ผลการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 12/2564

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 12/2564 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 โดยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีมติที่สำคัญ ดังนี้

เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

สืบเนื่องจากที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ (ว21/2555) (ว19/2560) และ (ว33/2560) นั้น

สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้พิจารณาทบทวนและศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการสรรหาและคัดเลือกศึกษานิเทศก์ โดยได้วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและสภาพปัญหาของระบบการสรรหาและคัดเลือกศึกษานิเทศก์ พบว่าหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้อยู่ ไม่สามารถสรรหาศึกษานิเทศก์ที่มีสมรรถนะได้ตรงกับความต้องการและบริบทของการจัดการศึกษาในปัจจุบัน หรือแม้แต่การได้มาซึ่งศึกษานิเทศก์ ควรกำหนดแนวทางในการคัดเลือกที่หลากหลาย หรือแม้แต่การสอบข้อเขียนอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมแนวทางเดียวสำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน

จึงเป็นที่มาของการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ได้มาซึ่งศึกษานิเทศก์ที่มีลักษณะเป็นโค้ช (Coach) เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ตรงตามลักษณะงานในมาตรฐานตำแหน่งฯ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริหาร ครู และชุมชน ศึกษานิเทศก์จะเป็นผู้มีทักษะการนิเทศการศึกษาที่ดี ทั้งในด้านวิชาการและด้านการปฏิบัติ รวมทั้งเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนการสอนร่วมกับครูได้ และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ (ว3/2564) และเพื่อให้การคัดเลือกของแต่ละส่วนราชการเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ก.ค.ศ. จึงมีมติให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ โดยใช้กับทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  • คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือก เป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานตำแหน่งฯ ตาม ว 3/2564
  • การคัดเลือก ใช้วิธีการประเมิน 2 ด้าน คือ 1) ด้านผลงานและประสบการณ์ 2) ด้านความสามารถในการนิเทศการศึกษาโดยการปฏิบัติการนิเทศ ณ สถานที่จริง
  • เกณฑ์การตัดสิน ผู้เข้ารับการคัดเลือกต้องได้ด้านที่ 1 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจะมีสิทธิเข้ารับการประเมินด้านที่ 2 โดยผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องได้แต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการขึ้นบัญชีไว้ไม่เกิน 2 ปี โดยเมื่อได้บรรจุและแต่งตั้งแล้วจะต้องรับการประเมินผลสัมฤทธิการปฏิบัติงานในหน้าที่ (Probation) เป็นเวลา 1 ปี 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งศึกษานิเทศก์ต่อไปได้

พร้อมกันนี้ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ว21/2555) (ว19/2560) และ (ว33/2560)

เห็นชอบ รายละเอียดการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี)

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ. ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคล เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 8 ลงวันที่ 26 เมษายน 2562 ข้อ 5 กำหนดให้ส่วนราชการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือผู้อำนวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี เมื่อส่วนราชการดำเนินการตามข้อ 5 แล้ว ให้นำเสนอ ก.ค.ศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนแจ้ง กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ดำเนินการต่อไป

โดย สอศ. ได้ดำเนินการจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลฯ ดังนี้

  • องค์ประกอบในการคัดเลือก มีการทดสอบ 3 ภาค
    ภาค ก สมรรถนะในการบริหารงาน (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)
    – ภาค ข ความเหมาะสมกับการปฏิบัติงานในหน้าที่  (คะแนนเต็ม 150 คะแนน)
    – ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)
  • เกณฑ์การตัดสิน ผู้ผ่านการคัดเลือกภาค ก ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงมีสิทธิเข้ารับการประเมินภาค ข และภาค ค ผู้ผ่านภาค ข และภาค ค แต่ละภาคต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และได้คะแนนรวมทั้ง 3 ภาค แล้ว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 โดยให้ประกาศรายชื่อเรียงตามลำดับคะแนนรวม ภาค ก ภาค ข และภาค ค จากมากไปหาน้อย กรณีคะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้ได้คะแนนภาค ข มากกว่าอยู่ในลำดับที่ดีกว่า หากคะแนนภาค ข เท่ากัน ให้ผู้ได้คะแนนภาค ค มากกว่าอยู่ในลำดับที่ดีกว่า หากคะแนน ค ยังเท่ากันอีก ให้ผู้อาวุโสเป็นผู้อยู่ในลำดับที่ดีกว่า
  • เงื่อนไขการขึ้นบัญชี ขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกไว้ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ประกาศขึ้นบัญชี

