สกศ.หารือองค์กรหลัก มุ่งวิเคราะห์ “แนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ”

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) หารือองค์กรหลัก เพื่อมุ่งวิเคราะห์ “แนวทางการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ” ตามหลักการของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) ในการเชื่อมโยงสมรรถนะกำลังคนที่อยู่ในตลาดแรงงาน กับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน

(25 กุมภาพันธ์ 2564) ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ พร้อมนายกวิน เสือสกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษา, ดร.นพดล ปิยะตระภูมิ ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) (สคช.), นายสุรัตน์ ปาละนันทน์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.), ดร.ชยพร กระต่ายทอง ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาหลักสูตรและมาตรฐานการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), นางสาวเพ็ญนภา ไพรบูรณ์ หัวหน้ากลุ่มจัดการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และผู้แทนทั้ง 5 หน่วยงาน

ดร.พีรศักดิ์ รัตนะ กล่าวว่า สกศ.ร่วมกับองค์กรหลักทางด้านคุณวุฒิการศึกษา และคุณวุฒิวิชาชีพในการขับเคลื่อนงานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดเน้นที่สำคัญประการหนึ่ง คือ “การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ ตามหลักการของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ในการเชื่อมโยงสมรรถนะกำลังคนที่อยู่ในตลาดแรงงานกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน”

ในการดำเนินการดังกล่าว สกศ. ได้ศึกษา วิเคราะห์ความเชื่อมโยง และแนวทางความร่วมมือในการนำมาตรฐานสมรรถนะ หรือมาตรฐานอาชีพ ที่จัดทำโดย สคช. และมาตรฐานฝีมือแรงงานที่จัดทำโดย กพร. กระทรวงแรงงาน เชื่อมโยงกับการจัดเวลาเรียนตามโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) ของสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. รวมถึงการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบห้องเรียนอาชีพ ของสถานศึกษาในสังกัด สอศ.

ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน อาทิ

  • มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากสื่อ และช่องทางการเรียนรู้ที่มี เช่น หลักสูตรวิชาชีพออนไลน์ของ สคช. ที่ยึดโยงตามมาตรฐานอาชีพ และเข้าถึงได้ง่าย
  • ใช้เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาอาชีพของ สคช. มาช่วยเป็นผู้สอน/วิทยากรให้กับสถานศึกษา
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัด กพร. ในระดับจังหวัดกับสถานศึกษา ในการร่วมกันออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้
  • คัดเลือกผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ไม่ได้ศึกษาต่อ เพื่อฝึกอาชีพ และจ้างงาน เพื่อฝึกอบรมใน “หลักสูตรการฝึกเพื่อเตรียมเข้าทำงาน” โดยฝึกภาคทฤษฎีและปฏิบัติที่หน่วยงานในสังกัด กพร. 2 เดือน และฝึกงานในสถานประกอบการ 1 เดือน
  • ทดสอบเพื่อรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน (มรช.) ในกลุ่มผู้เรียนในระดับอาชีวศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. ปวส.

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องกันในการส่งเสริมบทบาทของการแนะแนวอาชีพ โดยอาศัยเครือข่ายของหน่วยงานในสังกัด กพร. สถานศึกษาในสังกัด สพฐ. และกรมการจัดหางาน เป็นภาคีหลักในการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่

สกศ.นำร่องจัดการเรียนการสอน พัฒนาทักษะสมอง EF เด็กปฐมวัยและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

(25 มกราคม 2564) ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมวิพากษ์ข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาทักษะสมอง (EF) ให้กับเด็กปฐมวัย และเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ณ ศูนย์คุณธรรม กรุงเทพฯ

ดร.อุษณีย์ กล่าวว่า จากการที่ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เห็นว่าการพัฒนาทักษะสมอง (Executive Functions หรือ EF) เป็นแนวคิดที่ส่งเสริมและสามารถต่อยอดไปสู่การเรียนการสอนโค้ดดิ้ง (Coding) ได้ จึงได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดทำโครงการ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานเรื่อง EF อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ในการนี้ นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เเละนโยบาย รมช.ศธ. (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) พร้อมด้วยนายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม และผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เข้าร่วมประชุมด้วย

