หรือพื้นที่อื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด
  3. อัตราเงินเพิ่ม 3,000 บาท/เดือน โดยให้จ่ายเป็นรายเดือนในลักษณะจ่ายควบกับเงินเดือน และไม่นำไปรวมคำนวณบำเหน็จบำนาญ กรณีปฏิบัติงานไม่เต็มเดือน ให้ได้รับเงินเพิ่มตามส่วนของจำนวนวันที่ได้ปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ ให้ดำเนินการนำ (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ. เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษจากสภาพการทำงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. …. เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

ภาพ/ข่าว :
กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ สำนักงาน ก.ค.ศ.

ปลัด ศธ. มอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2564

(30 กันยายน 2564) นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธียกย่องเชิดชูเกียรติให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2564 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ผ่านระบบออนไลน์

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวขอบคุณผู้เกษียณอายุราชการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 385 คน ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่มาด้วยความเสียสละ อุทิตตนเพื่องานในหน้าที่ และทำคุณประโยชน์ในการจัดการศึกษาของชาติตามภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ และยินดีที่ทุกคนเดินทางมาถึงเส้นชัยด้วยความภูมิใจ

ในปีนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีผู้เกษียณอายุราชการ จำนวน 385 คน ประกอบด้วยข้าราชการพลเรือนสามัญ 62 คน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 264 คน และลูกจ้างประจำ 59 คน

สำหรับข้อมูลผู้เกษียณอายุ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ต้องพ้นจากราชการเพราะครบเกษียณอายุ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จำนวนทั้งสิ้น 20,302 ราย
รายชื่อผู้เกษียณอายุราชการ ปี 2564

นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตัวแทนผู้เกษียณอายุราชการ กล่าวขอบคุณทุกความร่วมมือตลอดการปฏิบัติราชการ จนมาถึงวันเกษียณอายุราชการวันนี้ เส้นทางการทำงานกว่าจะได้มาเป็นผู้บริหารระดับสูงนั้น เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูง ต้องยอมรับว่าเต็มไปด้วยพงหนาม อาจทำให้ก้าวอย่างช้า ๆ แต่ตนมีความภูมิใจและไม่ได้รู้สึกเสียดายหรือเสียใจ เพราะยึดหลักการทำงาน “ถูกใจเป็นรอง ถูกต้องเป็นหลัก” จนอาจจะเสียบางอย่างไปบ้าง แต่ทำให้รอดพ้นจากพงหนามตลอดชีวิตราชการมาได้ จึงฝากให้ข้าราชการทุกคนปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง วางตัวให้เหมาะสม “อย่าทำงานตามเขาบอก อย่าลอกจากของเก่า” ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองและพึ่งตนเองให้มากที่สุด จะทำให้มีความสุขกับชีวิตราชการต่อไปได้

สำหรับการมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้เกษียณราชการ ประจำปีนี้ เนื่องจากอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงไม่สามารถดำเนินการจัดพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้เกษียณราชการตามที่เคยปฏิบัติมา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการจึงจัดส่งใบประกาศเกียรติคุณฯ ทางไปรษณีย์ ให้แก่หน่วยงานต้นสังกัดของผู้เกษียณอายุราชการ ประกอบด้วย ส่วนกลาง ได้แก่ สป. สำนักงาน ก.ค.ศ. สำนักงาน กศน. และ สช. จำนวน 261 คน สำหรับภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานศึกษาธิการภาค และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 124 คน

อิชยา กัปปา /สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ /ภาพ

สำนักการลูกเสือฯ จัดประชุมส่งเสริมศักยภาพบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาด ภาคเหนือ ผ่านระบบออนไลน์

สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดประชุมปฏิบัติการส่งเสริมศักยภาพบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาด ภาคเหนือ ผ่านระบบออนไลน์ เน้นสร้างความเข้มแข็งวิทยากรเครือข่าย ขับเคลื่อนพัฒนากิจกรรมยุวกาชาดสู่มาตรฐานทั่วประเทศ