ทั้งนี้ ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งฯ และมีผลการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อการพัฒนาการศึกษาทั้ง 2 ครั้ง ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ต้องอยู่ปฏิบัติงานในตำแหน่งดังกล่าวต่อไปอีกเป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่มีผลการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ฯ ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จึงจะเปลี่ยนตำแหน่ง ย้าย หรือโอนออกนอกเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ฯ ได้

โดย ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่ารายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกฯ ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเสนอ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ที่ ก.ค.ศ. กำหนด (ว 8/2562) และสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา (ว 3/2564) บริบทของสถานศึกษา และหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา ในการบริหารกิจการของสถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี)  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีมติเห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเสนอ

เห็นชอบ การขอยกเว้นเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสถานศึกษา สังกัดสนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อบรรจุนักเรียนทุนตามโครงการต่าง ๆ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ขอยกเว้นเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ตาม ว23/2563 เพื่อบรรจุนักศึกษาทุนตามโครงการต่าง ๆ กรณีสถานศึกษามีสภาพอัตรากำลังสายงานการสอนพอดีเกณฑ์หรือเกินเกณฑ์ แต่ขาดครูตามมาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา จำนวน 344 อัตรา และไม่ขาดครูตามสาขาวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา จำนวน 50 อัตรา รวมทั้งสิ้น 394 อัตรา

ที่ประชุม ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. (ว 23/2563) จะกำหนดอัตรากำลังสายงานการสอนให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาเอก ที่กำหนดให้มีในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาหรือระดับมัธยมศึกษา แต่เมื่อพิจารณาว่านักศึกษาทุนตามโครงการต่าง ๆ ได้ทำสัญญาผูกพันตามโครงการอยู่ก่อนวันที่เกณฑ์อัตรากำลังฯ มีผลใช้บังคับ

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการบรรจุและแต่งตั้งนักศึกษาทุนตามโครงการต่าง ๆ เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการต่าง ๆ จึงเห็นชอบให้กำหนดเป็นหลักการ ให้บรรจุนักศึกษาทุนโครงการนักเรียนทุนรัฐบาลที่ได้ทำสัญญาผูกพันตามโครงการอยู่ก่อนวันที่เกณฑ์อัตรากาลัง ตาม ว 23/2563 จะมีผลใช้บังคับ รวมทั้งนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี พ.ศ. 2564 โดยให้พิจารณาตามลำดับ ดังนี้

  1. ให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งในวิชาเอกตามมาตรฐานวิชาเอก ในสถานศึกษาที่เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการ ซึ่งมีอัตรากำลังในสาขาวิชาเอกนั้นต่ำกว่าเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 23 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ก่อน
  2. หากไม่มีสถานศึกษาตามข้อ 1 ให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งในวิชาเอกตามมาตรฐานวิชาเอก ในสถานศึกษาที่เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการ ซึ่งมีอัตรากำลังในสาขาวิชาเอกนั้นพอดี หรือเกินเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ตาม ว 23/2563

ทั้งนี้ ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และ กศจ. จัดทำแผนอัตรากำลัง และดำเนินการกำหนดตำแหน่งเพื่อบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งเพื่อบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ตาม ว 26 /2564 ไปจนกว่าสถานศึกษานั้นจะมีอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นไปตามเกณฑ์อัตรากาลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ตาม ว 23/2563ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563

ภาพ/ข่าว : กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ สำนักงาน ก.ค.ศ.

ผลการประชุมคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565

ผลการประชุมคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 ณ ห้องประชุมณรงค์ บุญมี อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ โดยนายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมทางไกลผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting

นายธนู ขวัญเดช กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 โดยปลัด ศธ. เป็นประธานคณะกรรมการ, มีรองปลัด ศธ. (ธนู ขวัญเดช) เป็นรองประธาน, กรรมการมาจากหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรเอกชน มูลนิธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน โดยสำนักอำนวยการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นฝ่ายเลขานุการ ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรกของคณะกรรมการจัดงาน

สำหรับการจัดงานวันเด็กในปีที่ผ่านมา งดจัดกิจกรรมการจัดงาน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แต่ยังคงมีกิจกรรมจัดส่งโล่รางวัล เกียรติบัตร และของที่ระลึกให้แก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ

สำหรับวันเด็กแห่งชาติปี 2565 ตรงกับเสาร์ที่ 8 มกราคม 2565 ที่ประชุมมีมติจะไม่จัดกิจกรรมที่กระทรวงศึกษาธิการ ในลักษณะงานมหกรรม แต่จะจัดผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ ในส่วนของกิจกรรมการนำเด็กและเยาวชนดีเด่น 564 ราย รวมทั้งเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ 225 ราย เข้าเยี่ยมคารวะพร้อมรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี และรับโล่จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการพิจารณาคัดเลือก และตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งจะพยายามให้เด็กและเยาวชนทั้ง 789 ราย ได้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ภายใต้มาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

ทั้งนี้ ศธ.จะจัดให้มีการแถลงข่าวรายละเอียดการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2565 ปลายเดือนธันวาคมนี้

ข่าว บัลลังก์ โรหิตเสถียร
ภาพ กิตติกร แซ่หมู่

สป.ศธ.เตรียมขับเคลื่อนการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ : PMQA

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (กพร.สป.) ประชุมชี้แจงและสื่อสารการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ : PMQA แก่ผู้บริหารและคณะทำงานพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุม

สำหรับการขับเคลื่อนงานการบริหารจัดการภาครัฐทั้ง 7 หมวด สป.ศธ.ได้มีการแต่งตั้งประธานในการขับเคลื่อน ดังนี้

  • หมวด 1 การนำองค์การ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประธานหมวด
  • หมวด 2 ยุทธศาสตร์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายวีระ แข็งกสิการ) ประธานหมวด
  • หมวด 3 ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (นายวรัท พฤกษาทวีกุล) ประธานหมวด
  • หมวด 4 การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประธานหมวด
  • หมวด 5 บุคลากร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายธนู ขวัญเดช) ประธานหมวด
  • หมวด 6 การปฏิบัติการ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (นายวรัท พฤกษาทวีกุล) ประธานหมวด
  • หมวด 7 ผลลัพธ์การดำเนินการ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประธานหมวด

ในการนี้ แต่ละหมวดจะดำเนินการจัดทำแผนและขับเคลื่อนการบริหารจัดการภาครัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

รมว.ศธ.“ตรีนุช” ลงพื้นที่สระบุรี-นครราชสีมา รับฟังปัญหาแบบไม่แจ้งล่วงหน้า งดต้อนรับเอิกเกริก

รมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่สระบุรี และนครราชสีมา สุ่มติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย ศธ. ไม่แจ้งล่วงหน้า งดต้อนรับเอิกเกริก เร่งรัดเปิดสอน On-Site เสียงสะท้อนพื้นที่ขอลดภาระงานครู-โรงเรียนลงอีก ไม่ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินบ่อย

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จังหวัดสระบุรี และจังหวัดนครราชสีมา โดยสุ่มตรวจเยี่ยมแบบไม่แจ้งล่วงหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สระบุรี เขต 1 และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สระบุรี พร้อมตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่โรงเรียนวัดบ้านหมาก สังกัด สพป.สระบุรี เขต 2 และโรงเรียนปากช่อง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) นครราชสีมา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่สุ่มตรวจ เพื่อติดตามการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19 ) โดยมีผู้บริหาร ศธจ. สระบุรี, ผอ.สพป.สระบุรี เขต 1, รอง ผอ.สพป.สระบุรี เขต 2 และผู้อำนวยการ สพม.สระบุรี ร่วมสะท้อนภาพการจัดการศึกษาในพื้นที่

