รมว.ศธ. ย้ำโรงเรียนคุณภาพ สร้างเครือข่ายพัฒนานักเรียน

รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” เดินหน้าสานต่อโรงเรียนคุณภาพ ย้ำการจัดการศึกษามีผู้เรียนเป็นเป้าหมายแห่งการพัฒนา ต้องสร้างเครือข่าย ให้ทุกภาคส่วนร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักความปลอดภัย

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้เป็นประธานเปิดงาน “TUB-UBON : มิติใหม่โรงเรียนคุณภาพมัธยมศึกษา” ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี พร้อมทั้งได้ชมการแสดงโปงลางของนักเรียน และนิทรรศการหลักสูตรที่หลากหลาย อาทิ ห้องเรียนพิเศษ ห้องเรียน Esports ห้องเรียนภาษาต่างประเทศ ห้องเรียนฟุตบอล ห้องเรียนศิลปะ ทำให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลายของนักเรียน รวมถึงห้องเรียนทวิศึกษา ที่จัดการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ควบคู่กับหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้นักเรียนสายสามัญศึกษาได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสการเรียนในสายอาชีพ ซึ่งเป็นการช่วยเสริมจุดแข็งให้ผู้เรียน ได้มีทั้งองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานและการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21

ขอชื่นชมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ได้ผลักดันเรื่องการสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจ ให้กับสังคม หรือ TRUST ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คือ เรื่อง “โรงเรียนคุณภาพ” โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุบลราชธานี หรือ TUP-UBON เป็นตัวอย่างของโรงเรียนมัธยมคุณภาพประจำจังหวัดที่มีความน่าเชื่อถือ เห็นได้จากการออกแบบหลักสูตรที่มีความหลากหลาย เพื่อรองรับศักยภาพและความต้องการของผู้เรียนที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ฝากให้เน้นย้ำถึงหลักใหญ่ของการพัฒนาโรงเรียนมัธยมคุณภาพประจำจังหวัด คือ คุณภาพ ได้มาตรฐานตามบริบทของตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำ ให้เกิดความเท่าเทียม มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เน้นผู้บริหารและครูที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพให้แก่ผู้เรียน ซึ่งการสร้างเครือข่ายของโรงเรียนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก

นอกจากนี้ ได้เป็นประธานเปิดงาน “การเปิดตลาดน้ำซับ @UBN4 เวทีคนอวดดี อวดเก่ง อวดรู้ สู่อาชีพ” ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุบลราชธานี เขต 4 ซึ่งพบว่าหน่วยงานได้นำนโยบายของ ศธ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาปฏิบัติเป็นรูปธรรม ทั้งรูปแบบการทำงาน TRUST รวมทั้ง 12 นโยบายการจัดการศึกษา 7 วาระเร่งด่วน รวมถึง สพฐ.วิถีใหม่ วิถีคุณภาพ การใช้พื้นที่เป็นฐาน ใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อน โดยนำมาพัฒนาในรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ PARA MODEL หรือการเรียนรู้แบบคู่ขนาน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาทั้ง 5 ON โดยเน้นความปลอดภัยของผู้เรียนเป็นสำคัญ ช่วยพลิกวิกฤตในการจัดการศึกษา ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ให้ผู้เรียนไม่พลาดโอกาสที่จะเรียนรู้ และยังได้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์

ทั้งนี้ การจัดการศึกษามีผู้เรียนเป็นเป้าหมายแห่งการพัฒนา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นโจทย์สำหรับทุกเขตพื้นที่การศึกษาที่จะต้องแสวงหาวิธีการ ที่จะทำให้ผู้เรียนของเรามีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักความปลอดภัย วันนี้นอกเหนือไปจากการเรียนรู้แล้ว จะต้องคิดถึงการต่อยอดองค์ความรู้ ออกมาเป็นทักษะ ออกมาเป็นผลงาน ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ หรือสร้างรายได้ให้กับผู้เรียน เพื่อให้การพัฒนาทักษะอาชีพ เป็นการศึกษาเพื่อสร้างอาชีพอย่างแท้จริง

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า วันนี้เรากำลังอยู่ระหว่างการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งได้ติดตามข้อมูลการแพร่ระบาดในสถานศึกษาของแต่ละจังหวัดมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมินความพร้อม รวมถึงกำหนดมาตรการที่จำเป็น เพื่อช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทราบว่าจังหวัดอุบลราชธานีมีจำนวนโรงเรียนที่เปิดเรียนเแบบ On-Site ถึง 238 โรงเรียน มากเป็นอันดับ 6 ของประเทศ แต่หากมองเป็นเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับจำนวนโรงเรียนทั้งจังหวัดที่มีอยู่ทั้งหมด 1,268 โรงเรียนแล้ว ก็คิดเป็น 19% เท่านั้น ซึ่งนับว่ายังต้องช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครอง และประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งการเข้ารับวัคซีน ก็เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นสถานการณ์ในครั้งนี้ไปด้วยกัน

ศธ.จับมือ สธ. พร้อมฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้ครูทุกคน

“ตรีนุช”นำทีมลงพื้นที่อุบลราชธานี ตรวจเยี่ยมจัดการเรียนการสอนแบบ On-Site ยุคโควิด 19 ย้ำโรงเรียนเป็นข้อต่อที่สำคัญของนักเรียนในช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องให้เด็กได้เรียนต่อ ด้าน “หมอสราวุฒิ” ให้ความมั่นใจพร้อมฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน

จังหวัดอุบลราชธานี – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยว่า ในวันที่ 16-17 ธ.ค.นี้ ตนพร้อมด้วยนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ. ,ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

โดยในวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมาได้เยี่ยมชมห้องเรียนของโรงเรียนอนุบาลตระการพืชผล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุบลราชธานี เขต 2 ซึ่งทำการสอนในระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งสิ้น 860 คน นอกจากนี้ยังได้ไปเยี่ยมชมการนำเสนอผลงานการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาและนักเรียน โดยใช้เครือข่ายพื้นที่เป็นฐาน จำนวน 19 เครือข่ายสถานศึกษา ในเขตพื้นที่บริการ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอตระการพืชผล อำเภอนาตาล อำเภอเขมราฐ อำเภอโพธิ์ไทร และอำเภอกุดข้าวปุ้น ซึ่งในภาพรวมของ สพป.อุบลราชธานี เขต 2 ที่มีโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด 217 แห่ง ขณะนี้มีการเรียนการสอนในรูปแบบ On-Site ทุกโรงเรียน

ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ตนได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ. มีความตั้งใจที่จะลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักเรียนมาโดยตลอด แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่มีความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้ต้องติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษาผ่านระบบออนไลน์มาเป็นระยะ และเริ่มมีโอกาสได้ทยอยลงพื้นที่ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งอำเภอตระการพืชผล ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ตนให้ความสนใจ โดยได้หารือกับนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. ในฐานะคนพื้นที่ ให้ช่วยดูแลและประสานความช่วยเหลือให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ดังกล่าวอยู่สม่ำเสมอ

“โรงเรียนเป็นข้อต่อที่สำคัญของนักเรียนในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กที่จบการศึกษาชั้น ป.6 ทุกคน สามารถเข้าเรียนต่อในระดับชั้น ม.1 ได้ทุกคน ไม่ตกหล่นออกจากระบบ ข้อนี้เป็นโจทย์สำคัญที่อยากเน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนให้ความสำคัญ ซึ่งโรงเรียนอนุบาลตระการพืชผล สามารถนำโจทย์ดังกล่าวมาพัฒนาการดำเนินงานได้ดี จนวันนี้นักเรียนของโรงเรียนทุกคนได้เข้าเรียนต่อ ม.1 ครบ 100% ก็ต้องขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้รักษาสิ่งดีๆ นี้ต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 นักเรียนอายุ 12 ปีขึ้นไป ของ สพป.อุบลราชธานี เขต 2 ได้รับวัคซีนเข็มหนึ่ง 4,231 คน คิดเป็น 74.40% ของนักเรียนทั้งหมด ได้รับเข็มสอง 2,444 คน คิดเป็น 42.98% ยังไม่ได้รับวัคซีน 1,456 คน คิดเป็น 25.60% ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับเข็มหนึ่ง 2,278 คน คิดเป็น 87.99% ได้รับเข็มสอง 1,524 คน คิดเป็น 58.86% ได้รับเข็มสาม 200 คน คิดเป็น 7.72% ยังไม่ได้รับวัคซีน 311 คน คิดเป็น 12.01% ซึ่งขึ้นอยู่กับความสมัครใจ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีความพร้อมในการให้บริการฉีด Booster เข็ม 3 ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ภายใน 3 เดือนหลังได้รับวัคซีนเข็ม 2 แล้ว