(29 กันยายน 2564) นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมปฏิบัติการส่งเสริมศักยภาพบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาด ภาคเหนือ ผ่านระบบออนไลน์ ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจกรรมเยาวชน “ผิน แจ่มวิชาสอน”

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า โครงการประชุมปฏิบัติการส่งเสริมศักยภาพบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาดฯ จัดขึ้น เพื่อให้วิทยากรเครือข่ายยุวกาชาดที่ประจำอยู่ในแต่ละพื้นที่ ได้ปรับพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ แนวปฏิบัติ และวิธีดำเนินกิจกรรมให้ถูกต้อง ครบถ้วน และนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดสู่ผู้บริหารและครูผู้สอนกิจกรรมยุวกาชาดในสถานศึกษาได้ ซึ่งจะส่งผลให้การจัดกิจกรรมยุวกาชาดในสถานศึกษาเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับอุปสรรค แนวทางการแก้ไขปัญหาในการจัดกิจกรรมยุวกาชาดในสถานศึกษาของแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์อันดี สร้างความเข้มแข็งให้กับวิทยากรเครือข่ายยุวกาชาด สร้างความเชื่อมั่น ความศรัทธาในการปฏิบัติหน้าที่วิทยากรเครือข่าย และความศรัทธาต่อกิจกรรมยุวกาชาด

กลุ่มส่งเสริมและพัฒนายุวกาชาด สป./ข้อมูล

กศน.ระดมความคิดเห็น ร่วมพัฒนาหลักสูตร กศน. ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกช่วงวัย

(27-28 กันยายน 2564) นายภูมิพัทธ เรืองแหล่ รองเลขาธิการ กศน. เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดโดยกลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา สำนักงาน กศน. เพื่อเปิดเวทีระดมสมองเกี่ยวกับภาพอนาคตของการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในประเด็นหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สมรรถนะของผู้เรียน โครงสร้างหลักสูตร เนื้อหา ระยะเวลาเรียน การจัดการเรียนรู้ การจัดกระบวนการเรียนรู้ สื่อประกอบการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียน และการจบหลักสูตรการพัฒนาหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (หลักสูตรฐานสมรรถนะ)

โดยมีนายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาหลักสูตร, นายคมกฤช จันทร์ขจร ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา, นางศุทธินี งามเขต ที่ปรึกษาด้านหลักสูตรการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, รศ.วิกร ตัณฑวุฑโฒ ผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, นางสาวพรทิพย์ อึ้งสมรรถโกษา คณะกรรมการส่งเสริม สนับสนุนและประสานความร่วมมือการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, นายนรา เหล่าวิชยา อดีตศึกษาธิการภาค 17, รศ.ชนกนารถ บุญวัฒนะกุล ผู้อำนวยการสำนักการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และนางเอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานด้านการศึกษาต่าง ๆ ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองของผู้ทรงคุณวุฒิ ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 สำนักงาน กศน.

นายภูมิพัทธ เรืองแหล่ รองเลขาธิการ กศน. กล่าวตอนหนึ่งว่า การรับฟังความคิดเห็น มุมมอง ภาพอนาคตการจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และความคิดเห็น มุมมอง เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร จากผู้ทรงคุณวุฒิในภาคส่วนต่าง ๆ ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนสำหรับการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ปรับปรุงการเรียนการสอนของผู้เรียน กศน. เพื่อไปสู่เป้าหมายการพัฒนาการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตให้กับคนทุกช่วงวัย ตอบโจทย์สังคมและโลก ให้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีคุณภาพ โดยข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มีการศึกษาและยกร่างกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ กศน.ในครั้งนี้ ในภาพรวมนับว่ามีความครอบคลุม ถือว่าเดินมาถูกทาง ให้เดินหน้าการพัฒนาหลักสูตรต่อไป เพื่อให้การจัดการศึกษาสามารถพัฒนาประชาชนได้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมประเทศและสังคมโลก

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนจาก “หลักสูตรมาตรฐาน” เป็น “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ต้องกำหนดเป้าหมาย มุ่งไปที่สมรรถนะของผู้เรียนเป็นสำคัญ ว่าจะต้องทำอะไรได้ เน้นทักษะ และยึดความสามารถของผู้เรียนที่พึงปฏิบัติได้เป็นหลักให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ อาจมีการปรับวิธีการโดยการกำหนดสถานการณ์ นำมาปรับเป็นการสอน และปฏิบัติจริง วิธีการเรียนการสอนแตกต่างกัน ซึ่งสามารถออกแบบบริหารจัดการเองได้ จึงจะได้ผลลัพธ์เป็นสมรรถนะที่ควรจะเป็นของ กศน.