ในภาพรวมของจังหวัดสระบุรี มีสถานศึกษาทุกสังกัดรวม 358 แห่ง เปิดสอนในชั้นเรียนปกติแบบ On-Site จำนวน 141 แห่ง โดยที่โรงเรียนวัดบ้านหมาก เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 75 คน ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดสอน On-Site แต่มีเป้าหมายจะเปิดสอนในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ซึ่งได้ขอให้เขตพื้นที่ฯ เร่งทำการประเมินความพร้อมของสถานศึกษา โดยลงลึกในเขตตำบล หรืออำเภอ ที่ไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 เพื่อให้มีจำนวนสถานศึกษาที่เปิด On-Site มากขึ้น เด็กจะได้ไม่เสียโอกาสในการเรียนรู้ เพราะถ้ายิ่งเปิดช้า เด็กก็จะยิ่งเสียโอกาส เราต้องปรับตัวทำงานเชิงรุกมากขึ้น และต้องปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเราต้องอยู่ร่วมกับโควิด 19 ต่อไปอีกระยะ

“การลงพื้นที่สุ่มตรวจเยี่ยมโดยไม่แจ้งล่วงหน้านี้ เพื่อไม่ให้เตรียมการต้อนรับ และไม่ได้มาจับผิด แต่มาให้ขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน มารับฟังปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ว่า เมื่อหน่วยงานต้นสังกัดมีนโยบายลงมาแล้ว ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำได้หรือไม่ มีปัญหาอะไร ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับเสียงสะท้อนจากครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา แม้ที่ผ่านมา ศธ.จะมีนโยบายลดภาระงานครู ลดภาระงานสถานศึกษา แต่ในความเป็นจริงครูและสถานศึกษายังมีภาระงานเยอะ โดยงานและโครงการต่าง ๆ ส่วนใหญ่มีคำสั่งมาจากส่วนกลาง ดังนั้นจึงอยากให้ภาระงานลดลงกว่านี้”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ได้รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน จากครูโรงเรียนปากช่อง ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ สอนตั้งแต่ชั้น ม.1-ม.6 โดยครูต้องการให้ ศธ.จัดอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพื่อจะได้นำมาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด 19 และไม่ควรปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประเมินครูบ่อย

หลังจากนี้ตนจะลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานศึกษาสังกัด ศธ.ในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการติดตามนโยบาย และจัดทำมาตรการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากร ตลอดจนแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองต่อไป

ผลการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ยุวกาชาดไทย

(18 พฤศจิกายน 2564) นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีมอบรางวัลการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ยุวกาชาดไทย ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล กระทรวงศึกษาธิการ

ปลัด ศธ. กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่กิจการยุวกาชาดไทยจะมีวาระครบรอบ 100 ปี วันที่ 27 มกราคม 2565 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการจึงได้จัดประกวดดังกล่าว เพื่อให้ได้ตราสัญลักษณ์ใช้ในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมยุวกาชาดเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ยุวกาชาดไทย ตลอดปี 2565

โดยมีผลงานส่งเข้าประกวด และมีคุณสมบัติตรงตามประกาศ รวมทั้งสิ้นจำนวน 238 ชิ้นงาน คณะกรรมการได้ดำเนินการพิจารณาคัดเลือก เพื่อนำเสนอแนวความคิดในการออกแบบ จำนวน 6 ชิ้นงาน แต่มีเจ้าของผลงานมานำเสนอเพียง 5 ชิ้นงาน โดยมีรายชื่อผู้ชนะการประกวด ดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ได้แก่ นายวีระพงษ์ อมรสิน
  • รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ได้แก่ นายอศิระ พิพัฒน์ธาราสกุล
  • รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ได้แก่ นางสาวธัญสุดา พิมเสน
  • รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ๆ ละ 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ได้แก่ นางสาวอัชราพร พันธ์สงค์ และเด็กชายภูมิวชร ภูมิจิตร

อิชยา กัปปา / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

สช.-กสศ. ลงนามความร่วมมือป้องกันเด็กหลุดนอกระบบ นำนวัตกรรมคัดกรองเด็กยากจนและด้อยโอกาสมาใช้แก้ปัญหา