ศธจ.นครปฐม จัดโครงการ ศธ.จิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ”

(16 ธันวาคม 2564) นายปัญญา บูรณะนันทสิริ รองศึกษาธิการจังหวัดนครปฐม รักษาการในตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเปิดโคงการ “ศธ.จิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์” โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากร ตลอดจนผู้นำชุมชน ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ ในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม ณ โรงเรียนปรีดารามวิทยาคม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

นายปัญญา บูรณะนันทสิริ กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ความว่า ตลอดเวลาแห่งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการ ทรงตั้งพระราชหฤทัยในการดำรงไว้ซึ่งความผาสุกของประเทศชาติ ตลอดจนทุกคราที่ชาติบ้านเมืองประสบภัยจากสถานการณ์ต่าง ๆ พระองค์ได้ทรงพระราชทานแนวทางเพื่อคลี่คลายขจัดปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

อีกทั้งยังทรงห่วงใยราษฎรที่อยู่ท่ามกลางสถานการณ์สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทรงมีพระราชดำรัสเพื่อเตือนพสกนิกรไทยให้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังด้วยความสุขุมรอบคอบ โดยให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ มิใช่เพียงเพื่อประเทศไทยเท่านั้น หากเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของโลกด้วย

ต่อมาในกาลปัจจุบันนี้ ปวงข้าพระพุทธเจ้าต่างประจักษ์ซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ที่พระราชทานแนวทาง “โครงการจิตอาสาพระราชทาน” โดยกระทรวงศึกษาธิการได้น้อมนำแนวทางพระราชทานมาจัดกิจกรรมจิตอาสาในวันนี้ เพื่อให้ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมอันเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวทิตา ตลอดจนถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยรัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็น “วันพ่อแห่งชาติ”

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ปวงข้าพระพุทธเจ้าจะขอสืบสานพระราชปณิธานตามพระปฐมบรมราชโองการของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล อัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย และพลานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล ตลอดจนพระบรมเดชานุภาพแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดอภิบาลรักษาให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิพรชัย ทรงพระเกษมสำราญสถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ปวงข้าพระพุทธเจ้า และเหล่าพสกนิกรตราบกาลนิรันดร์เทอญ

จากนั้น รักษาการในตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดนครปฐม นำผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้ร่วมบำเพ็ญประโยชน์ กล่าวคำปฏิญาณตน “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” 3 ครั้ง และมอบเกียรติบัตรให้ผู้ให้การสนับสนุน

พร้อมกล่าวเปิดโครงการฯ ตอนหนึ่งว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ศธ.จิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์” ในวันนี้ จากพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2529 ความว่า การบำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเป็นปัจจัยสร้างสรรค์ความมุ่งดี มุ่งเจริญ รักใคร่เผื่อแผ่แบ่งปันในกันและกัน ซึ่งในที่สุดจะก่อให้เกิดความสามัคคีเป็นปึกแผ่นในชาติขึ้น จนเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยให้เราสามารถรักษาความเป็นอิสระและความมั่นคงของชาติบ้านเมืองเราให้ยืนยงอยู่ตลอดไป กิจกรรมการบำเพ็ญประโยชน์เป็นการปลูกฝังนิสัยของเด็กและเยาวชนให้เป็นคนมีน้ำใจ มีจิตสาธารณะ ปลูกฝังให้รู้จักช่วยเหลือ ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นและสังคม คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและชุมชนควบคู่กับการศึกษา เพื่อความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศชาติสืบไป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้จะได้ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์ให้สถานที่แห่งนี้สะอาดและสวยงาม เป็นสถานที่เอื้อประโยชน์ให้กับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไป ขอบคุณผู้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ที่ร่วมกันทำให้โครงการนี้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ทุกประการ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดโครงการ รักษาการในตำแหน่ง ศธจ.นครปฐม ได้มอบอุปกรณ์และนำผู้บำเพ็ญประโยชน์ปฏิบัติกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ทั้งพื้นที่ภายในและภายนอกโรงเรียน ตลอดจนชุมชนบริเวณใกล้เคียง อาทิ ทำความสะอาดห้องเรียน กวาดใบไม้ เก็บขยะมูลฝอย กำจัดวัชพืช เป็นต้น

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

“สุทธิชัย” ที่ปรึกษา รมว.ศธ. และ “เลขาธิการ สลช.” ตรวจเยี่ยมค่ายลูกเสืออ่างห้วยยาง โคราช

(14 ธันวาคม 2564) นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. พร้อมด้วยนายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. ในฐานะเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) นำคณะผู้บริหาร ศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจบุคลากรทางการลูกเสือ ณ ค่ายลูกเสืออ่างห้วยยาง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 1 ให้การต้อนรับ และนำเยี่ยมชม

เลขาธิการ สลช. กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อมาเยี่ยมชม ให้กำลังใจบุคลากรทางการลูกเสือ ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ สนองงานของ สลช.เป็นอย่างดีเรื่อยมา ตลอดจนให้คำปรึกษา เพื่อพัฒนาค่ายลูกเสืออ่างห้วยยาง ให้เป็นค่ายลูกเสือที่มีคุณภาพ มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

ขอชื่นชมบรรยากาศในค่ายที่มีความร่มรื่น มีต้นไม้นานาพันธ์ุมากมาย เป็นพื้นที่ป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อยู่ใกล้ชุมชน มีระบบสาธารณูปโภคครบครัน การคมนาคมสะดวก อยู่ใกล้ส่วนราชการ เช่น โรงเรียนอ่างห้วยยาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อ่างเก็บน้ำห้วยยาง จึงถือว่าเป็นหนึ่งในค่ายลูกเสือที่เพรียบพร้อมดีเยี่ยมอีกแห่งหนึ่ง เหมาะสมที่จะใช้ในการจัดกิจกรรมลูกเสือเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับค่ายลูกเสืออ่างห้วยยาง มีเนื้อที่ 114 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตําบลสุรนารี อําเภอเมืองนครราชสีมา เริ่มบุกเบิกเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2506 โดยนายสุวรรณ ธนกัญญา ศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา ในขณะนั้น เป็นผู้นําในการบุกเบิกและควบคุมการก่อสร้าง มีนายรอด ทูโคกกรวด เป็นผู้มอบที่ดินจํานวน 88 ไร่ ให้ก่อสร้างเป็นค่ายลูกเสือฯ โดยนายอภัย จันทวิมล ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในขณะนั้น เป็นประธานพิธีเปิดค่าย เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2508 ปัจจุบันอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สพป.นครราชสีมา เขต 1

ที่ผ่านมาค่ายลูกเสือแห่งนี้ เคยได้รับสนับสนุนงบประมาณจาก สลช. ดังนี้

  • ปี 2558 ปรับปรุงอาคารอำนวยการ 1 หลัง 751,000 บาท
  • ปี 2560 ปรับปรุงโรงอาหาร 1 หลัง 639,000 บาท และปรับปรุงที่พักของผู้เข้ารับการฝึกอบรม 1 หลัง 2,896,000 บาท รวมทั้งสิ้น 3,535,000 บาท
  • ปี 2563 ก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ 8,000,000 บาท โดยแบ่งชำระเป็น 3 งวด ขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2565 และปรับปรุงห้องน้ำรวม 2,915,000 บาท รวมทั้งสิ้น 10,915,000 บาท