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญของการพัฒนาหลักสูตร ประการหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย คือใคร ต้องการอะไร ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ มีปัญหาเรื่องอะไร ต้องตอบโจทย์เหล่านั้นด้วย รวมทั้งการระดมความคิดเห็นจากผู้สำเร็จในด้านอาชีพต่าง ๆ ในขณะเดียวกัน การพัฒนาหลักสูตร กศน.ต้องดูหลักสูตรของหน่วยงานอื่น เพราะต้องเทียบเคียงกัน

จากสถิติข้อมูลที่รายงานพบว่า ในปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายผู้เรียน กศน. นั้นมีช่วงอายุน้อยลง คือ อายุ 16-19 ปี จึงจำเป็นที่ควรมีการศึกษาข้อมูลประชากรเพิ่มเติมจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เกี่ยวกับช่วงอายุต่าง ๆ ในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย จึงจะสามารถออกแบบการจัดการศึกษาให้มีความสอดคล้องจำนวนผู้เรียน ตามดัชนี 3 ตัวของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (ระบบนิเวศของการจัดการเรียนรู้ , การเรียนรู้ของบุคคล, ดัชนีการเรียนรู้) และข้อมูลการออกกลางคันของนักเรียนในระบบ เป็นต้น สำหรับข้อเสนอแนะจากเวทีความคิดเห็นในครั้งนี้ ทางคณะทำงานจะนำไปปรับปรุงให้มีความครอบคลุมในการพัฒนาหลักสูตรมากขึ้น

รศ.วิกร ตัณฑวุฑโฒ ผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ขอชื่นชมคณะทำงานฯ ที่ได้มีการศึกษาและเรียบเรียงข้อมูลต่างๆได้เป็นอย่างดี ซึ่งการจัดทำหลักสูตรในครั้งนี้ ต้องมีการศึกษากฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกฎหมายใหม่และกฎหมายเดิม ต้องสามารถเทียบเคียงกับหลักสูตรพื้นฐานได้ ต้องมีมาตรฐาน แต่สามารถยืดหยุ่นได้ และการแนะแนวนั้น ไม่ใช่เป็นการแนะแนวแค่การเรียนตามหลักสูตร ควรสามารถแนะแนวต่อการประกอบอาชีพได้ การวัดและประเมินผล ต้องสามารถวัดและประเมินผลสมรรถนะได้ และต้องเตรียมบุคลากรให้พร้อมต่อการพัฒนาหลักสูตรในครั้งนี้

รศ.ดร.ชนกนารถ บุญวัฒนะกุล ผู้อำนวยการสำนักการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า การจัดทำหลักสูตรฐานสมรรถนะ ต้องสามารถแยกได้ว่าผู้เรียนจะมีสมรรถนะอะไรที่เหมือนกันและต่างกัน ต้องมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย เพราะเนื่องจากกลุ่มเป้าหมายมีความหลากหลาย การจัดทำหลักสูตรต้องสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายได้ ควรวิเคราะห์ว่าการจัดศึกษาของ กศน. นั้นมีอะไรที่เป็นจุดเด่นและต้องมีการพิจารณาว่าสมรรถนะใดที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง

นางสาวพรทิพย์ อึ้งสมรรถโกษา คณะกรรมการส่งเสริม สนับสนุน และประสานความร่วมมือการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และตัวแทนจากภาคเอกชน กล่าวว่า การยกร่างกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ กศน. นี้ ถือว่ามีความครอบคลุมและชัดเจน แต่ในส่วนของรายละเอียด อยากให้มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลดลงของจำนวนผู้เรียน เพราะอาจจะส่งผลต่อการพัฒนาหลักสูตรในครั้งนี้ในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่เก็บจากการตกหล่นจากในระบบอย่างเดียว เราต้องรู้ว่าใครคือลูกค้า ลูกค้าต้องการอะไร และ กศน.จะตอบสนองลูกค้าอย่างไร การพัฒนาหลักสูตรในครั้งนี้ จึงต้องให้ผู้เรียนมีจุดหมายใช้ชีวิตให้มีประโยชน์ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ซึ่งเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต้องมีความยืดหยุ่น ลดกรอบ ลดเกณฑ์ การจัดการเรียนรู้ก็ต้องไม่ใช่จัดการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่แต่เพียงอย่างเดียว การกำหนดสมรรถนะ มีมุ่งความมุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถใช้ชีวิตเป็น ต้องมีการปรับเปลี่ยนบทบาทความเป็นครู ให้อยู่ในรูปแบบ Coaching ให้กับผู้เรียน และต้องมีพัฒนาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง สำนักงาน กศน. ต้องมีแหล่งเรียนรู้ที่ส่งเสริม และสนับสนุนให้พร้อมต่อการพัฒนาหลักสูตรในครั้งนี้ รวมถึงสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆให้เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้

นางเอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า กศน.ได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นับเป็นเวลามากว่า 12 ปีแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการพัฒนา ปรับปรุงหลักสูตรหลักสูตรขั้นพื้นฐานของ กศน. ใหม่ ซึ่งได้เริ่มมาระยะหนึ่งและได้ยกร่างสมรรถนะของผู้เรียนการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็น 4 สมรรถนะ ประกอบด้วย การคิดเป็น การจัดการตนเอง การสื่อสารและความเป็นพลเมือง ทั้ง 4 สมรรถนะนี้ เป็นร่างสมรรถนะที่ กศน.ยังต้องรับฟังความคิดเห็นของบุคคลกลุ่มต่าง ๆ เพราะผู้เรียน กศน. มีหลายกลุ่ม เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ทหารกองประจำการ ผู้พิการ เด็กชาวเขา ชาวเล เป็นต้น ดังนั้น จะต้องมีการทบทวนตรวจสอบในวงกว้าง รวมทั้งการรวบรวมสาระสำคัญต่างๆที่จะนำมาเป็นข้อมูลในการยกร่างกรอบหลักสูตรในประเด็นต่าง ๆ ต่อไป เพื่อให้เป็นหลักสูตรที่สามารถตอบโจทย์ของผู้ใช้บริการ ให้สามารถต่อยอดการพัฒนาตนเอง การพัฒนาชีวิต การทำงาน และการประกอบอาชีพได้เต็มตามศักยภาพ ตามความถนัด และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของประเทศและโลก

ขอบคุณภาพ/ข่าว : กลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา สำนักงาน กศน.

สป.ศธ.จัดโครงการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับพระเกียรติคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และสืบสานงานจิตอาสา

(27 กันยายน 2564) นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับพระเกียรติคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและสืบสานงานจิตอาสา โดยนายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวรายงาน รวมทั้งข้าราชการและบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมกิจกรรมผ่านระบบออนไลน์ จำนวน 120 คน

การดำเนินโครงการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการและบุคลากรของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ได้รับความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์กับประวัติศาสตร์ชาติไทยเพิ่มขึ้น สร้างการรับรู้และสร้างความตระหนักรู้ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงต้องการให้ข้าราชการได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมจิตอาสาในด้านต่าง ๆ และสามารถปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมช่วยเหลือสังคมต่อไป

ทั้งนี้ ได้กำหนดวิธีการสร้างการรับรู้ให้แก่ข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ เป็นรูปแบบออนไลน์ แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 กิจกรรม คือ การให้ความรู้การสืบสานงานด้านจิตอาสาจากวิทยากรจิตอาสา 904 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมจิตอาสาผ่านรายการวิทยุ ณ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา สำนักงาน กศน.

อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

ภาพ : คณะทำงานโครงการ

สำนักการลูกเสือฯ จัดประชุมส่งเสริมศักยภาพบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาดออนไลน์ ภาคกลาง

(24 กันยายน 2564) นายโอฬาร เก่งรักษ์สัตว์ ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดการประชุมปฏิบัติการส่งเสริมศักยภาพบุคลากร เครือข่ายยุวกาชาดออนไลน์ (ภาคกลาง) เต็มรูปแบบยุค New Normal ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจกรรมเยาวชน “ผิน แจ่มวิชาสอน”

นายโอฬาร เก่งรักษ์สัตว์ ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สป. กล่าวว่า การดำเนินงานด้านยุวกาชาด จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายทั่วประเทศ การสร้างเครือข่ายเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน เกิดการรับรู้และมุมมองใหม่ ๆ มีวิสัยทัศน์ ลดและแก้ปัญหาข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน

กิจกรรมยุวกาชาดจะขับเคลื่อนได้ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชายุวกาชาด ผู้ซึ่งมีความรู้ ความเข้าในหลักการ แนวปฏิบัติและวิธีการดำเนินกิจกรรมได้เป็นอย่างดี ถือเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนากิจกรรมยุวกาชาดร่วมกันของบุคลากร ในการถอดบทเรียนและประสบการณ์จากบุคคลหรือองค์กรปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน สร้างความร่วมมือ และทำงานในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เสมือนการเปิดประตูสู่โลกภายนอก เพื่อให้กิจกรรมยุวกาชาดดำเนินไปสู่จุดหมายอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

การประชุมปฏิบัติการในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายใหม่ของสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน ซึ่งได้ดำเนินการจัดในรูปแบบออนไลน์ครั้งแรก ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid-19) เป็นการสื่อสารให้ความรู้และประสานงานรูปแบบใหม่ที่สามารถส่งต่อความรู้สู่บุคลากรเครือข่ายที่จะส่งต่อกระบวนการพัฒนาการจัดกิจกรรมยุวกาชาดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสู่การปฏิบัติกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี ตามภารกิจของสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน

นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังที่จะพัฒนาศักยภาพบุคลากรเครือข่ายยุวกาชาดทั่วประเทศ ให้รับทราบแนวทางการจัดกิจกรรมยุวกาชาดที่ปรับเปลี่ยนตามข้อบังคับและระเบียบคณะกรรมการบริหารยุวกาชาด รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการจัดกิจกรรมยุวกาชาด ซึ่งการประชุมออนไลน์ครั้งแรก (ภาคกลาง) มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 111 ราย

สำหรับกำหนดการจัดประชุมรูปแบบออนไลน์ ใน 4 ภูมิภาค มีดังนี้

  • ครั้งที่ 1 ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 24-26 กันยายน 2564
  • ครั้งที่ 2 ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2564
  • ครั้งที่ 3 ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 1 ตุลาคม 2564
  • ครั้งที่ 4 ภาคตะวันออกและตะวันตก ระหว่างวันที่ 1-3 ตุลาคม 2564

กลุ่มส่งเสริมและพัฒนายุวกาชาด สป./ข้อมูล

สช.หนุนเยาวชน เพิ่มทักษะการบริหารจัดการเงินเพื่ออนาคต กับกองทุนการออมแห่งชาติ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ร่วมกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการออม พร้อมส่งเสริมการออมเงินเพื่ออนาคตให้นักเรียนในสังกัด สช. สมัครเป็นสมาชิก กอช. ได้เข้าใจการวางแผนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลอย่างยั่งยืน

(22 กันยายน 2564) ณ ห้องประชุมจันทรเกษม อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ – ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการออม ระหว่างกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ในกลุ่มนักเรียน สังกัด สช. ให้มีเงินออมกับ กอช. ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ โดย ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและมอบนโยบาย มีนายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และนางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พร้อมด้วยผู้อำนวยการโรงเรียน คณะผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรที่เกี่ยวข้องจากสถานศึกษาเอกชน ที่เปิดสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ภายใต้สังกัด สช. รับมอบนโยบายเพื่อดำเนินการส่งเสริมการออมเพื่ออนาคต ในสถานศึกษาผ่านระบบประชุมทางไกล (Video Conference)