(18 พฤศจิกายน 2564 ) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การวิจัยพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นผู้ลงนาม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่โรงเรียนเอกชนได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Program : TSQP) เพื่อขับเคลื่อนการศึกษา 3 ด้าน คือ 1) สนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การจัดสรรงบประมาณแบบมีเงื่อนไข เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และให้การช่วยเหลือนักเรียนยากจน 2) ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจน นักเรียนพิการ และด้อยโอกาสให้ได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นตามศักยภาพ 3) สนับสนุนให้เกิดความร่วมมืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือ ส่งเสริมนักเรียนยากจน นักเรียนพิการ และด้อยโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน และประสิทธิภาพครูของโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า นักเรียนที่อยู่ในสถานศึกษามีความแตกต่างกัน มีความด้อยโอกาสที่แตกต่างกัน โดยสภาวะเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเรียนเป็นผู้หลุดลอยทางโอกาส โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 เกิดการว่างงาน เกิดการย้ายถิ่นฐานของผู้ปกครอง ส่งผลให้นักเรียนจำนวนหนึ่งหลุดจากระบบศึกษา

จากตัวเลขที่สำรวจพบว่า มีนักเรียนทุกสังกัดใน ศธ. หลุดจากระบบการศึกษากว่า 43,000 คน ซึ่ง ศธ.ได้ติดตามกลับมาแล้วกว่า 20,000 คน และจะเร่งรัดติดตามนักเรียนที่เหลือให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบ หรือการศึกษานอกระบบ

“ความร่วมมือโดยการนำนวัตกรรมการคัดกรองนักเรียนยากจนของ กสศ. มาใช้ในสถานศึกษาเอกชน ถือเป็นเรื่องดีเพื่อช่วยเหลือติดตามนักเรียนได้อย่างทันเวลา พร้อมทั้งได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้จัดการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ซึ่ง กสศ. ได้วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ การส่งเสริมโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเองให้โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ในเรื่องการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ และการคิดสร้างสรรค์ให้แก่นักเรียนในศตวรรษที่ 21” ปลัด ศธ. กล่าว

นายสุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนยากจน พิการ และด้อยโอกาส ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา รวมถึงพัฒนาครู และสถานศึกษา ดังนี้

  1. กลุ่มนักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส จะดำเนินการ 2 ส่วน คือ 1) เน้นสนับสนุนเครื่องมือการคัดกรองความยากจนด้วยวิธีวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Test : PMT) และระบบสารสนเทศ ให้แก่ครู สถานศึกษา ศึกษาธิการจังหวัด และ สซ. เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญช่วยเหลือติดตามเฝ้าระวังนักเรียน และขอรับงบจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนของหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งเครื่องมือนี้จะนำไปใช้ในโรงเรียนประเภทสายสามัญ สังกัด สช. ทั่วประเทศ จำนวน 3,900 แห่ง 2) เน้นช่วยเหลือนักเรียนที่อยู่ในครัวเรือนยากจน 15% ล่างของประเทศ ที่ศึกษาในโรงเรียนเอกชนประเภทการกุศล 566 แห่ง ผ่านโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข โดยนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ยากจนพิเศษจะได้รับเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข คนละ 3,000 บาท/ปี เพื่อบรรเทาอุปสรรคการมาเรียน ค่าครองชีพ ค่าอาหารเช้า พร้อมทั้งมีระบบติดตามการมาเรียน ผลการเรียน และการเจริญเติบโตของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยในปีการศึกษา 2564 กสศ. มีงบประมาณช่วยเหลือนักเรียนทุนเสมอภาค สังกัด สช.ได้จำนวน 2,500 คน
  2. กลุ่มครู และโรงเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนและส่งเสริมให้โรงเรียนมีการพัฒนาทั้งระบบ ทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้น โดยในปีการศึกษา 2564 มีโรงเรียนสังกัด สช. เข้าร่วมโครงการพัฒนาตนเองรุ่นที่ 2 จำนวน 27 แห่ง ครอบคลุมนักเรียนที่จะได้รับประโยชน์และยกระดับคุณภาพการศึกษาจำนวน 10,000 คน

การจัดทำบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ยังนำไปสู่การเชื่อมต่อระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลรายบุคคลและรายสถานศึกษาระยะยาว ครอบคลุมเด็กและเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ จำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ครอบคลุมสถานศึกษาสังกัด สช.กว่า 3,902 แห่ง