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

คุณ​หญิง​กัลยา เปิดงาน “เกษตรตะโก ครั้งที่ 6” และวันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2564 ที่วิทยาลัย​เกษตร​และ​เทคโนโลยี​ชุมพร​

(11 ธันวาคม​ 2564)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ เป็นประธา​นเปิดงาน “เกษตรตะโก ครั้งที่ 6” และวันสิ่งแวดล้อมไทย ประจำปี 2564 ณ วิทยาลัย​เกษตร​และ​เทคโนโลยี​ชุมพร​ อ.ทุ่งตะโก​ จ.ชุมพร​ โดยมีนายสมพร ปัจฉิมเพชร รองผู้ว่า​ราชการ​จังหวัด​ชุมพร รักษา​ราชการ​แทน​ผู้ว่าราชการจังหวัด​ชุมพร นำผู้บริหารส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร ผู้นำชุมชน และประชาชน​ร่วมให้การต้อนรับ​

ว่าที่ร้อยตรี ดร.นิพนธ์​ ภู่พลับ ผอ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร กล่าว​ว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร (วษท.ชุมพร) ​ร่วมกับบริษัทนเรศวรร์ อินเตอร์ กรุ๊ป จัดงาน “เกษตรตะโก ครั้งที่ 6” และวันสิ่งแวดล้อมไทย ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 5-16 ธันวาคม 2564 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพร ที่สอดคล้องกับมาตรการทางด้านสาธารณสุข สร้างความตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นและเกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่ามากที่สุด สร้างการเรียนรู้ จากประสบการณ์จริงสู่ผู้เรียนในทักษะวิชาชีพ รวมถึง​ประชาสัมพันธ์งานด้านวิชาการ วิชาชีพ การสร้างจิตสำนึกการมีส่วนร่วมและรับผิดชอบต่อสังคม

อีกทั้งสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2532 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานเกี่ยวกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศ และของโลกที่มีความรุนแรงขึ้น พร้อมทั้งได้ตรัสเตือนพสกนิกรให้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ มิใช่เพียงเพื่อประเทศไทยเท่านั้น หากเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของโลกด้วย จึงกำหนดให้วันที่ 4 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมไทย จึงเป็นที่มาของการจัดงานในวันนี้ด้วย

ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าว​แสดงความชื่นชมที่ได้เห็นทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจในการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งทางเจ้าภาพได้ดำเนินตามมาตรการทางด้านสาธารณสุขอย่างครบถ้วน เพื่อให้งานวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพร สร้างความตื่นตัว และตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เป็นการบอกให้พวกเราทุกคนใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

นอกจากนี้​ ขอชื่นชม​การจัดแสดงผลงานทางวิชาการของ วษท.ชุมพร และหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งการจัดนิทรรศการ เวทีให้ผู้เรียนแสดงออกถึงศักยภาพและทักษะทางวิชาการที่เป็นผลจากการเรียนรู้โดยการปฏิบัติจริงให้ปรากฎเป็นรูปธรรมในด้านวิชาชีพ นับว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่ายิ่ง ทั้งยังเป็นการแสดงถึงศักยภาพแห่งความสำเร็จทางด้านการจัดศึกษา เพื่อประกอบอาชีพด้านการเกษตรของจังหวัดชุมพรอีกด้วย

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษา เกษตรกรชาวจังหวัดชุมพร และผู้เข้าร่วมชมงาน ที่จะได้นำเอาความรู้ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง
สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพรให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างยั่งยืน” รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าว​

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ​พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ รัชกาลที่ 9 กับการอนุรักษ์น้ำ, รัชกาลที่ 9 กับการอนุรักษ์ดิน, ใต้ร่มพระบารมีชุมพรวันนี้สุขร่มเย็น ตลอดจนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน และมินิซู เข้าร่วมชมฟรีตลอดงาน

ปารัชญ์ ไชย​เวช ​/ สรุป
ทิพย์​สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ​

ปลัด ศธ. เปิดโครงการ​ “กระทรวงศึกษาธิการสัญจร”​ ที่จังหวัดนครพนม

(8 ธันวาคม​ 2564)​ ดร.สุ​ภัทร​ จำปาทอง ปลัด​กระทรวงศึกษาธิการ​ เป็น​ประธาน​​เปิด​โครงการกระทรวงศึกษาธิการสัญจร จังหวัด​นครพนม และบรรยายพิเศษ​ ณ หอประชุมมรุกขนคร โรงเรียนนครพนมวิทยาคม จังหวัดนครพนม โดย​มี​นายธวัชชัย รอดงาม รองผู้ว่า​ราชการ​จังหวัด​นครพนม​ ในฐานะ​ผู้แทน กศจ.นครพนม​ นำผู้บริหาร​ ครู​ บุคล​ากรทางการศึกษา​ และนักเรียน​ร่วมต้อนรับ​

ภาพงานทั้งหมด Facebook ศธ.360 องศา

นายวีระ แข็ง​กสิ​การ​ รอง​ปลัด​ ศธ.​ กล่าวรายงานว่า โครงการกระทรวงศึกษาธิการสัญจร จัดขึ้น​ระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคม​ 2564​ เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) จากสำนักงานในส่วนกลาง สำนักงานศึกษาธิการภาค และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ได้รับทราบนโยบาย ข้อเสนอแนะ แนวทางการดำเนินงานของ สป.ศธ. บูรณาการการทำงานแบบร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาไปสู่การปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน และสอดคล้องบริบทความต้องการของพื้นที่

โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 200 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานศึกษาธิการภาค 18 ภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด และหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 จังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร

นายสุภัทร​ จำปาทอง ปลัด ศธ. กล่าวว่า โครงการกระทรวงศึกษาธิการสัญจร เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความร่วมมือระหว่าง​หน่วยงานภูมิภาคและส่วนกลาง เนื่องจาก ศธ.มีการจัดการศึกษาหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันออกไป

วันนี้จึงเป็นการรับฟังความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งในส่วนของข้อจำกัดในการทำงาน ข้อขัดข้อง รวมถึง​ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เนื่องจากสถานศึกษาในพื้นที่นั้นเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการจัดการศึกษา ส่วนบทบาทของหน่วยงาน​ส่วนกลางจะเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุน ให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อนำไปสู่การดำเนินงานภาพใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ

ขณะ​ที่รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ “นางสาว​ตรีนุช​ เทียน​ทอง​” ได้ฝากประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจติดตาม 3 เรื่อง คือ

  1. การเปิดภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2564 แบบในชั้นเรียนปกติ หรือ On-Site ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19
  2. โครงการโรงเรียนคุณภาพของชุมชน และโรงเรียนดี 4 มุมเมือง โดยให้มีการเชื่อมโยง​เครือข่าย​โรงเรียน​คุณภาพ​
  3. การติดตามเด็กตกหล่น นักเรียนออกกลางคัน เพื่อนำกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

ทั้งนี้​ หวังว่าจะได้รับทราบความต้องการ​ของคนในพื้นที่​ โดยส่วนกลาง​พร้อม​สนับสนุน​อย่างเต็มที่​

นายธนู ขวัญ​เดช รองปลัด ศธ.​ กล่าวว่า ได้มีโอกาสลงพื้นที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 53 จ.สกล​นคร​ เป็นโรงเรียนที่มีความหลากหลาย​และน่าสนใจมาก เนื่องจาก​จัดการศึกษา​ให้กับเด็ก​ด้อยโอกาส ซึ่ง​ความท้าทายของโรงเรียนนี้คือเป็นโรงเรียนกินนอน บริหารจัดการ​ ทุกอย่าง​บนความขาดแคลน ครูเป็นเสมือนพ่อแม่ของเด็ก บ่มเพาะให้โอกาสกลับสู่สังคม​ รวมถึงสร้างเครือข่ายร่วมกับบริบทสังคมอื่น ๆ อย่างแนบแน่น

สิ่งที่น่ายกย่อง​คือ การจัดการศึกษาสอดคล้อง​กับหลักสูตร​ฐานสมรรถนะที่ ศธ.จะดำเนินการในปี 2565 เป็นอย่างมาก มีการเพิ่มเติมทักษะด้านความเป็นคน และการใช้ชีวิต​ให้กับเด็กด้วย เช่น พี่สอนน้องช่วยเหลือดูแลตัวเอง จัดเวรทำความสะอาด​ ปลูกผักสวนครัว เป็น​ต้น ซึ่ง​ไม่ได้เป็น​การเรียนในตำราเพียงอย่างเดียว

นายสุทิน แก้วพนา รอง​ปลัด​ ศธ. กล่าว​ว่า ได้มีโอกาสไปตรวจเยี่ยมโรงเรียน​มุกดาหาร​ จังหวัด​มุกดาหาร​ ซึ่งเป็น​โรงเรียน​ขนาดใหญ่ ​ความพร้อมในการจัดการศึกษาแบบ On-Site และค่อนข้างปลอดภัย มีการจัดการศึกษาแบบ Active Learning ทำให้เด็กมีความสนใจและกระตือรือร้น มีความสุขในการเรียนและมีการจัดหลักสูตรที่หลากหลาย ส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนรอบด้าน ส่วนปัญหาที่พบคือ ห้องเรียนยังไม่เพียงพอเนื่องจากมีการเพิ่มของนักเรียนขึ้น​อย่างต่อเนื่อง

ภายหลังพิธีเปิด ปลัด ศธ. พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ศธ. ร่วมแถลงข่าวการลงพื้นที่โครงการศึกษาธิการสัญจร จังหวัดนครพนม และมอบแนวทางการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ตามนโยบาย ศธ.

ปลัด ศธ. ให้สัมภาษณ์ว่า การลงพื้นที่ ศธ.สัญจรในครั้งนี้ ได้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานในส่วนกลางได้รับฟังความคิดเห็น รวมทั้งได้พบ Good Practice สามารถนำความรู้ที่ดี ๆ ไปใช้ในกระบวนการ แล้วสรุปออกมาเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด อีกทั้งยังได้รับชมการแสดงร่วมสมัยของนักเรียน ทำให้เห็นโอกาสการจัดการศึกษาในบางเรื่องที่นักเรียนสนใจ เป็นการสร้างแพลตฟอร์มช่องทางการเรียนรู้ได้อีกทางหนึ่ง

จากการชมนิทรรศการ ได้รับฟังเสียงสะท้อนจาก “น้องจีน่า” น้องนักเรียนคนหนึ่งว่า ได้มีโอกาสไปแข่งขันในหลาย ๆ เวที แต่ “เวทีแข่งขัน” เหล่านั้นสำหรับตนไม่ใช่การแข่งขัน หากแต่เป็น “เวทีการเรียนรู้” เป็นการเรียนรู้จากคู่แข่งคนอื่น ๆ บนเวที เช่นเดียวกับ ศธ.สัญจร ภายใต้การนำของรองปลัด ศธ. ทั้ง 3 ท่าน ที่นำผู้บริหารส่วนกลางไปลงพื้นที่ในจังหวัดนครพนม สกลนคร และมุกดาหาร ก็เป็น “เวทีแลกเปลี่ยนปัญหา” ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปในอนาคตอันใกล้

สำหรับจังหวัดนครพนม เป็นเมืองชายแดน คาแรคเตอร์ในการดูแลเด็กนักเรียนอาจแตกต่างจากที่อื่น เนื่องจากมีนักเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเรียนเพิ่ม แต่จากปัญหาโควิด 19 ทำให้นักเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านไม่เข้ามาเรียนเหมือนก่อน

ทั้งนี้ ในปี 2565 ศธ.มีเรื่องต้องสนใจเพิ่มจาก 12 นโยบายการจัดการศึกษา และ 7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ของ รมว.ศธ. ดังนี้

  • ข้อบังคับทางกฎหมายที่ ศธ.ต้องเร่งดำเนินการภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 เดือน คือ 5 เป้าหมายหลัก (Big Rock) ปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้แก่ 1) ปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษา 2) ปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนรับศตวรรษที่ 21 3) ปฏิรูปการผลิตพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา 4) ปฏิรูประบบการอาชีวศึกษา และ 5) ปฏิรูปบทบาทการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมี 2 ส่วนที่ ศธ. รับผิดชอบโดยตรงคือ ข้อ 2 ซึ่งจะมีการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนไปสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ จะเป็นเรื่องของสถานศึกษาเป็นส่วนใหญ่ เน้น Active Learning เป็นหลัก ซึ่งบางทีอาจเป็นการเรียนรู้หลายวิชาในคราวเดียวกัน เป็นการเพิ่มทักษะในการวิเคราะห์ จัดการปัญหา มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และทำงานเป็นทีม และข้อ 4 คือการพัฒนาผู้เรียนเน้นไปสู่การพัฒนาทักษะอาชีพ จัดการศึกษาแบบทวิภาคี ซึ่งเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างสถานประกอบการกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา

“ขอขอบคุณจังหวัดนครพนม ที่สามารถเปิดเรียน On-Site ได้เกิน 80% ถึงแม้พื้นที่ในแถบศึกษาธิการภาค 11 จะเป็นพื้นที่สีเหลือง มีการระบาดของโควิด 19 ไม่รุนแรง อย่างไรก็ตามการระมัดระวังการแพร่ระบาดก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนตลอดจนผู้ปกครองทุกคนจะได้รับวัคซีนไฟเซอร์ครบ 100% ทุกคนในระยะเวลาอันใกล้นี้” ปลัด ศธ.กล่าว

​บัลลังก์​ โรหิต​เสถียร, ปารัชญ์ ไชย​เวช, อานนท์​ วิชานนท์​ / สรุป​
ปกรณ์​ เรืองยิ่ง, อธิชนม์ สลางสิงห์, ศุภณัฐ​ วัฒนมงคล​ลาภ / ถ่ายภาพ​

“สุทธิชัย” นำทีมผู้บริหาร ศธ. ลงพื้นที่กระทรวงศึกษาธิการสัญจร ภาค 11 “นครพนม สกลนคร มุกดาหาร” 7-9 ธ.ค. 2564

“สุทธิชัย จรูญเนตร” ที่ปรึกษา รมว.ศธ. นำทีมผู้บริหารส่วนกลางลงพื้นที่ “กระทรวงศึกษาธิการสัญจร” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่สำนักงานศึกษาธิการภาค 11 รวม 3 สาย โดยลงพื้นที่ร่วมกับรองปลัด ศธ. “สุทิน แก้วพนา” ที่มุกดาหาร ส่วนอีก 2 สาย “ธนู ขวัญเดช” ลงพื้นที่สกลนคร และ “วีระ แข็งกสิการ” ลงพื้นที่นครพนม

ภาพการลงพื้นที่ทั้ง 3 สาย Facebook

จังหวัดมุกดาหาร : ตรวจเยี่ยมโรงเรียนมุกดาหาร

บ่ายวันนี้ (7 ธันวาคม 2564) นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าวภายหลังการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนมุกดาหาร ร่วมกับนายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. และคณะผู้บริหารส่วนกลาง ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภายใต้การนำของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. มุ่งเน้นดำเนินการภารกิจหลักตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ในฐานะหน่วยงานที่ขับเคลื่อนการพัฒนาการเรียนรู้ ยกระดับพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต

ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) มีบทบาท ภารกิจ หน้าที่และอำนาจในการส่งเสริม กำกับดูแลการบริหารและการจัดการศึกษาทุกระดับ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนที่ต้องเร่งขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากที่สุด กล่าวคือ ต้องเร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ระดับจังหวัด สร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจให้กับสังคม โดยเฉพาะผู้เรียนและประชาชน ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกัน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

การลงพื้นที่ ศธ.สัญจรในครั้งนี้ จึงต้องการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาไปสู่การปฏิบัติ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องบริบทความต้องการของพื้นที่ ตลอดจนรับฟังข้อคิดเห็นตามนโยบาย แนวทาง ปัญหาอุปสรรค ในหน่วยงานระดับพื้นที่

จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนมุกดาหาร ทำให้เห็นว่าโรงเรียนมีการเตรียมความพร้อมดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียน ครูและบุคลากรในสถานศึกษา โดยยึดหลัก 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม 7 มาตรการเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองวัดไข้และอาการเสี่ยงก่อนเข้าสถานศึกษา สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ห้องเรียนเว้นระยะห่างนั่งเรียนอย่างน้อย 2 เมตร มีจุดล้างมือหรือเจลแอลกอฮอล์อย่างเพียงพอ มีการทำความสะอาดห้องเรียน ห้องสุขา กำจัดขยะมูลฝอย พื้นผิวสัมผัสร่วมโดยตลอด เปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศ มีการควบคุมการเข้า-ออกของบุคคลภายนอกอย่างเคร่งครัด แนะนำให้นักเรียนสังเกตอาการและประเมินตนเองผ่านแอปพลิเคชัน Thai Save Thai (TST) อย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น

จากการเยี่ยมชมห้องเรียนภาษาญี่ปุ่น เยอรมัน จีน และศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. รวมทั้งห้องเรียน MEP (Mini English Program) ในโครงการ IEP Open House (Intensive English Program) ซึ่งเป็นโครงการที่โรงเรียนก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2547 ทำให้เห็นว่าโรงเรียนได้พัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้มีความรู้ความสามารถในการปรับตัวให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 อีกทั้งเป็นการเตรียมคนให้มีความสามารถแข่งขันในระบบเศรษฐกิจอาเซียนต่อไปในอนาคต ภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นในการเรียนรู้เตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่สังคมโลกต่อไป

สำหรับโรงเรียนมุกดาหาร เปิดภาคเรียนที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีรูปแบบการสอนแบบผสมผสาน (Hybrid) โดยแบ่งนักเรียนในห้องเรียนทุกระดับชั้นเป็นระดับชั้นละ 2 กลุ่ม สลับกันมาเรียนทุกระดับชั้นกลุ่มละ 1 สัปดาห์ โดยจำนวนนักเรียนทั้งหมด 2,195 คน ได้รับวัคซีนแล้ว 88% ครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 152 คน ได้รับวัคซีนทั้งสองเข็มแล้ว 90 %

“ฝากการบ้านให้โรงเรียนมุกดาหาร ทำอย่างไรที่จะจัดการเรียนในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งจำเป็นต้องจัด On-Site ให้ได้ 100% อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ ศธ.เป็นหน่วยงานต้นน้ำในการผลิตบุคลากรคุณภาพให้แก่ทุกสังคมในประเทศไทย”

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ

จังหวัดสกลนคร : ตรวจเยี่ยม รร.ราชประชานุเคราะห์ 53

ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายธนู ขวัญเดช รองปลัด ศธ. พร้อมด้วยนายวรัท พฤกษาทวีกุล หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ศธ. และคณะผู้บริหารส่วนกลาง ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร เพื่อรับฟังสภาพปัญหาการจัดการศึกษาของจังหวัดสกลนคร รวมทั้งตรวจเยี่ยม รร.ราชประชานุเคราะห์ 53 ซึ่งมีผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศด้าน Sandbox Safety Zone in School (SSS) โดยว่าที่ร้อยตรี เจษฎาภรณ์ พรหนองแสน รองศึกษาธิการภาค 14 ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 11 ร่วมคณะ

นายธนู ขวัญเดช กล่าวว่า จากการลงพื้นที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 53 จังหวัดสกลนคร (ร.ป.ค.53) สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งอยู่ที่อำเภอพรรณานิคม เป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส 10 ประเภท ประเภทอยู่ประจำ ในเขตพื้นที่บริการ 2 จังหวัด คือ สกลนครและนครพนม เปิดสอนตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 จำนวน 24 ห้องเรียน นักเรียนรวม 625 คน ครูและบุคลากร 71 คน

ทั้งนี้ โรงเรียนได้ดำเนินการขับเคลื่อนวาระเร่งด่วน (Quick Win) ของ ศธ. ในด้านต่าง ๆ เช่น

  • ความปลอดภัยของผู้เรียน มีการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและปลอดภัยกับผู้เรียน ทั้งอาคารเรียน โรงอาหาร ห้องปฏิบัติการ รวมทั้งหอพัก, แต่งตั้งครูเวรประจำวัน ครูเวรกลางคืน ครูประจำหอพัก บ้านพัก และเวรยามหน้าประตูทางเข้าโรงเรียน, มีระบบการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 ขั้นตอน มีระบบติดตามการออกกลางคันของนักเรียน
  • การพัฒนาทักษะทางอาชีพ ส่งเสริมให้นักเรียนสร้างรายได้ระหว่างเรียน มีทักษะอาชีพติดตัวอย่างน้อย 1 คน 1 อาชีพ โดยเน้น 5 กลุ่มอาชีพ คือ 1) กลุ่มอาชีพคหกรรม เช่น การทำขนม เบเกอรี่ 2) กลุ่มอาชีพเกษตรกรรม เช่น เลี้ยงปลา หมู ไก่ 3) กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรม เช่น ทำอิฐบล็อก ช่างเชื่อมโลหะ 4) กลุ่มอาชีพพาณิชย์และบริการ เช่น โรงเรียนธนาคาร นวดแผนไทย เสริมสวยหญิง 5) กลุ่มอาชีพความคิดสร้างสรรค์ เช่น การทำสกรีน วงโยธวาทิต วงสตริง วงโปงลางปทุมเทวาภิรมย์ เป็นต้น ซึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจ คือ นักเรียนมีการรวมกลุ่มในรูปแบบบริษัทสมมุติ (Mini Company) ดำเนินงานตามแผนงานของบริษัท มีบันทึกการปฏิบัติงาน งบกำไรขาดทุน เงินปันผลและโบนัส มีการถอดบทเรียนเศรษฐกิจพอเพียง การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างรายได้ มีเพจจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ 16 เพจ เช่น ผ้าคราม ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ทอผ้า สร้างรายได้ให้นักเรียนเฉลี่ยคนละ 2,500 บาทต่อปี
  • การจัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ จำนวน 152 คน แยกเป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 86 คน ทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ 64 คน และทางสติปัญญา 2 คน ซึ่งส่งผลให้นักเรียนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ บนความแตกต่างของแต่ละบุคคล และได้เรียนรู้อย่างมีความสุข
  • ผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศของโรงเรียน คือ Sandbox Safety Zone in School (SSS) ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวในจังหวัดสกลนครที่ได้เข้าร่วมมาตรการ SSS ทั้งนี้ โรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน ทั้ง On-Site และรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้รูปแบบ TRUST Model คือ Team-Responsible-Uninty-Success-Teams พร้อมทั้งมีแผนเผชิญเหตุตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ภายใต้หลักการ “ตัดความเสี่ยงสร้างภูมิคุ้มกัน 3T 1V” โดย T1 คือ Thai Stop Covid Plus, T2 คือ Thai save Thai, T3 คือ Antigen Test Kit

น.ส.ทัศนีย์ สิงหวงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงชุดตรวจ Antigen Test kit รวมทั้งเจลแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัย ทางโรงเรียนได้รับมอบจากศูนย์อนามัยที่ 8 จังหวัดอุดรธานี จำนวน 625 ชุด และภาคีเครือข่ายอื่น ๆ เช่น มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้ไม่มีปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในสถานการณ์โควิด 19 ที่ผ่านมาได้ดำเนินการสุ่มตรวจแล้ว 9 ครั้ง ผลเป็นลบทั้งหมด ยังไม่พบเชื้อ สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด 19 นั้น ครูและบุคลากรทุกคนรวม 71 คน เข้ารับการฉีดวัคซีน 2 เข็มแล้ว 100% ส่วนนักเรียนเข้าถึงวัคซีนแล้ว 53%

โอกาสนี้ รองปลัด ศธ. “ธนู ขวัญเดช” ได้กล่าวให้กำลังใจและชมเชยผู้บริหาร ครู บุคลากร และภาคีเครือข่ายทุกคน ที่ร่วมพัฒนาโรงเรียนได้อย่างดียิ่ง พร้อมทั้งขอให้ช่วยขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายเร่งด่วนของ ศธ. รวมทั้งแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา 5 Big Rocks ส่วนที่เป็นภาระงานของ ศธ. โดยตรง เช่น เรื่องของหลักสูตรการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ การจัดการศึกษาแบบ Active Learning เป็นต้น จากนั้น ได้เยี่ยมชมนิทรรศการความก้าวหน้าการจัดการศึกษา โครงการการศึกษาเพื่อการมีงานทำ เยี่ยมชมโรงอาหาร หอพัก ห้องเรียน To be Number One งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์นักเรียน ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
ปกรณ์ เรืองยิ่ง / ถ่ายภาพ

จังหวัดนครพนม : ตรวจเยี่ยม รร.บ้านเหล่าพัฒนา

ช่วงเวลาเดียวกัน นายวีระ แข็ง​กสิการ รองปลัด ศธ. พร้อมด้วยนายพัฒนะ พัฒนทวีดล, นายธนากร ดอนเหนือ, นายปรีดี​ ภูสีน้ำ, นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี​ ผู้ตรวจราชการ ศธ. และผู้บริหารส่วนกลาง​ ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านเหล่าพัฒนา อำเภอนาหว้า

นางคำปิ่น ทีสุกะ ผอ.โรงเรียน​บ้านเหล่าพัฒนา​ กล่าว​ว่า โรงเรียนบ้านเหล่าพัฒนา จัดการศึกษา 2 ระดับ คือ ปฐมวัยและประถมศึกษา มีครูและ​บุคลากร​ทางการ​ศึกษา​ 15 คน มีนักเรียนจำนวน 166 คน มีการปรับปรุงพัฒนางานอย่างต่อเนื่องจนได้รูปแบบการพัฒนาสถานศึกษาที่ประสบผลสำเร็จโดยใช้ GLISS Model ตามกระบวนการปรับปรุงคุณภาพงานแบบ PDCA เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ นโยบาย ศธ. และวิสัยทัศน์ของโรงเรียน เพื่อเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ มุ่งสู่คุณภาพผู้เรียน และดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

จากการดำเนินงานส่งผลให้เกิด 5Q สอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 ได้แก่

  • Q1 คุณภาพของผู้เรียน (Quality Student) คือ ผู้เรียนมีผลการทดสอบระดับชาติสูงกว่าระดับประเทศติดต่อกัน 4 ปี และมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ระดับดีขึ้นไปร้อยละ 100
  • Q2 คุณภาพครู (Quality Teacher) คือ ครูได้รับรางวัล OBEC AWARD​S เหรียญทองระดับชาติ 2 ปีติดต่อกัน
  • Q3 คุณภาพผู้บริหาร (Quality Director) คือ ผู้บริหารได้รับรางวัล OBEC AWARD​S เหรียญทองระดับชาติ 2 ปีติดต่อกัน และรางวัลคุรุสดุดี
  • Q4 (Quality School) คือ โรงเรียนได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทาน/รางวัลชนะเลิศ
    OBEC AWARD​S ระดับชาติด้านการบริหารจัดการยอดเยี่ยม รางวัล IQA AWARDS และรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย
  • Q5 (Quality Society) เกิดสังคมคุณภาพ คือ บุคลาการในชุมชนได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านแหนบทองคำ 2 สมัย อสม.ดีเด่นระดับชาติ เป็นหมู่บ้านนวัตวิถี มีการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจนได้รับรางวัลหมู่บ้านพระราชทาน

ขณะที่​ปัญหาอุปสรรคของโรงเรียน ได้แก่

  • ด้านอาคารสถานที่ โรงอาหารที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 40 ปี ได้ชำรุดทรุดโทรม และขาดห้องประชุมขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และกิจกรรมพัฒนาบุคลากร
  • ด้านครู ไม่มีครูประจำการสาขาปฐมวัย และไม่มีบ้านพักครู ส่งผลต่อขวัญกำลังใจของครู
  • ด้านนักเรียน การขาดอาหารเช้า จากปัญหาเด็กต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย เพราะพ่อแม่
    ไปทำงานรับจ้างในเมืองหลวง ส่งผลต่อพัฒนาการของนักเรียนทั้งร่างกาย และสติปัญญา
  • ด้านเครื่องมือสื่อสาร หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีที่จะใช้เรียนออนไลน์ เนื่องจาก​ส่วนใหญ่ในหนึ่งครอบครัวจะมีนักเรียนอยู่ในวัยเรียนพร้อมกันหลายคน จึงทำให้เด็กนักเรียนต้องขาดเรียน

ในส่วน​ของ​การจัดการศึกษา​ภายใต้​สถานการณ์โควิด 19 ส่งผล​ให้​ภาคเรียนที่ 1 แทบไม่สามารถเปิดโรงเรียน​แบบ On-Site ได้เลย จึงใช้รูปแบบการจัดการศึกษา On-Demand ที่สามารถดึงดูดเด็กได้มากที่สุด โดยครูทุกคนจะมีคลิปวิดีโอของตนเอง นอกจากนี้ยังใช้วิธีการสอนที่นัดเด็กมารับใบงานที่โรงเรียนครั้งละครึ่งห้อง แล้วสอนเนื้อหาให้บางส่วน แต่ยังไม่ได้เปิดเทอม ซึ่งก็ช่วยนักเรียนได้ระดับ​หนึ่ง

อีกปัญหาหลักของการเรียน​ออนไลน์​ คือ ความยากจนของผู้ปกครอง ซึ่งต้องทำมาหากินจนไม่มีเวลาดูแลเด็ก เครื่องมือสื่อสารที่มีต่อบ้านไม่เพียงพอ ครูสอนเนื้อหาได้น้อยลงแต่ทำงานหนักขึ้น และมีเด็กที่ติดเกมเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับอนุญาตให้เปิดเรียนแบบ On-Site ในวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็ทำให้สถานการณ์การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นายวี​ระ​ แข็ง​กสิ​การ​ กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ที่วางกรอบงานอย่างชัดเจนจนทำให้โรงเรียนได้รับคัดเลือกเป็นโรงเรียนพระราชทาน ถือเป็นเครื่องการันตีคุณภาพของโรงเรียน นับเป็นความสำเร็จของคนทั้งทีม รวมถึงชุมชนด้วย แล้วความสำเร็จนี้ด้านสำคัญที่สุดคือด้านผู้เรียน โดยจากการพูดคุยกับนักเรียนพบว่าเด็กกล้าแสดงออก มุ่งมั่น มีเป้าหมายในการเรียนและอาชีพที่ใฝ่ฝันอย่างชัดเจน

ขณะที่จุดเด่นสำคัญของโรงเรียนคือจัดการเรียนการสอนเชื่อมโยงกับมิติของชุมชน เชื่อว่าจากนี้ไปโรงเรียนบ้าน​เหล่า​พัฒนา​จะสามารถ​เป็นต้นแบบที่ดีให้กับโรงเรียนอื่นได้ ซึ่งการลงพื้นที่ ศธ.สัญจรครั้งนี้ ก็เป็นการนำผู้บริหารระดับสูงมาดูการปฏิบัติงานจริง เพื่อสร้างพลังให้ชาว ศธ.ได้เห็นภาพชัดขึ้นและจะนำผลไปเสนอกับที่ประชุมใหญ่ในวันพรุ่งนี้ต่อไป

ปารัชญ์ ไชย​เวช ​/ สรุป​
ศุภณัฐ​ วัฒนมงคลลาภ / ถ่ายภาพ​

โครงการกระทรวงศึกษาธิการสัญจร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาค 11) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคม 2564 โดยในวันแรกเป็นการลงพื้นที่ 3 จังหวัดในพื้นที่สำนักงานศึกษาธิการภาค 11 คือ นครพนม สกลนคร และมุกดาหาร ส่วนวันที่สอง เป็นพิธีเปิดโดยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนำเสนอผลจากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายทั้ง 3 สาย และวันสุดท้าย เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แนวทางดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับจังหวัด รวมทั้งปัญหาอุปสรรค การขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาระดับภาคและจังหวัด

“สุทธิชัย” ประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูภาคอีสาน ที่มุกดาหาร แก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน

(7 ธันวาคม 2564) นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ., นายไพศาล วุทฒิลานนท์ และนายธฤติ ประสานสอน ผู้ตรวจราชการ ศธ., นายนิพนธ์ ก้องเวหา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ตลอดจนผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารออมสิน, กรมส่งเสริมสหกรณ์ ประชุม “โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน” ร่วมกับผู้จัดการ/ผู้แทนสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 จังหวัด ณ โรงแรมพลอย พาเลซ จังหวัดมุกดาหาร

นายสุทธิชัย จรูญเนตร กล่าวว่า ตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยมีเป้าหมายให้ครูได้ชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือการรวมหนี้ครูมาไว้ในสถาบันการเงินแหล่งเดียว รวมทั้งกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับการผ่อนชำระหนี้ให้ได้มากที่สุด ตลอดจนพัฒนาครูบรรจุใหม่ และครูทุกกลุ่มให้มีความรู้ สร้างวินัยการบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เบื้องต้น ศธ.ได้กำหนดโครงการแก้ปัญหา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ต้นแบบเป็นฐาน เริ่มจากการศึกษาและถอดบทเรียนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ 2 แห่ง คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ (สอ.) ครูสมุทรปราการ และกำแพงเพชร จากนั้นรับสมัครและคัดเลือก สอ.ครูต้นแบบ ทั้ง 4 ภาค เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 9 แสนคนทั่วประเทศ หรือประมาณร้อยละ 80 ของครูทั้งหมด ที่มีหนี้รวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ให้มีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นสมาชิก สอ.ที่มีคุณภาพ มีวินัยทางด้านการเงิน เกิดขวัญกำลังใจในการทำงาน ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพสังคมต่อไป

ขณะนี้มี สอ.ครู ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ภาค 11 ภาค 12 และภาค 14 สมัครเข้าร่วมโครงการ 11 แห่ง ได้แก่ สอ.ครูมุกดาหาร สกลนคร นครพนม กาฬสินธ์ุ มหาสารคาม ขอนแก่น ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ คาดว่าภายในสิ้นปี 2564 จะมี สอ.ครูเข้าโครงการทั่วประเทศ ประมาณ 40 แห่ง

การประชุมครั้งนี้ ศธ.ได้หารือกับ สอ.ครู ที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกทั้ง 20 แห่ง เกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินครู ที่จะนำมาพิจารณาร่วมกัน อาทิ

  • ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของ สอ.ครูให้ต่ำลงไม่เกิน 3% ปัจจุบันอยู่ในระดับ 3.5 – 4% ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงเป็นต้นทุนส่วนสำคัญที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่สูงเป็นการเพิ่มภาระเป็นอย่างมากให้ครูผู้กู้
  • ปรับลดอัตราดอกเบี้เงินกู้ให้สอดคล้องกับสินเชื่อที่มีอัตราความเสี่ยงต่ำ 4.5 – 5.0% ซึ่งปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สอ.ครูเฉลี่ยอยู่ที่ 6 – 9% สถาบันการเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 4 – 11%
  • จัดสรรผลกำไรมาเพิ่มเงินเฉลี่ยคืนเงินกู้ให้มากขึ้นไม่น้อยกว่า 30% ของผลกำไร โดยลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็น เช่น ลดเงินปันผลหุ้น งบบริหารจัดการ เงินโบนัสและค่าตอบแทนกรรมการ รวมทั้งสวัสดิการที่ไม่จำเป็น และงบลงทุนเป็นต้น
  • การบริหารความเสี่ยง การสร้างหลักประกันเงินกู้ การปรับลดบุคลค้ำประกัน และปรับลดการซื้อประกันในส่วนที่ไม่จำเป็นลง ซึ่ง ศธ. สามารถต่อรองให้เบี้ยประกันภัยลดลง เช่น สวัสดิการประกันชีวิตกลุ่ม/หมู่ เหลือชำระเบี้ย 2,400 บาท ต่อทุนประกันภัยหนึ่งล้านบาท/ปี
  • ปรับโครงสร้างหนี้ อาทิ ชะลอการฟ้อง-บังคับคดี ใช้การไกล่เกลี่ยให้มากที่สุด
  • ร่วมกับส่วนราชการต้นสังกัดหัก ณ ที่จ่าย ควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกสหกรณ์ให้มีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30%
  • สร้างระบบพัฒนาดูแลสมาชิก ให้ความรู้เสริมสร้างวินัยและการวางแผนทางด้านการเงิน การสร้างอาชีพเสริม ลดรายจ่าย เพิ่มการออม ไม่ก่อหนี้เพิ่ม

ในช่วงบ่าย ทปษ.รมว.ศธ. พร้อมด้วยผู้จัดการ/ผู้แทน สอ.ครูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไปศึกษาดูงานที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมุกดาหาร จำกัด ซึ่งคาดหวังให้เป็นต้นแบบของ สอ.ครูภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

เสมา3 Kick Off “ศ.ค.ส. ศึกษาธิการส่งความสุข” ปันสุขสู่น้อง ปีที่ 3 ที่อมก๋อย พร้อมชื่นชมให้กำลังใจครูในพื้นที่ทุรกันดาร

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดโครงการ “ศ.ค.ส. ศึกษาธิการส่งความสุข” ปันสุขสู่น้อง ปีที่ 3 ส่งต่อความรักแบ่งปันความสุข จากพี่สู่น้องในพื้นที่ชายขอบและทุรกันดารห่างไกลทั่วประเทศ พร้อมด้วยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการ กศน. ภายหลังเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการจัดการศึกษาของครูในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ตามพระราชดำริฯ โดยมีผู้บริหาร ศธ. ครู กพด. ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) บ้านแม่ลง ตำบลนาเกียน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน กศน. มุ่งให้บริการการศึกษาและพัฒนาชุมชนให้กับกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ประชาชน และผู้สูงอายุ ให้สามารถช่วยเหลือตนเองและเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ทั้งในรูปแบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยใช้ชุมชนเป็นพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ทุกคน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ อีกทั้งตนได้ร่วมหารือกับนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. เพื่อขอเกลี่ยอัตรากำลังจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผลักดันให้มีการจัดสรรอัตราเพื่อบรรจุครูผู้ช่วย กศน. จำนวน 210 อัตรา เพื่อเพิ่มความมั่นคง สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ในกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ตามพระราชดำริของพระองค์ท่าน

ขอส่งกำลังใจให้ครู กศน.ในพื้นที่สูงที่ตั้งใจดูแลคนทุกช่วงวัย ด้วยความทุ่มเททำงานและเสียสละเป็นอย่างมาก ต้องทำงานในพื้นที่ไกลบ้าน เพื่อจัดการศึกษาให้กับเด็กในเวลากลางวัน และสอนประชาชนหลากหลายชาติพันธ์ุในเวลากลางคืน ให้พึ่งพาตัวเองได้ มีโภชนาการและสุขอนามัยที่ดีตามวิถีชีวิตในแต่ละบริบท สู่เป้าหมาย SDGs ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ยังประสบปัญหาในเรื่องการขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน และสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย หนังสือเรียน อุปกรณ์กีฬา โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว เครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์กันหนาวไม่เพียงพอเป็นจำนวนมาก จึงได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายอาสาเป็นผู้ส่งผ่านความสุข โดยการจัดหาและการรับบริจาคสิ่งของอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเติมเต็มความรัก ความอบอุ่น และกำลังใจ ให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้มีรอยยิ้มที่สดใส เป็นของขวัญปีใหม่ที่มาจากการร่วมแรงร่วมใจจากผู้ที่มีจิตศรัทธาที่ห่วงใยลูกหลานไทย อีกทั้งยังร่วมสืบทอดวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทย ทั้งในเรื่องของน้ำใจ การให้ และการแบ่งปันให้คงอยู่คู่คนไทย และยืนยันว่าจะมีกิจกรรมโครงการดี ๆ แบบนี้ในปีต่อ ๆ ไปอย่างแน่นอน

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
ปราณี บุญยรัตน์ / ภาพ

คุณ​หญิง​กัลยา​ ลง​พื้นที่​พิมาย ขอบคุณ​ทุกภาคส่วนที่เห็นความสำคัญ ร่วมขับเคลื่อน​การศึกษา​ไทย