ทั้งนี้ ข้อเสนอและผลจากการประชุม จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ EF ในระดับปฐมวัยและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่ง สกศ.ได้มอบให้คณะนักวิจัย จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร เป็นผู้ดำเนินการวิจัย เพื่อถอดบทเรียนแนวทางการพัฒนาครูปฐมวัยให้สามารถสร้างทักษะ EF ให้กับผู้เรียน

จากนั้นจะจัดทำเป็นคู่มือแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะ EF ให้กับเด็กปฐมวัยและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ เพื่อเผยแพร่แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

รู้จัก Executive Functions (EF)

ทักษะ EF หรือ Executive Functions ทักษะการบริหารจัดการตนเองขั้นสูง เป็นกระบวนการทางความคิดระดับสูงของสมองส่วนหน้า ที่มีความเกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก และการกระทำ เป็นทักษะที่ทุกคนต้องใช้และมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในชีวิต ซึ่งมนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมทักษะ EF แต่สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะ EF คืออายุ 4-6 ขวบ หรือช่วงเด็กปฐมวัย เพราะสมองส่วนหน้าพัฒนาได้มากที่สุด

สกศ.เปิดรับสมัครกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาฯ ในคณะกรรมการสภาการศึกษา

(29 ธันวาคม 2563) นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาและเลือกเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา และการวัดและประเมินผลการศึกษา ในคณะกรรมการสภาการศึกษา แทนกรรมการที่ขอลาออกก่อนครบวาระ

เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2563 – 8 มกราคม 2564 โดยกระทำได้สองวิธี ดังนี้

  1. ยื่นใบสมัครโดยตรงที่กลุ่มเลขานุการคณะกรรมการสภาการศึกษา อาคาร 1 ชั้น 3 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 ภายในวันที่กำหนด ในเวลาราชการ หรือ
  2. ส่งทางไปรษณีย์แบบด่วนพิเศษ (EMS) ไปยังสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เลขที่ 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โดยถือวันที่ไปรษณีย์ประทับตราไม่เกินวันที่ 8 มกราคม 2564 ในเวลาราชการ หากเกินกำหนด ใบสมัครนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณา

ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัคร ติดต่อขอรับใบสมัคร แบบ สกศ.1 ได้ที่ กลุ่มเลขานุการคณะกรรมการสภาการศึกษา โทร. 0-2668-7123 ต่อ 1311, 1323 หรือดาวน์โหลดใบสมัครทางเว็บไซต์ http://www.onec.go.th และ http://www.moe.go.th

รายละเอียดเพิ่มเติม

ศธ.ประชุมคณะทำงานด้านกฎระเบียบที่ล้าหลังของสถานศึกษาที่กระทบต่อนักเรียน นักศึกษา ครั้งที่ 2

ศธ.ประชุมคณะทำงานด้านกฎระเบียบที่ล้าหลังของสถานศึกษาที่กระทบต่อนักเรียน นักศึกษา ครั้งที่ 2 โดยหารือร่าง 2 ฉบับ คือ ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา พ.ศ. …. และกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขในบางข้อ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาระบบการศึกษา

(9 ธันวาคม 2563) กระทรวงศึกษาธิการ จัดประชุมคณะทำงานด้านกฎระเบียบที่ล้าหลังของสถานศึกษาที่กระทบต่อนักเรียน นักศึกษา ครั้งที่ 2 โดยนายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะประธานคณะทำงานฯ เป็นประธานการประชุม และนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมก่อ สวัสดิพาณิชย์ ชั้น 8 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับการประชุมของคณะทำงานด้านกฎระเบียบที่ล้าหลังของสถานศึกษาที่กระทบต่อนักเรียน นักศึกษา ครั้งที่ 2 เป็นการหารือเกี่ยวกับ ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา พ.ศ. …. และกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