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินการระหว่าง กอช. กับ สช. ให้นักเรียนเอกชนได้ตระหนักถึงความสำคัญในการวางแผนทางการเงินเพื่ออนาคต และรับสิทธิประโยชน์ของการเป็นสมาชิก กอช. ดั่งคำพังเพยที่ว่า “มีสลึง พึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์” ซึ่งสอนให้คนไทยรู้จักการออมและการบริหารจัดการด้านการเงินของตนเองให้เพียงพอ และพอเพียงในการใช้จ่าย ดังนั้น การส่งเสริมการออมในโรงเรียนเอกชน จึงเป็นทั้งการให้การศึกษา การปฏิบัติจริงในการออม ตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนจนถึงวัยเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

ความร่วมมือการส่งเสริมการออมในโรงเรียนเอกชน จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงการสะสมเงินเพียงอย่างเดียว ครูสามารถที่จะเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียน สอนและชวนให้นักเรียนปฏิบัติด้วย การเรียนรู้และศึกษาการจัดการเงินเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ และฝากให้สถานศึกษาในสังกัด สช. ทุกแห่ง ช่วยกันผลักดัน ส่งเสริมการปลูกฝังวินัยด้านการออม และวางแผนทางการเงินตั้งแต่วัยเยาว์

ข้อดีของการออมกับ กอช. นั้น รัฐบาลก็จะสมทบเงินเพิ่มให้ เงินสะสม และเงินสมทบ รวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้น เพิ่มความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สช. และ กอช. ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมการออมในโรงเรียนเอกชน จำนวน 840 แห่ง ซึ่งจะร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายนี้ในระดับสถานศึกษา และมีการติดตามประเมินผลการส่งเสริมการออมในโรงเรียนเอกชนต่อไป ซึ่งการส่งเสริมการออม เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่ สช. ได้ดำเนินการสนับสนุนให้กิจกรรมการออมเงิน เป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้กับนักเรียนของโรงเรียนในสังกัด สช. ที่ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของ กอช. ให้สมัครเป็นสมาชิก เพื่อเป็นการจัดการออมของตนในอนาคต โดยมีรัฐบาลค้ำประกัน และให้เงินสมทบในการออม ผู้ที่เป็นสมาชิกกับ กอช. จนอายุครบ 60 ปี ก็จะมีบำนาญใช้ตลอดชีวิต

การออมจึงไม่ใช่เพียงการสะสมเงิน หรือการมีสวัสดิการเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ว่าเป็นการให้การศึกษา หรือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอนที่โรงเรียนจะต้องสอนให้นักเรียน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้รู้จักบริหารจัดการด้านการเงินของตนเอง รู้จักกการวางแผนการใช้จ่าย และการฝึกวินัยทางการเงิน ซึ่งไม่เพียงแต่นักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในระบบเท่านั้น นักเรียนในโรงเรียนนอกระบบก็ควรจะต้องสอน สอดแทรกความรู้แง่คิดมุมมองในเรื่องนี้ให้กับผู้เรียนของโรงเรียนเอกชนด้วย ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรจะตระหนักในการส่งเสริมการออม และการให้การศึกษาในเรื่องการวางแผนจัดการด้านการเงินให้กับผู้เรียนด้วย

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ กล่าวว่า กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. เป็นกองทุนบำนาญพื้นฐานภาคประชาชน ในการดูแลแรงงานนอกระบบให้มีบำนาญ โดยเริ่มเป็นสมาชิกได้ ตั้งแต่วัยเรียนอายุ 15 ปี จนเริ่มเข้าสู่วัยทำงานถึงอายุ 60 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมทางการเงินในอนาคต การวางแผนทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่เยาวชนควรได้รับความรู้เป็นพื้นฐานของการบริหารเงินให้รู้จักใช้เงินอย่างรู้คุณค่าสอดคล้องกับหนึ่งในวิชาเรียนการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการบริหารเงินต่อยอดเงินออมให้งอกเงย มีมากออมมาก มีน้อยออมน้อย โดยการออมเงินกับ กอช. เริ่มต้นออมเพียง 50 บาทต่อครั้ง สูงสุดไม่เกิน 13,200 บาทต่อปี ได้เงินสมทบเพิ่มตามช่วงอายุของสมาชิก

  • อายุ 15 – 30 ปี รัฐสมทบให้ 50% ของเงินออมสะสมสูงสุด 600 บาทต่อปี
  • อายุ >30 – 50 ปี รัฐสมทบให้ 80% ของเงินออมสะสมสูงสุด 960 บาทต่อปี
  • อายุ >50 – 60 ปี รัฐสมทบให้ 100% ของเงินออมสะสมสูงสุด 1,200 บาทต่อปี

ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่การทำงานในระบบ สิทธิ์การเป็นสมาชิกยังคงอยู่ สามารถส่งเงินออมกับ กอช. ได้ แต่ไม่ได้รับเงินสมทบ โดยเงินที่ออมต่อ กอช. จะนำไปบริหารให้เกิดผลตอบแทนเพิ่มขึ้น และเงินออมของสมาชิกสามารถนำเงินไปใช้ลดหย่อนภาษีประจำปี เมื่ออายุครบ 60 ปี สมาชิกจะได้รับเงินจาก กอช. สองรูปแบบ เงินออมขณะกำลังศึกษาจะได้เป็นบำนาญรายเดือน เงินออมที่ออมขณะเข้าในระบบการทำงานจะได้รับเป็นเงินก้อน

โดยการบูรณาการความร่วมมือของ 2 หน่วยงานในครั้งนี้ ถือเป็นการเติมเต็มความร่วมมือในการส่งเสริมการออมในกลุ่มเยาวชนที่เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สช. ต่อเนื่องจากการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาทั้งในและนอกระบบ ตลอดจนนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้มีความรู้ด้านการวางแผนการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการเพิ่มทักษะชีวิต การมีระยะเวลาการออมนานด้วยเงินจำนวนน้อย ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้ เมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็สามารถบริหารเงินในรูปแบบอื่นเพิ่มเติมเพื่ออนาคตความมั่นคงทางการเงินที่ดีของตัวเอง

ผลการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 9/2564

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2564 เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กันยายน 2564 ว่าที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติที่สำคัญ  ดังนี้

  • อนุมัติขยายเวลา การดำรงตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัจจุบันต่อไปอีก เป็นระยะเวลา 1 ปี กรณีครบระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 4 ปี จำนวน 9 ราย ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอ
  • อนุมัติย้ายและแต่งตั้ง ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ กรณีการย้ายเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ จำนวน 4 ราย ทั้งนี้ให้มีผลการย้ายและแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 64 ตามที่ สพฐ.เสนอ
  • อนุมัติบรรจุและแต่งตั้ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับการคัดเลือกและผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สังกัด สพฐ. จำนวน 2 ราย โดยคงให้ได้รับวิทยฐานะตามที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ให้มีผลการแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 64 ตามที่ สพฐ.เสนอ
  • อนุมัติย้ายและแต่งตั้ง ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ กรณีการย้ายเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ จำนวน 43 ราย ทั้งนี้ให้มีผลการย้ายและแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64 ตามที่ สพฐ.เสนอ
  • อนุมัติบรรจุและแต่งตั้ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับการคัดเลือกและผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 37 ราย โดยคงให้ได้รับวิทยฐานะตามที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ให้มีผลการแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64 ตามที่ สพฐ.เสนอ
  • อนุมัติย้ายและแต่งตั้ง ผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งเดิมและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ กรณีการย้ายเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ จำนวน 102 ราย ทั้งนี้ให้มีผลการย้ายและแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64 ตามที่ สพฐ.เสนอ
  • อนุมัติบรรจุและแต่งตั้ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกและผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 92 ราย โดยคงให้ได้รับ วิทยฐานะตามที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ให้มีผลการแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64 ตามที่ สพฐ.เสนอ

ภาพ/ข่าว
กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ สำนักงาน ก.ค.ศ.

WordPress.com.

Up ↑