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

ปลัด ศธ.เห็นชอบกลไกการบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายสมใจ วิเศษทักษิณ) เป็นประธานประชุม กพร.องค์กรหลัก สำนักงานศึกษาธิการภาค และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนำร่อง ผ่านระบบ Zoom เพื่อชี้แจงการขับเคลื่อนกลไกการบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ที่ประชุมได้รับทราบระบบการขับเคลื่อนตามกลไกดังกล่าว นอกจากนี้ได้ร่วมพิจารณาเสนอแนวทางการขับเคลื่อนและกระบวนการการดำเนินการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการบริหารจัดการศึกษาในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (กพร.สป.) จะนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อรับทราบ และประกาศใช้กลไกดังกล่าว เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษาในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

สป.ศธ.จัดประชุมขับเคลื่อนนโยบายการจัดการศึกษาในเชิงพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่กาญจนบุรี

(4 พฤศจิกายน 2564) นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนนโยบายการจัดการศึกษาในเชิงพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ณ โรงแรมพีลูส จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเตรียมขยายผลจากนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการไปขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาระดับภาคและกลุ่มจังหวัด ในรูปแบบของการจัดทำแผนเพื่อสนองต่อนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายธนู ขวัญเดช, นายวีระ แข็งกสิการ, นายสุทิน แก้วพนา) ศึกษาธิการภาค/จังหวัด รวมทั้งผู้บริหารส่วนกลาง/ระดับพื้นที่ เข้าร่วมประชุม จำนวน 150 คน

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์กับผู้เรียน ต้องดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล จุดเน้นเชิงนโยบายการจัดการศึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง 12 ด้าน และวาระเร่งด่วนทั้ง 7 ประเด็น ถือเป็นกรอบนโยบายที่สำคัญสำหรับให้ทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งส่วนกลางและส่วนกลางที่ตั้งในภูมิภาค ซึ่งปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ ได้นำกรอบนโยบายที่สำคัญดังกล่าวไปขับเคลื่อนให้เกิดผลผลิตและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

ประเด็นที่ผู้บริหารควรจะนำมาเป็นข้อพิจารณาสำหรับนำมาจัดทำแผนด้านการศึกษาในเชิงพื้นที่ และถือเป็น Agenda สำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องดำเนินการ คือ แผนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งทุกหน่วยงานจะต้องดำเนินการตามกิจกรรมปฏิรูปประเทศที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ (Big Rock) ซึ่งเป็นแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประกอบด้วย 5 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่

  • Big Rock 1 : การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย
  • Big Rock 2 : การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21
  • Big Rock 3 : การสร้างระบบการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • Big Rock 4 : การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและระบบอื่น ๆ ที่เน้นการฝึกปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ นำไปสู่การจ้างงานและการสร้างงาน
  • Big Rock 5: การปฏิรูปบทบาทการวิจัยและระบบธรรมาภิบาลของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศออกจากกับดักรายได้ปานกลาง

“จะเห็นได้ว่า Big Rock ที่ 1 2 3 และ 4 จะมีผลต่อการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง และเมื่อกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการจนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่แผนปฎิรูปประเทศด้านการศึกษาได้กำหนดไว้แล้ว จะส่งผลลัพธ์ให้ผู้เรียนทุกกลุ่มทุกวัยสามารถได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน และมีทักษะที่จำเป็นของโลกในอนาคตได้” ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การประชุมขับเคลื่อนนโยบายในครั้งนี้ จะสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาในเชิงพื้นที่ของรัฐบาล และเพื่อสร้างการรับรู้ถึงนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ในระดับภาค กลุ่มจังหวัด และจังหวัด ให้แก่ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ อีกทั้งผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการนำนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ไปสู่การจัดการศึกษาในระดับภาค กลุ่มจังหวัด และจังหวัด ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ และบริบทของแต่ละพื้นที่

นายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคล ว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับกับบุคลากร เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานศึกษาธิการภาค ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างวางแผนสรรหาข้าราชการในตำแหน่งต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคล เช่น ตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ระดับชำนาญการพิเศษ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราว่างเดิม จำนวน 114 อัตรา อัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการ จำนวน 35 อัตรา ซึ่งจะได้รับการจัดสรรคืนภายในเดือนพฤศจิกายน 2564 และระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ ปฏิบัติงาน และชำนาญงาน อัตราว่างเดิม 195 อัตรา ดังนั้นผู้บริหารหน่วยงานจะต้องสื่อสารข้อมูลให้บุคลากรให้เกิดความเข้าใจ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

พร้อมทั้งย้ำแนวทางการดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยผู้บริหารที่เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ต้องระมัดระวังการพิจารณาความผิด พร้อมศึกษาข้อกฎหมายและข้อมูลให้ละเอียดให้ถูกต้องชัดเจน

นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยมีเป้าหมายให้ครูได้ชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือรวมหนี้ครูมาไว้สถาบันการเงินแหล่งเดียว พร้อมทั้งกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับการผ่อนชำระหนี้ของครูให้ได้มากที่สุด ตลอดจนพัฒนาครูบรรจุใหม่และครูทุกกลุ่มให้มีความรู้ สร้างวินัยการบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ จำนวน 12 แห่ง 4 ภาค ๆ ละ 3 แห่ง โดยทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่ง และส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่จังหวัด และขยายผลการดำเนินไปยังสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศที่มีความพร้อม ได้มีการถอดบทเรียนจากสหกรณ์ตัวอย่าง 2 แห่ง คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด ซึ่งพบแนวทางการแก้ไขปัญหาในประเด็นสำคัญ ดังนี้

  1. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสหกรณ์ออมทรัพย์ให้ต่ำลงไม่เกิน 3%
  2. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์ และสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับสินเชื่อที่มีอัตราความเสี่ยงต่ำ 4.5-5%
  3. จัดสรรผลกำไรมาเพิ่มเงินเฉลี่ยคืนเงินกู้ให้มากขึ้น ไม่น้อยกว่า 30% ของผลกำไร
  4. นำเงินปันผลมาหักชำระหนี้เพื่อลดยอดหนี้รายเดือน
  5. การบริหารความเสี่ยง การสร้างหลักประกันเงินกู้ ปรับลดบุคคลค้ำประกัน และปรับลดการซื้อประกันภัยในส่วนที่ไม่จำเป็น
  6. ปรับปรุงโครงสร้างหนี้
  7. จัดทำฐานข้อมูลสมาชิกและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับสถาบันการเงินและต้นสังกัด
  8. ร่วมกับส่วนราชการต้นสังกัด หัก ณ ที่จ่าย ควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกสหกรณ์ จะต้องมีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30%
  9. ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ สร้างระบบพัฒนาและดูแลสมาชิก ให้ความรู้เสริมสร้างวินัยและการวางแผนทางด้านการเงิน การสร้างอาชีพเสริม ลดรายจ่าย เพิ่มการออม และไม่ก่อหนี้เพิ่ม

อิชยา กัปปา / สรุป
สนย.สป. / ข้อมูล
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / วีดิทัศน์

สำนักงาน กศน. ขานรับนโยบายเดินหน้าพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาสู่ก้าวใหม่ ก้าวแห่งคุณภาพ

(4 พฤศจิกายน 2564) นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการ กศน. ได้มอบหมาย นายภูมิพัทธ เรืองแหล่ รองเลขาธิการ กศน. เป็นประธานเปิดการอบรม “หลักสูตรการพัฒนาการจัดการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย” ในรูปแบบออนไลน์ (Google Meet) โดยมีนางรุ่งอรุณ ไสยโสภณ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมมาตรฐานการศึกษานอกโรงเรียน ร่วมเป็นวิทยากร จัดโดยกลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา สำนักงาน กศน. ระหว่างวันที่ 4 – 5 พฤศจิกายน 2564

นายภูมิพัทธ เรืองแหล่ รองเลขาธิการ กศน. กล่าวว่า สำนักงาน กศน.เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การที่จะขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้นั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาศักยภาพข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง การจัดอบรมตามหลักสูตรในครั้งนี้ จึงมีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาศักยภาพข้าราชการครูฯ สายการสอนในสังกัด ให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาและความสำคัญของการประกันคุณภาพการศึกษาและมาตรฐานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ตลอดจนสามารถกำหนดแนวทาง โครงการ กิจกรรม เพื่อพัฒนาผู้เรียนหรือผู้รับบริการ และแนวทางการจัดทำรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาได้

ทั้งนี้ เมื่อพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีศักยภาพ ก็จะสามารถสร้างสรรค์และพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีมาตรฐาน มีความก้าวหน้า เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง ชัดเจน เกิดคุณภาพการศึกษาที่เป็นรูปธรรมได้ นอกจากนี้ จะส่งผลที่ดีในด้านภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้รับบริการที่มีต่อสำนักงานและสถานศึกษา กศน.ด้วยเช่นกัน

นางเอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาหลักสูตรเพื่อการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานี้ ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์) ในการพัฒนาครู กศน. และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการศึกษาและเรียนรู้ ให้เป็น Good Teacher อย่างมีคุณภาพ

โดยกลุ่มเป้าหมายในการอบรมในระยะแรกนี้ มุ่งเน้นไปที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่บรรจุใหม่ ตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการประกันคุณภาพการศึกษาและมาตรฐานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีและขอบคุณข้าราชการครูและบุคลากรทุกท่านที่สนใจสมัครเข้ารับการอบรมเป็นจำนวนมากกว่า 1,000 คน โดยในการอบรมครั้งนี้ได้คัดเลือกให้ผู้มีสิทธิ์เข้ารับการอบรมระยะแรกทั้งสิ้น จำนวน 90 คน ซึ่งจากผลการตอบรับดังกล่าวที่มีผู้สนใจจำนวนมาก จะมีการพิจารณาขยายผลการอบรมแต่ละรุ่นในปีงบประมาณนี้ต่อไป

ข้อมูล/ภาพ: กลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา สำนักงาน กศน.

ผลการประชุมคณะกรรมการตรวจติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2564

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2564 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของ ศธ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 เป็นไปตามกรอบนโยบายของ ศธ. 12 ข้อ นโยบายเร่งด่วน (Quick Win) 7 ข้อ และ Big Rock ปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เช่น การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนทุกระดับมีส่วนร่วมสร้างสรรค์การเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาตนเองตามความถนัดและความสนใจ (Active Learning) การสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองให้มีความทันสมัยสอดรับกับวิถีใหม่ ค้นหาเด็กวัยเรียนหลุดจากระบบการศึกษาและติดตามให้ความช่วยเหลือเข้าสู่ระบบการศึกษา เด็กปฐมวัยต้องได้รับการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการให้สมวัยและได้รับโอกาสทางการศึกษาทุกคน ขับเคลื่อนศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) และศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา การพัฒนาทักษะอาชีพทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงวัย โดยเพิ่มพูนทักษะ (Re-skill) พัฒนาทักษะ (Up-skill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (New Skill) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ การจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้กลไกการตรวจ ติดตาม ตรวจสอบและการติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา โดยกำหนดให้มีการประชุมรายงานผลการตรวจและติดตามประเมินผลทุก 3 เดือน และสรุปรอบ 1 ปี อีก 1 ครั้ง แต่หากมีเรื่องเร่งด่วนต้องรายงานให้ทราบได้ทันที โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เช่น รายงานผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ การประชุมผ่านระบบ Zoom เน้นเนื้อหาที่เป็นข้อเสนอสำหรับนำไปใช้ในการพัฒนาการศึกษา มากกว่าการนำเสนอปัญหา

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเสนอแนวทางการทำงานโดยกำหนดโครงสร้างในการตรวจ ติดตาม ตรวจสอบและการติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาเป็น 3 ระดับ คือ

  1. ระดับกระทรวง มีกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลัก และมีสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สป.เป็นเลขานุการ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการตรวจราชการฯ
  2. ระดับส่วนราชการ ประกอบด้วย สป.-สพฐ.-สอศ. ทำหน้าที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
  3. ระดับพื้นที่ ประกอบด้วย ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษา กศน. จังหวัด สช.จังหวัด

เพื่อให้การทำงานในส่วนกลางสอดรับกัน ได้มอบหมายให้กลุ่ม ป.ย.ป.ศธ. ทำหน้าที่เชื่อมสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สป. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักตรวจราชการของทุกหน่วยงาน ทำหน้าที่เชื่อมการทำงานของทุกหน่วยงาน โดยได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการไปออกแบบโครงสร้างให้มีความชัดเจนอีกครั้ง

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

WordPress.com.

Up ↑