โดยที่ประชุมได้หารือการแก้ไขร่างระเบียบและกฎกระทรวงดังกล่าวในบางข้อ เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาระบบการศึกษา ซึ่งจะนำเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ชุดใหญ่ พิจารณาต่อไป

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ

ศธ.หารือคณะทำงานด้านกฎระเบียบที่ล้าหลังของสถานศึกษา ที่กระทบต่อนักเรียน นักศึกษา

(2 ธันวาคม 2563) นายอํานาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านกฎระเบียบที่ล้าหลังของสถานศึกษาที่กระทบต่อนักเรียน นักศึกษา ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า คณะทำงานชุดนี้ มีหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา ในประเด็นที่เกี่ยวกับกฎระเบียบที่ล้าหลังของสถานศึกษาที่กระทบต่อนักเรียน นักศึกษา พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และพิจารณาแนวทางในการแก้ปัญหาและการช่วยเหลือเยียวยา ประสานการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการแล้ว ให้เสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งนายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) เป็นประธาน เพื่อพิจารณาต่อไป

สำหรับวันนี้เป็นการประชุมนัดแรก โดยได้มีการหารือระเบียบที่ยังไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่เกี่ยวกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียน พ.ศ.2548 ซึ่งที่ประชุมได้นำข้อมูลจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา มาหารือ ซึ่งเห็นว่าระเบียบดังกล่าวมีบทลงโทษกระทำความผิด มี 4 สถาน คือ 1) ว่ากล่าวตักเตือน 2) ทำทัณฑ์บน 3) ตัดคะแนนความประพฤติ และ 4) ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเป็นการลงโทษที่ไม่ได้มีความรุนแรงเลย แต่การสื่อสารระเบียบดังกล่าวไปถึงโรงเรียนอาจจะยังไม่เข้าใจหรือยังไม่เคยเห็นระเบียบ จึงต้องมีการสร้างความเข้าใจให้กับครูผู้ที่จะนำระเบียบไปใช้ให้ถูก เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ระเบียบดังกล่าวยังมีบางข้อที่ต้องแก้ไขเพื่อให้ให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเพื่อให้เกิดการยอมรับในโรงเรียน ที่ประชุมจึงเสนอให้โรงเรียนออกระเบียบการลงโทษนักเรียนของโรงเรียนเอง แต่ต้องรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียน ผู้ปกครองและศิษย์เก่า

ทั้งนี้ จะมีการประชุมอีกครั้งวันที่ 9 ธันวาคม 2563 โดยจะหารือในส่วนของกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนนักศึกษา ควบคู่กับระเบียบการลงโทษนักเรียนเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และหลักและหลักสิทธิมนุษยชนต่อไป

อิชยา กัปปา / สรุป
อธิชนม์ สล้างสิงห์ / ภาพ

ศธ.จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ปลัด ศธ. ‘สุภัทร’ ย้ำทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ในการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบาย และแผนการปฏิรูปประเทศ

(30 กันยายน 2563) กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิธีการรับ-ส่งงานในหน้าที่ราชการปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ 2563 ระหว่างนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ บุญเรือง กล่าวถึงปลัด ศธ. คนใหม่ว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถหลายด้าน เป็นคนเก่ง คนดี ตรง ซื่อสัตย์ มีเอกลักษณ์ของท่าน เชื่อมั่นว่าจะนำพา ศธ. ให้เดินหน้าอย่างมีศักดิ์ศรี ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรี ตลอดจนสร้างชื่อเสียงให้กับ ศธ. และประเทศชาติต่อไป

ขณะที่นายสุภัทร จำปาทอง กล่าวขอบคุณนายประเสริฐ บุญเรือง พร้อมยกย่องให้เป็น “ตำนานบทใหญ่ของ ศธ.” และเชื่อว่าทุกคนจะเก็บเรื่องราวของท่านเป็นความทรงจำดี ๆ ตลอดไป

หลังจากพิธีรับ-ส่งหน้าที่ปลัด ศธ. แล้ว นายสุภัทรกล่าวว่า ที่ผ่านมาการทำงานของ ศธ.มีทั้งสิ่งที่ดี และบางอย่างที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ซึ่งตนพร้อมรับฟังความคิดเห็นและคำแนะนำจากทุกคน เพราะทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล รัฐมนตรี และแผนการปฏิรูปประเทศ หวังว่าทุกคนจะร่วมมือกันสานประโยชน์ให้การศึกษาไทยก้าวหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 10.00 น. นายสุภัทร จำปาทอง จะมอบนโยบายการทำงานแก่ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ณ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

ศธ.เร่งนำแผนกรอบคุณวุฒิ​แห่งชาติ​สู่​การ​ปฏิบัติ​ เตรียม​พัฒนา​สมรรถนะกำลังคน เชื่อมโยง​ค่าตอบแทนตามมาตรฐาน​อาชีพ

เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน​ 2563 เวลา 10.30 น. นาย​ณัฏ​ฐ​พล​ ที​ป​สุวรรณ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการ​สภาการศึกษา พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวง​ศึกษาธิการ​ ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร ชั้น 3 อาคาร 56 ปี สำนักงานเลขาธิการ​สภาการศึกษา

รมว.ศึกษาธิการ​ กล่าว​ว่า​ การประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เป็นการวางแผนการผลิตและพัฒนาบุคลากร ให้มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตามที่ได้กำหนดไว้ในกรอบคุณวุฒิของแต่ละอาชีพ

ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ ได้หารือเกี่ยวกับการเพิ่มกรอบคุณวุฒิในวิชาชีพด้านสาธารณสุข​ ที่เป็นจุดแข็งของประเทศในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19​ พร้อมทั้งพิจารณากรอบคุณวุฒิ​ของวิชาชีพอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19​ ด้วย โดยในขณะนี้ได้มีแผนการดำเนินงานและทฤษฎีครบถ้วนแล้ว สิ่งสำคัญ คือ การนำแผนเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ การดำเนินงานด้านกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มีความสอดคล้องกับการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศอาชีวศึกษา (Excellence Center) ของกระทรวงศึกษาธิการ​ ที่ต้องการให้กำลังคนอาชีวะมีทักษะ และมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยเร็วที่สุด โดยเน้นให้สถาบันการอาชีวศึกษา​แต่ละแห่ง มีความโดดเด่นและมีความเป็นเอกลักษณ์​ เนื่องจากความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันมีความชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ​ก็ต้องเร่งผลิตและพัฒนากำลังคน เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ​

ที่ประชุมได้รับทราบการแต่งตั้งคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิ​แห่งชาติ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ได้รับความเห็นชอบตามมติคณะรัฐมนตรี​ โดยมีนายวิษณุ​ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี​ เป็นประธาน และมีรัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ เป็นรองประธานกรรมการ​ พร้อมด้วยกรรมการ จำนวน 32 คน ประกอบด้วย ผู้แทนจากส่วนราชการและภาคเอกชน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการผลิตและพัฒนากำลังคน ตลอดจน มีเลขาธิการ​สภาการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการ และฝ่ายเลขานุการจาก 3 หน่วยงาน คือ สำนักงาน​เลขาธิการ​สภาการศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน​ และสถาบันคุณวุฒิ​วิชาชีพ (องค์การ​มหาชน)​

ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินงานกรอบคุณวุฒิ​แห่งชาติ​ ดังนี้

  • การจัดทำกรอบคุณวุฒิ​แห่งชาติ​ (ฉบับปรับปรุง)​ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี​ เมื่อวันที่ 18 เมษายน​ 2560 เพื่อใช้เป็นกลไกในการเชื่อมโยงระบบการเรียนรู้ของภาคการศึกษา กับมาตรฐานการปฏิบัติ​งาน​ที่ตลาดแรงงานยอมรับ และสร้างโอกาสให้คนที่อยู่นอกระบบการศึกษา สามารถเทียบโอนประสบการณ์​ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันจะนำไปสู่การได้รับค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับสมรรถนะ
  • การจัดทำ (ร่าง)​ แผนขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิ​แห่งชาติ​สู่การปฏิบัติ​ พ.ศ. 2562 – 2565 โดยได้ผ่านความเห็นชอบในหลักการของที่ประชุม คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ​และ​สังคม​แห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 เมษายน​ 2563 ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ
  • การจัดทำ (ร่าง)​ แผนปฏิบัติการด้านการผลิตและพัฒนากำลังคน ในสาขาอาชีพที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการพัฒนาประเทศ ตามกรอบคุณวุฒิ​แห่งชาติ​ พ.ศ. 2562 – 2565 เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาความร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มอาชีพ เพื่อจัดทำฐานสมรรถนะที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานอาชีพ โดยคัดเลือกจากสาขาอาชีพที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ (ร่าง) แผนฯ ดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบในหลักการของที่ประชุม คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ​และ​สังคม​แห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 เมษายน​ 2563 ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ
  • การเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิ​แห่งชาติของประเทศไทยกับกรอบคุณวุฒิ​อาเซียน โดยสำนักงานเลขาธิการ​สภาการศึกษา ได้จัดทำรายงานการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิ​แห่งชาติ​ กับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนของประเทศไทย ตามเกณฑ์​ที่ประเทศสมาชิกร่วมกันกำหนดขึ้น โดยได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ จากคณะกรรมการ​กรอบคุณวุฒิ​อ้างอิงอาเซียน​ เมื่อวันที่ 31 มกราคม​ 2563 ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการอาเซียนจะได้เสนอต่อที่ประชุมระดับอาเซียนต่อไป

อรพรรณ​ ฤทธิ์​มั่น​: สรุป
นวรัตน์​ ราม​สูต​: เรียบเรียง
ยุทธ​พงศ์​ เลือก​กลั่น​ดี​: ถ่ายภาพ
ภาพเพิ่มเติม: Facebook
กลุ่ม​ประชา​สัมพันธ์​ สร.: รายงาน
12/9/2563

สกศ.จัดงานมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ: ก้าวสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่า

(26 ส.ค. 2562) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ : ก้าวสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่า ณ ห้องประชุม Mayfair Grand Ballroom โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

ประเด็นสำคัญ รมช.ศธ.มอบนโยบาย
– การประชุมครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีสาธารณะ นำเสนอประเด็นปฏิรูปการศึกษา
– ควรสร้างผู้เรียนให้เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง
– เด็กๆ ควรรู้เท่าทันวิทย์และเทคโนโลยี แต่ไม่ลืมความเป็นไทย
– ครูเป็นผู้สนับสนุนให้นักเรียนคิดเป็นระบบ
– จะนำร่องหลักสูตร Unplugged Coding พ.ย.นี้ เพื่อฝึกการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
– พร้อมสนับสนุนการศึกษาพิเศษสำหรับผู้พิการ

นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้จัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2561 รวมทั้งกฎหมายการศึกษา และนโยบายการศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21

บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของ สกศ. คือ เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้ข้อเสนอแนวทางการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรีในประเด็นสำคัญ เช่น กฎหมายการศึกษา การพัฒนาเด็กปฐมวัย  กลไกและระบบการผลิต  คัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครู การจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  แนวทาง หลักเกณฑ์ และวิธีการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา โดยสอดคล้องกันทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ เป็นต้น

สำหรับการจัดงานมหกรรมการศึกษาแห่งชาติ : ก้าวสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่า จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีสาธารณะ นำเสนอประเด็นปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นทุกมุมมองจากผู้มีส่วนได้เสียต่อการปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งเป็นการสร้างกระแสสังคมให้ได้รับรู้ในการดำเนินงานทางการศึกษาตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยจัดงานในวันที่ 26 – 27 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วมงานจำนวน 1,500 คน

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ บรรยายพิเศษ เรื่อง ก้าวสู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่า โดยยกคำกล่าวของชาวจีนว่า “ปลูกต้นไม้ต้องใช้เวลา 10 ปี ปลูกคนต้องใช้เวลา 100 ปี” ดังนั้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศจะต้องใช้เวลา ซึ่งสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรจึงจะปฏิบัติตามกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญได้จริง

ทั้งนี้ ต้องการเห็นผู้เรียนเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม และเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อสามารถเรียนรู้เท่าทันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมความเป็นไทย วัฒนธรรม ประเพณี คุณธรรมจริยธรรมอันดีงาม ถือเป็นต้นทุนอันมีค่าของคนไทย ซึ่งสามารถสอดแทรกไว้ในทุกกิจกรรมการเรียน เช่น การอ่านหนังสือ การร้องเพลง การฟ้อนรำ เป็นต้น จึงควรปลูกฝังทักษะทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมไทยควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงการบริหารการศึกษาด้วยว่า ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลกอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การรู้ปัญหาจึงเปรียบเสมือนสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ผู้บริหารต้องรู้ว่าจะวางระบบหรือปรับเปลี่ยนอย่างไรจึงสามารถดึงศักยภาพของคนทุกระดับออกมาให้ได้พัฒนาในแต่ละช่วงวัยให้ดีที่สุด เพื่อให้จบการศึกษาไปแล้วมีงานทำและทำงานเป็น

ทั้งนี้ เด็กรุ่นใหม่ควรได้เรียนรู้หลากหลายสาขาวิชา โดยทุกภาคส่วนต้องเข้ามาช่วยกัน ซึ่งการได้รับความรู้หลายอย่าง จะทำให้เกิดความรู้ ความคิด และความฉลาดขึ้นได้

ในส่วนของครูต้องสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนได้ เนื่องจากธรรมชาติของเด็กมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนอยู่แล้ว ครูจึงจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศทั้งในและนอกห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตามบริบทและความต้องการของนักเรียน ตลอดจนครูจะเป็นผู้สนับสนุนให้นักเรียนคิดเป็นระบบ วางแผน ตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ตามหลักสูตร Unplugged Coding เพื่อเตรียมตัวสู่การเรียนรู้การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในระดับต่อไป โดยจะเริ่มนำร่องหลักสูตรดังกล่าวในเดือนพฤศจิกายนนี้

ด้านการประเมินหรือทดสอบการศึกษาที่ผ่านมามีคนร้องเรียนหรือจับผิดหลายเรื่อง จึงต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เช่น ทักษะวิชาโค้ดดิ้งเป็นหนึ่งในวิชาทดสอบของ สทศ. โดยเป็นการทดสอบเพื่อให้รู้คะแนน ไม่ใช่การเปรียบเทียบหรือชี้วัดว่าใครเก่งกว่าใคร เนื่องจากเด็กทุกคนมีศักยภาพ เพียงแต่จะทำอย่างไรจึงสามารถดึงศักยภาพออกมาได้ ซึ่งควรประเมินกระบวนการพัฒนาการเรียนการสอนมากกว่าทดสอบว่าเด็กรู้วิชาที่ตั้งเป้าหมายให้เรียนได้มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ขาดโอกาสหลายอย่าง คือ ผู้พิการ ซึ่งแม้จะเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ แต่ก็เป็นคนไทยด้วยกัน ต้องได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ควรสนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษอย่างเหมาะสม ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครั้งนี้ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันปฏิรูปการศึกษาให้เป็นรูปธรรม ปลูกฝังให้คนไทยทุกคนเป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข และตอบแทนคุณแผ่นดิน

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

WordPress.com.

Up ↑