(1 ธันวาคม​ 2564)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พนิช​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา​ธิการ​ ลงพื้นที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นประธานพิธี​เปิดป้ายอาคารเรียนและการปฏิบัติ​การ วิทยาลัย​เทคนิค​พิมาย ตรวจ​เยี่ยม​ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ เขต​การศึกษา​ 11​ หน่วยบริการพิมาย​ และให้นโยบายการจัดการเรียนรู้​วิทยาการคำนวณและ Coding ณ โรงเรียน​เพชร​หนอง​ขาม​

​เปิดป้ายอาคารเรียนและการปฏิบัติ​การ ณ วิทยาลัย​เทคนิค​พิมาย​

นายยศพล เวณุโกเศศ รองเลขาธิการ​คณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าว​ว่า การเปิดอาคารเรียนถือเป็นการเปิดประตูสู่แหล่งเรียนรู้เพื่อต้อนรับผู้ที่สนใจ โดยมุ่งหวังให้เป็นสถานที่ซึ่งนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ได้มาศึกษาหาความรู้ พบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และจัดกิจกรรมทางวิชาการที่จะสร้างแรงบันดาลใจ นิสัยการเรียนรู้ และการแบ่งปันความรู้ โดยอาคารเรียนและปฏิบัติการ 4 ชั้น ขนาดพื้นที่ใช้สอย 1,920 ตารางวา ได้รับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563​ วงเงิน 19,000,000 บาท

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวว่า รู้สึก​ยินดีที่ได้เห็นความพร้อมเพรียงของทุกภาคส่วน ที่เห็นความสำคัญของการศึกษา ให้เยาวชนในอำเภอ​พิมายและพื้นที่​ใกล้เคียง​ไม่ต้องเดินทางไกลไปเรียนในตัวจังหวัด จึงร่วมกันสนับสนุนสถานศึกษา​แห่งนี้ ถือเป็น​ความภาคภูมิใจของชาวนครราชสีมาในการสร้างบุคลากรสายอาชีพ

ปัจจุบันการพัฒนาทักษะผู้เรียนให้สอดคล้องกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้เพียงแค่ความรู้ยังไม่เพียงพอ จากนี้ไปสถานศึกษาจะต้องเปลี่ยนครูจากผู้สอนมาเป็นพี่เลี้ยง สร้างบรรยากาศที่เหมาะสมให้เด็กมาโรงเรียนอย่างมีความสุข ได้เรียนสิ่งที่สนใจ โดยขอให้เน้นการเรียนรู้เพื่อให้มีสมรรถนะ มีความสามารถในการประกอบอาชีพที่ทันสมัย ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการก็ได้ต่อยอดโดยการสนับสนุนอาคารและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทันสมัยเช่นอาคารหลังนี้ เพื่อให้เยาวชน​ได้มีโอกาสเรียนรู้มากขึ้น เพราะอาชีวศึกษาคือคำตอบที่จะนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตทุกอย่างไปได้ด้วยดี

ตรวจ​เยี่ยม​ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ เขต​การศึกษา​ 11​ หน่วยบริการพิมาย

ต่อมาช่วงบ่าย รมช.ศึกษา​ธิการ​ เดินทาง​ไป​ตรวจ​เยี่ยม​การ​จัดการ​เรียน​การ​สอน​ ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ เขต​การศึกษา​ 11​ จังหวัด​นครราชสีมา หน่วยบริการพิมาย​

ดร.รังสิสวุฒิ​ สุวรรณ​์โรจน์​ ผอ.ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ เขต​การศึกษา​ 11​ จังหวัด​นครราชสีมา​ รายงานการดำ​เนิน​งานและสภาพปัญญา​โดยมีข้อเสนอแนะ​ว่า งบดำเนินงานค่าสาธารณูปโภคและค่าใช้สอยอื่น ๆ ได้เท่ากับศูนย์ฯ เขต และศูนย์จังหวัดอื่น ๆ ทั้งที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขณะ​เดียว​กันก็จำเป็นต้องมีหน่วยบริการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก เพราะการเดินทางจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งมีระยะทางไกล ควรมีแบบมาตรฐาน หน่วยบริการจัดสร้าง และสนับสนุนที่เหมาะสม

นอกจากนี้​ ในเรื่องค่าอาหารยังไม่ครบถ้วน คือ เด็กนักเรียนหน่วยบริการได้ประมาณ 70% เด็กนักเรียนตามโครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียนฯ ไม่ได้รับงบประมาณ ทั้งที่ผู้ปกครองมีใจในการพัฒนา รวมถึงงบประมาณที่ได้รับจัดสรรระบบคูปองการศึกษายังไม่เพียงพอกับความต้องการ

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายทั้งการร่วมมือกับตำรวจ พระสงฆ์ และองค์กรต่าง ๆ ที่เสียสละมาช่วยกันดูแลการศึกษาพิเศษโดยใช้หัวใจนำทาง เนื่องจากเด็กพิเศษเป็นผู้ที่ป่วยตลอดชีวิต จึงมีกิจกรรมที่ยากกว่าเด็กปกติและแตกต่างกันออกไป ขอเป็นกำลังใจให้กับคนทำงานทุกคน พร้อมแนะนำให้ใช้ธาราบำบัดเนื่องจากเด็กพิเศษจะรู้สึกอบอุ่น มั่นใจมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จังหวัดนครราชสีมา จัดการศึกษาให้เห็นได้ชัดเจนว่า การศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขอบคุณโรงเรียนร่วม ที่ทำให้เด็กพิเศษเด็กพิการมีโอกาสเข้าสังคมปกติได้มากขึ้น ส่วนปัญหาเกี่ยวกับการจัดการศึกษานั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการเห็นความสำคัญ และจะนำไปพิจารณาหาแนวทางสนับสนุนต่อไป

บรรยายในการประชุม​ผู้​บริหาร​สถานศึกษา เกี่ยวกับนโยบายการจัดการเรียนรู้​วิทยาการคำนวณและ Coding ณ โรงเรียน​เพชร​หนอง​ขาม​

จากนั้น รมช.ศึกษา​ธิการ​ เดินทาง​ไป​เยี่ยมชมผลงานนักเรียน และบรรยายพิเศษ​ในการประชุม​ผู้​บริหาร​สถานศึกษา​ เพื่อรับทราบนโยบายการจัดการเรียนรู้​วิทยาการคำนวณ และ Coding ณ โรงเรียน​เพชร​หนอง​ขาม​

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวในการบรรยาย​ตอนหนึ่งว่า รู้สึกยินดีที่ได้พบกับผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 7 จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 225 โรงเรียน ขอให้ผู้บริหารทุกคนมั่นใจว่าการศึกษาจะทำให้เราเป็นในสิ่งที่อยากเป็นได้ สามารถแก้ปัญหาและหาเลี้ยงชีพได้ ซึ่งการศึกษาจากนี้ต่อไปจะเป็นเรื่องใหม่ของทุกคน โดยรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายการจัดการเรียนการสอน Coding ซึ่งนักเรียนทุกชั้นจะต้องได้เรียน เพราะ Coding คือคำตอบของชีวิต คือการปฏิรูปการศึกษาถึงตัวนักเรียนเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และจำเป็นสำหรับทุกอาชีพเนื่องจากโลกสมัยใหม่ต้องการทักษะใหม่ คือการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล เชิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แก้ไขปัญหาเป็นขั้นเป็นตอน กล้าลงมือทำ ทำผิดทำใหม่ และอ่านเขียนอย่างมีวิจารณญาณ ทำให้เพิ่มมูลค่าของตนเองและเศรษฐกิจ การจัดการเรียนการสอน Coding ยิ่งทำมากก็จะยิ่งเข้มแข็ง ทำให้แก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้มากขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่าทุกคนต้องมี Coding​ และ STI เป็นพื้นฐานสำคัญของนักเรียนทั้งประเทศ จึงจะมีภูมิคุ้มกัน เพื่อนำพาประเทศชาติชนะในเวทีโลกต่อไป

ปารัชญ์ ไชย​เวช​ / สรุป
ทิพย์​สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ​