รมว.ศธ.มอบนโยบายศึกษาธิการภาค/จังหวัด เน้นร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ “กระทรวงศึกษาธิการ”

(18 ต.ค. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายให้แก่ศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ บุญเรือง กล่าวว่า รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ปลัด ศธ. ดำเนินการปรับโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อความเป็นเอกภาพให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี โดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบหน้าที่ด้านการศึกษาในภาพรวม ส่วนสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ​เป็นตัวแทนของ ศธ.ในแต่ละจังหวัด จากนี้ไปบทบาทหน้าที่ของ ศธจ.จะมีความชัดเจนมากขึ้น

ดังนั้น ให้ทุกคนทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด เดินหน้าสร้างศักยภาพขององค์กรอย่างเต็มที่ ประสานให้ความสำเร็จเกิดขึ้นให้ได้ พร้อมทั้งให้ปฏิบัติตามนโยบายสำคัญของ รมว.ศึกษาธิการ คือ ห้ามทุจริต เน้นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า งดการดูงานต่างประเทศ หากมีความจำเป็นให้พิจารณาเฉพาะงานที่จำเป็นและเป็นประโยชน์กับการศึกษา พร้อมทั้งลดการจัดอบรมสัมมนาแต่ให้ศึกษาวิธีการที่จะนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาการฝึกอบรม รวมทั้งยกเลิกการจัดงานแบบ Event เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอให้ปรับแนวคิดในการทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในหน่วยงานใดก็ตาม แต่ขอให้มองภาพรวมเป็นหนึ่งเดียวกันคือ “กระทรวงศึกษาธิการ” ซึ่งจะนำพาเราก้าวข้ามปัญหาไปได้จนลดลงหรือหมดไป ซึ่งการปรับโครงสร้างกระทรวง ยอมรับว่ายังมีปัญหาหรือข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังร่วมกันทำงานเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ หากมีประเด็นใดที่จำเป็นต้องทบทวนใหม่ ก็ต้องดำเนินการทันที เชื่อมั่นว่าสามารถลดปัญหาต่าง ๆ ลงได้ ทั้งนี้ แนวทางการทำงานตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง ได้เน้นการทำงานที่ไม่ทับซ้อนกัน มีสายงานที่ชัดเจน ยืนยันว่าตนมุ่งมั่นบริหาร ศธ.ด้วยความตั้งใจ และไม่มีประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ ทั้งสิ้น

การขับเคลื่อนการศึกษาไทย ทุกคนต้องลดอัตตา (ego) ลงให้ได้ และมองไปในทิศทางเดียวกัน หากร่วมมือร่วมใจกัน เชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ปัญหาการศึกษาได้อย่างแน่นอน ซึ่งในการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนให้เพิ่มงบประมาณ ศธ. มากขึ้น ทั้งที่ ศธ.ได้รับงบประมาณสูงที่สุด และยังมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสอยู่บ้าง เนื่องจากทุกคนให้ความสำคัญกับ ศธ.ในการขับเคลื่อนการศึกษา เป็นกระทรวงหลักในการขับคลื่อนประเทศ ถือเป็นความหวังและเป็นอนาคตของประเทศไทย

ดังนั้น เราต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพสมกับที่ทุกคนคาดหวัง ผู้บริหาร ศธ.ต้องทำโครงสร้างให้เห็นความชัดเจน ในขณะที่ ศธภ./ศธจ. ต้องพิจารณาปัญหาตามบริบทของแต่ละพื้นที่โดยปราศจากอคติ แล้วช่วยกันหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด เชื่อว่าไม่มีใครเก่งทุกด้าน แต่ขอให้ทุกคนทำสิ่งที่ถนัดอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งแบ่งปันความรู้ด้านอื่น ๆ ให้แก่กัน

“การเดินทางไปข้างหน้า ขอให้ทำงานอย่างเรียบง่าย (Simple) ที่สุด โดยไม่กระทบต่อสิทธิ์ ประโยชน์ สวัสดิการ และความก้าวหน้าของใคร หรือหากจำเป็นก็ขอให้เกิดน้อยที่สุด” รมว.ศึกษาธิการกล่าว

อิชยา กัปปา, ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ (VDO), ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

ศธจ.สุโขทัย มอบเงินช่วยเหลือเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

จังหวัดสุโขทัย โดยสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สุโขทัย มอบเงินช่วยเหลือเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตามโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาของจังหวัดสุโขทัย เพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

วันนี้ (17 ต.ค. 62) นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้ลงพื้นที่มอบของอุปโภค บริโภคและเงินช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่เป็นเด็กด้อยโอกาส ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษาต่อ คือ เด็กชายรัตนชัย อ่อนบุญ อายุ 3 ขวบ อยู่บ้านเลขที่ 79 หมู่ที่ 1 ตำบลนาเชิง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย หลังจากได้รับการประสานจากทีมสำรวจข้อมูล ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอคีรีมาศ (กศน.อำเภอคีรีมาศ) ซึ่งครั้งนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ดังกล่าวด้วย โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ ผวจ.สุโขทัย และคณะ ได้รับเรื่องราวสภาพปัญหาในพื้นที่มาดำเนินการแก้ไขด้วย

สำหรับโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาของจังหวัดสุโขทัย เป็นหนึ่งในโครงการที่พัฒนาความเข้มแข็งของกลไกในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาระดับจังหวัดในการดูแลช่วยเหลือกลุ่มเป้ามายด้วยเครือข่ายความร่วมมือในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลแล้ว และทางคณะกรมการจังหวัดและคณะกรรมการอำเภอ จะได้ประชุม ติดตาม และเร่งรัดให้ความช่วยเหลือต่อไป

ศธจ.สุโขทัย : ภาพ/ข่าว

ประกาศ สพฐ.มอบหมายผู้แทน สพฐ.ใน กศจ.ทั่วประเทศ

(16 ต.ค.62) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ออกประกาศ เรื่อง การมอบหมายผู้แทน สพฐ. เป็นกรรมการในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทั่วประเทศ มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยยกเลิกประกาศฉบับเดิมที่ได้มอบหมายไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 62

ปลัด ศธ.ลงนามแจ้ง กศจ.ชุดใหม่ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ 12 ต.ค.62

(11 ตุลาคม 2562) นายประเสริฐ บุญเรือง รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในหนังสือแจ้งศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง แก้ไขคำสั่งแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) โดยให้ กศจ.ชุดเดิมยุติการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2562 และให้ กศจ.และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2562

ประเด็นสำคัญ
– กศจ.ชุดเดิมหมดวาระลง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ได้สรรหาจนครบถ้วนแล้ว จึงออกคำสั่งให้ กศจ.ชุดใหม่เข้ามาทำงานแทนตั้งแต่ 12 ต.ค.62
– หาก กศจ.ชุดเดิมประชุมก่อนวันที่ 11 ต.ค.62 ถือว่าถูกต้อง ผลประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ สามารถนำเสนอ กศจ.ชุดใหม่ได้
– แต่หาก กศจ.ชุดเดิมประชุมในวันที่ 11 ต.ค. หรือหลังจากนั้น ถือเป็นโมฆะ

นายประเสริฐ บุญเรือง กล่าวว่า เนื่องจาก กศจ.ชุดเดิมหมดวาระเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ซึ่ง กศจ. ได้ดำเนินการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 6 คน มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งในระหว่างสรรหาให้ กศจ.ชุดเก่าทำงานไปพลางก่อน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการทำงาน และเมื่อแต่ละจังหวัดได้ดำเนินการสรรหา กศจ.ชุดใหม่ครบถ้วนแล้ว สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) จึงมีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการใน กศจ. ชุดใหม่เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562 โดยผ่านมติเรียบร้อยแล้ว มีผู้แทนหน่วยงานทั้ง 5 หน่วยงานให้ความเห็นชอบครบถ้วนแล้ว ซึ่งก็แสดงว่าครบองค์ประกอบ กศจ.แล้ว ก็ถือว่า กศจ.ชุดเดิมหมดวาระไปในวันที่ 11 ตุลาคม 2562

ดังนั้น กศจ.ชุดใดที่มีมติหลังวันที่ 11 ตุลาคม 2562 ก็ถือว่าโมฆะ แต่หาก กศจ.ใดมีมติก่อนวันที่ 11 ตุลาคม 2562 ก็ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองชุดใดใน 3 คณะที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ให้เสนอ กศจ.ชุดใหม่อนุมัติอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากนี้ กศจ.ชุดใหม่สามารถเรียกประชุมหลังจากวันที่ 12 ตุลาคม 2562 ได้เลย และ กศจ.ต้องส่งรายชื่อกรรมการชุดใหม่มาที่ สป.ศธ. เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการเพื่อประชาชน “ซ่อม สร้าง ล้างใหม่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย”จ.อุบลราชธานี

(7 ตุลาคม 2562) นายธนพร สมศรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) เป็นประธานในพิธีปล่อยคาราวานกระทรวงศึกษาธิการเพื่อประชาชน “ซ่อม สร้าง ล้างใหม่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี” โดยมีผู้บริหาร ศธ.เข้าร่วม อาทิ นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นางสาวอุษณีย์ ธโนศวรรย์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, ผู้บริหาร ข้าราชการ ครู บุคลากร นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี เข้าร่วมพิธีกว่า 1,000 คน ณ หอประชุมโดมน้อย วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี อ.เมืองอุบลราชธานี

นายธนพร สมศรี กล่าวว่า ตามที่ได้เกิดอุทกภัยในจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้น ทําให้ประชาชน ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รับผลกระทบหลายพื้นที่ ศธ.มีความตระหนักและห่วงใยพี่น้องประชาชน ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ จึงได้มีโครงการ “กระทรวงศึกษาธิการเพื่อประชาชน ซ่อม สร้าง ล้างใหม่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัย” โดยได้มอบถุงยังชีพ ซ่อมแซมอุปกรณ์ เครื่องมือทางการเกษตรและยานพาหนะ ที่ใช้ในการประกอบอาชีพ การตรวจซ่อมระบบไฟฟ้า การซ่อมแซมอาคาร บ้าน ที่อยู่อาศัย และสถานศึกษา

ขอบคุณผู้บริหาร ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษา สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทุกแห่ง ที่มีจิตอาสาช่วยเหลือผู้ประสบภัย และขอบคุณหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่สนับสนุนงบประมาณ เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องอุปโภค บริโภค ในการดําเนินงานครั้งนี้

นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการ กอศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่จังหวัดอุบลราชธานีได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อน “โพดุล” และ “คากิจิ” ส่งผลให้พื้นที่หลายอําเภอในจังหวัดอุบลราชธานี เกิดน้ำท่วมบ้านเรือน ที่พักอาศัย สถานศึกษา และพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ในส่วนสถานศึกษาสังกัด สอศ. ในจังหวัดอุบลราชธานี มีสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบหลายวิทยาลัย แต่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี สาขาวิชาการประมง ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และนักศึกษากว่า 400 คน ได้รับความเดือดร้อน ในเบื้องต้นได้เคลื่อนย้าย อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนไว้ในพื้นที่ปลอดภัย และได้ช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบครั้งนี้ไปแล้ว

สำหรับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน คณะผู้บริหาร ครู นักเรียน นักศึกษา สถานศึกษา ในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ออกให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น โดยทําการขนย้ายสิ่งของ ซ่อมยานพาหนะ อุปกรณ์ไฟฟ้า ลําเลียงกระสอบทรายกั้นน้ำ ร่วมกับหน่วยงานเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และได้มีการระดมทรัพยากร เครื่องอุปโภค บริโภค บรรจุถุงยังชีพ มอบแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ

  • บริษัท เอ พี ฮอนด้า และบริษัทเกียรติสุรนนท์กรุ๊ป สนับสนุนเรือยาง จํานวน 8 ลํา
  • กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย มอบเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จํานวน 8 เครื่อง
  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มอบเงินสนับสนุนจํานวน 200,000 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องมือในการดําเนินงาน
  • หอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี มอบเสื้อสําหรับผู้ปฏิบัติงานจํานวน 600 ตัว
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มูลนิธิช่างไทยใจอาสา ให้การสนับสนุน อุปกรณ์ไฟฟ้าและซ่อมแซมอาคารที่อยู่อาศัย
  • สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี สนับสนุนอุปกรณ์ทําความสะอาด
  • มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย สนับสนุนไขควงลองไฟ จํานวน 600 ตัว
  • วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี มอบอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จํานวน 10 ชุด
  • บริษัท ปตท.และดอกเตอร์คาร์ สนับสนุน น้ำมันเครื่องสําหรับรถจักรยานยนต์ และปฏิบัติการซ่อมแซมยานพาหนะร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี

สําหรับการดําเนินงานตามโครงการ “กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อประชาชน ซ่อม สร้าง ล้างใหม่” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานีในครั้งนี้ ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณและสิ่งของเครื่องใช้จาก สอศ. และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จํานวน 60 สถานศึกษาอีกด้วย

ต่อมาเวลา 09.30 น. นายธนพร สมศรี และคณะ ลงพื้นที่ที่ว่าการอำเภอสำโรง เพื่อมอบถุงยังชีพ จำนวน 2,000 ถุง และมอบรองเท้าแตะนันยาง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบจาก บริษัท นันยาง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยนายนายธรรมนูญ แจ่มใส นายอำเภอสำโรง กล่าวให้การต้อนรับ

นายธรรมนูญ แจ่มใส กล่าวรายงานถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอสำโรงว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์อุทกภัย จากพายุโซนร้อนโพดุล และพายุโซนร้อนคาจิกิ เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเสียหายแก่พื้นที่การเกษตรของประชาชนในพื้นที่อำเภอสำโรง จำนวน 9 ตำบล พื้นที่ทำกินกว่า 14,206 ไร่ ของพี่น้องประชาชน 1,792 ครัวเรือน และโรงเรียนอีก 2 แห่ง ได้รับผลกระทบ

จังหวัดอุบลราชธานี โดยนายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี จึงประกาศให้ 108 หมู่บ้าน ใน 9 ตำบล ของอำเภอสำโรง เป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัย และเพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562 เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าดำเนินการช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งเป็นไปตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และได้กำกับติดตาม รายงานผลการเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด โดยดำเนินการ ดังนี้

  1. ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนจิตอาสา ลงพื้นที่ตรวจสอบให้ความช่วยเหลือ และซ่อมแซมสิ่งสาธารณะประโยชน์ และเส้นทางการจราจร ให้สามารถสัญจรไปมาได้ตามปกติ
  2. หน่วยงานราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนจิตอาสา กำจัดเศษกิ่งไม้ ผักตบชวา วัชพืช ที่กีดขวางทางน้ำ บริเวณฝายน้ำล้นบ้านบุ่ง ตำบลโนนกาเล็น
  3. ส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรวจสอบความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือประชาชน ตามอำนาจหน้าที่
  4. คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในระดับตำบลประชุมให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย ตามระเบียบกระทรวงการคลังต่อไป

จากนั้นเวลา 13.00 น. นายธนพร สมศรี และคณะ ลงพื้นที่ต่อมายังโรงเรียนโคกสว่างคุ้มวิทยานุสรณ์ อ.สำโรง เพื่อมอบถุงยังชีพให้ประชาชนที่ประสบภัยเพิ่มเติมอีกจำนวน 1,000 ถุง โดย นายวิรุจ วิชัยบุญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวให้การต้อนรับ

นายวิรุจ วิชัยบุญ กล่าวรายงานว่า ตามที่จังหวัดอุบลราชธานี ประสบปัญหาอุทกภัยจากพายุโซนร้อน “โพดุล” และพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา ทำให้จังหวัดอุบลราชธานีได้รับผลกระทบทั้ง 25 อำเภอ 173 ตำบล 1,338 หมู่บ้าน โดยมีระดับน้ำท่วมสูงในหลายพื้นที่ในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2545 สร้างความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน จำนวน 159,692 คน ทั้งที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำกิน ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง รวมทั้งในส่วนของสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ จนทำให้ต้องประกาศปิดโรงเรียนชั่วคราว จำนวนทั้งสิ้น 74 แห่ง เนื่องจากระดับน้ำท่วมสูงไม่สามารถสัญจรได้

ในการนี้ นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานราชการ และหน่วยงานเอกชนต่าง ๆ รวมทั้งทหาร ให้ความช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทันที ซึ่งอําเภอสำโรง เป็นอําเภอหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง มีทั้งสิ้น 9 ตำบล 108 หมู่บ้าน และจากการสํารวจ พบว่า มีประชาชนกว่า 2,000 คน ได้รับความเดือดร้อน พื้นที่ทำกินรวมทั้งทรัพย์สิน ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางจังหวัดอุบลราชธานีได้วางแผนพร้อมดำเนินการช่วยเหลือ และเยียวยาพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบเรื่อยมาจนถึงวันนี้

ด้านนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัด ศธ. กล่าวสรุปถึงการลงพื้นที่ในครั้งนี้ว่า กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานราชการ ที่มีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาและดูแลคุณภาพชีวิต พี่น้องประชาชนให้สามารถดํารงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขตามนโยบายรัฐบาล จึงได้จัดบุคลากรจิตอาสาเข้าทําการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนดังกล่าวในหลายกิจกรรม ตั้งแต่การช่วยเหลือ อพยพผู้คนและสิ่งของ การจัดตั้งศูนย์พักพิงในสถานศึกษา การจัดทำโรงครัว การส่งเสริมอาชีพในขณะอยู่ศูนย์พักพิง การส่งเสริมกิจกรรมการอ่านให้กับเด็ก ๆ และประชาชน รวมทั้งการจัดกิจกรรม “กระทรวงศึกษาธิการ ซ่อม สร้าง ล้างใหม่” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยสำนักงาน กศน. และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นอกจากนื้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงาน กศน. ยังได้จัดทำถุงยังชีพเพื่อการอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนในอำเภอสำโรง จำนวน 3,000 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในครั้งนี้อีกด้วย

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า, อธิชนม์ สลางสิงห์ (VDO) / ถ่ายภาพ

เลขานุการ รมว.ศธ.เปิดงานเวทีศักยภาพโรงเรียนมาตรฐานสากล ระดับชาติ ครั้งที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

(23 กันยายน 2562) ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานเวทีศักยภาพโรงเรียนมาตรฐานสากลระดับชาติ ครั้งที่ 3 ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 กันยายน 2562 พร้อมมอบรางวัลแก่โรงเรียนที่ผ่านการประเมินพัฒนาการระดับ ScQA และ OBECQA ประจําปี 2562 โดยว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกล่าวรายงาน ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาและประถมศึกษา ผู้อํานวยการสถานศึกษา คณะครู และนักเรียน เข้าร่วมกว่า 800 คน ณ โรงแรมเพชรรัชต์ การ์เด้น จังหวัดร้อยเอ็ด

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา กล่าวว่า สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดงานเวทีศักยภาพโรงเรียนมาตรฐานสากลระดับชาติ ครั้งที่ 3 ใน 4 ภูมิภาค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพเป็นพลโลก 5 ด้าน ได้แก่ 1) เป็นเลิศทางวิชาการ 2) สื่อสารสองภาษา 3) ล้ำหน้าทางความคิด 4) ผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ 5) ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก รวมถึงพัฒนาและยกระดับคุณภาพการบริหารและจัดการเรียนการสอนเทียบระดับสากล

อีกทั้งทำให้เกิดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนําเสนอผลงานนักเรียนที่เกิดจากการเรียนการสอนการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) และเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ครูที่สอนการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง นําเสนอผลงานการพัฒนาการบริหาร ด้วยระบบคุณภาพตามแนวทางเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน OBECQA ผู้บริหารในยุคศตวรรษที่ 21 เชื่อมโยงการประกันคุณภาพการศึกษา พร้อมทั้งมอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญและกําลังใจแก่โรงเรียนที่ผ่านการประเมินพัฒนาการระดับ ScQA และ OBECQA ประจําปี 2562

ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยจัดกิจกรรมเวทีศักยภาพโรงเรียนมาตรฐานสากลในครั้งนี้จนเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดี ซึ่งบ่งบอกถึงการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล มั่นใจว่าการยกระดับคุณภาพการศึกษาจะประสบผลสําเร็จได้ ต้องขับเคลื่อนโดยอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ให้บรรลุเป้าหมายทั้งด้านการจัดการเรียนการสอนและการบริหารด้วยระบบคุณภาพ ที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ คือ นักเรียน .. “บริหารเยี่ยม : ผลลัพธ์ยอด”

ทั้งนี้ การดําเนินการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการศึกษาให้มีมาตรฐาน เพื่อที่จะก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามบริบทของตนเอง และแนวทางของคุณภาพแห่งชาติ เพื่อที่จะก้าวไปสู่ความเป็นสากล นําพาให้คุณภาพการศึกษาของประเทศมีคุณภาพอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ภาพข่าว/ ทีม ปชส.เขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด

สพป.ภูเก็ต จัดงานวันเกียรติยศ เราสร้างเองได้ ขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ

(22 กันยายน 2562) ที่ห้องประชุมเจ้าฟ้า ชั้น 5 อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต / นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการ “งานวันเกียรติยศ เราสร้างเองได้” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2562 โดยมีนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายสายันต์ ไกรนรา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ภูเก็ต รวมทั้งคณะครูอาจารย์และนักเรียนเข้าร่วมกว่า 700 คน

ผอ.สพป.ภูเก็ต กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า สพป.ภูเก็ต เป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่มีหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการไปสู่การปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ “การจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีสมรรถนะที่สำคัญตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ได้แก่ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้ทักษะชีวิต และการใช้เทคโนโลยี

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ สพป.ภูเก็ต จึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถานศึกษาในสังกัดและหน่วยงานการศึกษาอื่น ๆ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ นำนโยบายการศึกษาของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ และเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ซี่อสัตย์สุจริต และผู้ทำประโยชน์ด้านการศึกษา ผู้อุทิศตนและทำคุณประโยชน์อย่างดียิ่งต่อการจัดการศึกษาของจังหวัดภูเก็ต

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวให้แนวคิดนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการว่า ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาลชุดนี้ คือ “มุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ 21″ ทั้งที่ได้กำหนดไว้ในนโยบายหลักและนโยบายเร่งด่วน เพื่อเป็นการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ดังนี้

  • ต้องการเปลี่ยน “ครู” ให้เป็น “โค้ช” หรือ “ผู้อำนวยการเรียนรู้” ให้แก่ผู้เรียน
  • สร้าง Platform การเรียนรู้ใหม่ในระบบดิจิทัล
  • ปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้ มุ่งสู่ระบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านวิศวกรรม คณิตศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ และภาษาต่างประเทศ
  • ส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา
  • การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพในทุกตําบล
  • ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ของสถาบันการศึกษาสู่สาธารณะ เชื่อมโยงระบบการศึกษากับภาคปฏิบัติจริงในภาคธุรกิจ
  • ปลูกฝังค่านิยม วัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม ที่จําเป็นในการดําเนินชีวิต ผ่านครอบครัวและสื่อ

ภาพ/ข่าว : นิชฎา ซิมอาจิน ปชส.สพป.ภูเก็ต
เรียบเรียง : บัลลังก์ โรหิตเสถียร

ศปบ.จชต.จัดกิจกรรมเปิดชั้นเรียน (Open class) จังหวัดชายแดนใต้ครั้งที่ 2

(21 กันยายน 2562) ที่โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี / ศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปบ.จชต.) จัดโครงการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษา โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งการใช้ภาษาไทย “กิจกรรมเปิดชั้นเรียน (Open Class) จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 2” โดยได้รับเกียรติจากพลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิด และนายสุทิน แก้วพนา ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายวาทิต มีสนุ่น ผู้อำนวยการ ศปบ.จชต. ผู้บริหารการศึกษา บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ทั้งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าร่วมโครงการกว่า 400 คน

“กิจกรรมเปิดชั้นเรียน (Open Class) จังหวัดชายแดนภาคใต้” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน และคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ ต้องการเปิดโอกาสการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพครู ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นแนวทางการสร้างกระบวนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย โดยบูรณาการกับวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ รวมทั้ง สร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้มีประสิทธิภาพต่อเนื่องและยั่งยืน

โดยพบว่าผลการจัดกิจกรรมครั้งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สามารถสร้างแนวคิดในการพัฒนาวิชาชีพครู และพัฒนาชั้นเรียนให้เปลี่ยนแปลงได้จริงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างเครือข่ายสถานศึกษา ที่ใช้นวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียน (Lesson study) และวิธีการแบบเปิด (Open Approach)

ในประเทศไทย รศ. ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้นำมาปรับใช้กิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบด้วยการบรรยายทางวิชาการหัวข้อ “นวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียน (Lesson study) และวิธีการแบบเปิด (Open Approach) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา” กิจกรรมเปิดชั้นเรียน (Open Class) วิชาภาษาไทย วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งนำมาบูรณาการกับการเรียน การสอนวิชาภาษาไทย นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานนวัตกรรมการศึกษา ดังกล่าวอีกด้วย

พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า “การนำนวัตกรรมดังกล่าวมาใช้จัดกิจกรรมในชั้นเรียน นับได้ว่าสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการใช้ภาษาไทยและการบูรณาการกับรายวิชาอื่น ๆ การเปิดชั้นเรียนวิชา ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งสองวันนี้ เป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่งที่จะพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพที่แท้จริง

การร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษานั้น กล่าวได้ว่าเป็นหน้าที่ของทุกท่านที่ต้องร่วมมือกันทำงานอย่างเหนียวแน่นเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด เกิดความเข้าใจร่วมกันเป็นอย่างดี ซึ่งจะนำไปสู่ความมุ่งหวังของการจัดการศึกษา เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการเปลี่ยนแปลง ของโลกในศตวรรษที่ 21

ภาพ/ข่าว : ศปบ.จชต.

ศธ.มอบทุนเยียวยาต่อเนื่อง แก่ทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ จชต.

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มอบหมาย “ศปบ.จชต.” ดูแลทุนเยียวยาต่อเนื่องแก่ทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้

(16 กันยายน 2562) ศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปบ.จชต.) จัดพิธีมอบทุนการศึกษารายปีต่อเนื่อง แก่ทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีการศึกษา 2562 เพื่อสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ. เป็นประธานในพิธี มีนักเรียน นักศึกษา ครู ผู้ปกครอง เข้าร่วมกว่า 400 คน ณ ห้องพญาตานี 2 โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว อำเภอเมืองฯ จังหวัดปัตตานี

ปลัด ศธ. กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศธ.ได้รับมอบหมายภารกิจในการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือทายาทผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งในกรณีที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส เพื่อให้สามารถดำรงตนอยู่ได้ด้วยตนเองในสังคม ที่สำคัญคือ การสร้างโอกาส และความเท่าเทียมทางการศึกษา ให้ประชาชนทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม รวมทั้งเป็นการสนับสนุนและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

การให้ทุนการศึกษา จะเริ่มตั้งแต่ทายาทเข้ารับการศึกษาไปจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีภายในประเทศ และมีอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ โดยได้มอบให้ ศปบ.จชต. ซึ่งมีภารกิจหลักในการประสานความร่วมมือหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นผู้ดำเนินการโครงการติดตามประเมินผลการช่วยเหลือทุนการศึกษารายปีต่อเนื่องในแต่ละปีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“การสนับสนุนทุนการศึกษา ถือเป็นการส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ รวมทั้งเป็นไปตามข้อสั่งการของคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย ขอขอบคุณคณะกรรมการดำเนินงานทุกท่านที่ร่วมดำเนินการเพื่อช่วยเหลือทายาทผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

ภาพ/ข่าว : ศปบ.จชต.

รร.จากระยอง ชูกิจกรรมทุนเสมอภาค ส่งเสริมอาชีพนักเรียน-อาหารกลางวัน “เห็ดทอดมุ้งมิ้ง”

โรงเรียนชุมชนวัดตะเคียนงาม อ.แกลง จ.ระยอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 ส่งเสริมอาชีพนักเรียนด้วยกิจกรรม “พัฒนานักเรียนยากจนพิเศษ (นักเรียนทุนเสมอภาค)” เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพ ทักษะชีวิตนักเรียน

โดยการเพาะเห็ดนางฟ้า “ครบวงจร” เริ่มจากการเรียนรู้วิธีทำก้อนเห็ดจากฟาร์มเห็ด จ.จันทบุรี แล้วนำก้อนเห็ดมาเพาะเลี้ยงไว้ที่โรงเรียน แปรรูปเห็ดเป็น “เห็ดทอดมุ้งมิ้ง แหนมเห็ด ยำเห็ด” และหลากหลายเมนู แล้วยังไปขายสดให้โครงการอาหารกลางวัน และนักเรียนขายให้ผู้ปกครอง ฯลฯ โดยผ่านการเรียนรู้ การจัดทำบัญชีรับ-จ่าย การตลาด การสร้างแบรนด์ ฝึกให้นักเรียนได้นำไปเป็นพื้นฐานของการประกอบอาชีพได้ในอนาคต

สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม