“คุณ​หญิง​กัลยา” ลง​พื้นที่​เชียงราย ตรวจเยี่ยม รร.​วิทยา​ศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย​ และศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​เชียงราย​

โรงเรียน​วิทยา​ศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน​ 2564 ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา​ธิการ​ ตรวจ​เยี่ยม​การเปิดเรียน​อย่าง​ปลอดภัย​ด้วยการเรียนรู้​อย่างมีคุณภาพ​ ณ โรงเรียน​วิทยา​ศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย​ เชียงราย จังหวัด​เชียงราย​

ดร.วันสว่าง สิงห์ชัย ผู้อำนวยการโรงเรียน​วิทยา​ศาสตร์​จุฬาภรณราช​วิทยาลัย​ เชียงราย กล่าวว่า การดำเนินงานของโรงเรียน มีเป้าหมายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อมกำลังคนระดับสูงทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นการเตรียมกำลังคนระดับสูงทางด้าน STEM เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มผู้ลงทุนจากประเทศต่าง ๆ ที่จะเข้ามาลงทุนใน Eastern Economic Corridor (EEC) และโครงการอื่น ๆ ของประเทศ

สำหรับการเปิดเรียนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19​ โรงเรียนได้ดำเนินการตามมาตรการ Sandbox Safety Zone in School คือ

  • Safety Zone เป็นพื้นที่ปลอดภัย ปลอดเชื้อ จัดในห้องเรียนและในหอพัก
  • Quarantine Zone จัดเป็นพื้นที่คัดกรองสำหรับนักเรียนที่เสี่ยง เช่น ห้องพยาบาล หอพักนอน
  • Screening Zone ตรวจเช็คคัดกรองบุคคลเข้าออก

รวมถึงจัดแต่ละโซนให้อยู่ในพื้นที่ของตนเอง ตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตรการเข้มข้น ครอบคลุมความปลอดภัยทั้งหมดทุกด้าน

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวว่า โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย ควรมุ่งส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติทางด้าน STEAM Education ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบ่มเพาะคุณลักษณะที่ดีของนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักประดิษฐ์ และนวัตกร ผ่าน A: Art of Life ที่เพิ่มเติมจาก STEM ซึ่งการบ่มเพาะนักเรียนผ่าน Art of Life จะช่วยให้นักเรียนเป็นผู้ที่มี Soft skills ต่าง ๆ ในการมุ่งใช้ความรู้เพื่อช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ท้องถิ่นและประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำโครงงานวิจัยของนักเรียนที่จะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยเป็นเครื่องมือกระตุ้นในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไปในอนาคต

สิ่งสำคัญที่อยากจะฝากไว้คือ การเพิ่มเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ต้นทุนทางวัฒนธรรมของประเทศให้เข้มข้น ไปพร้อมกับการเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อผลิตพลเมืองที่ดีและเก่ง สามารถเอาชนะเครื่องได้ ต่อยอดผลงานให้ใช้ได้จริง พัฒนาความรู้​ให้เป็นอาชีพโดยใช้ Coding และ STI ควบคู่กันไป

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ ขอให้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยทุกแห่ง เป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนในโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อผลักดันให้เด็กไทยทุกคนมีโอกาสเรียนวิทยาศาสตร์อย่างเท่าเทียมกัน

โอกาสนี้ รมช.ศึกษา​ธิการ​ ได้เยี่ยมชมการสัมมนาทางวิชาการด้านสะเต็มศึกษาในรูปแบบออนไลน์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยโอตาโก้ ประเทศนิวซีแลนด์ (NEW ZEALAND STEM WEBINAR SERIES) เยี่ยมชมผลงานโครงงานนักเรียน จำนวน 4 โครงงาน และผลงานอนุสิทธิบัตรของนักเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย เยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนห้องปฏิบัติการเคมี เนื้อหาไอโชเมอร์ของสารประกอบอินทรีย์ ห้องปฏิบัติการชีววิทยา เนื้อหาเนื้อเยื่อสัตว์ และห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ เนื้อหาพลังงานจลน์

ภาพเพิ่มเติมที่ Facebook ศธ.360 องศา

ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​เชียงราย​

ช่วงบ่าย รมช.ศึกษา​ธิการ​ เดิน​ทางไป​ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษา​ ณ ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​เชียงราย​ จ.เชียงราย​

นางศิริพร​ ดาระสุวรรณ​์ ผู้ทรงคุณวุฒิ​ อดีต​ ผอ.ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ป​ระ​จ​ำ​จังหวัด​เชียงราย รายงานถึงสภาพปัญหา​ในปัจจุบั​นว่า เด็กพิการ​รุนแรง​/ติดเตียง​ไม่สามารถ​เข้าเรียนในโรงเรียน​และจบการศึกษา​ภาคบังคับ​ได้ จึงเสนอให้เปิดโรงเรียน​เฉพาะความพิการสำหรับ​เด็กพิการรุนแรง​/ติดเตียง เป็นสถานศึกษา​ครบวงจร​ มีบริการด้านการศึกษา​ การแพทย์​ การฝึกอาชีพ​สำหรับ​นักเรียน​และ​ผู้ปกครอง​ รวมถึงปัญหา​การขาดแคลน​ครู​การศึกษา​พิเศษ​โดยตรงในโรงเรียน​รวม หากรัฐสามารถ​สนับสนุน​ให้มีครูการศึกษา​พิเศษ​อย่างน้อย​โรงเรียน​ละ 1 คน จะสามารถ​ดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ​ยิ่งขึ้น

รมช.ศึกษา​ธิการ​ ได้กล่าวขอบคุณ​ครู บุคล​ากร ผู้บริหารทุกคน ที่เสียสละทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลเด็กพิการด้วยหัวใจ รวมถึงโรงเรียนศึกษา​สงเคราะห์​ และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์​ทั่วประเทศ ที่ช่วยกันทำให้เด็กด้อยโอกาส​กลายเป็นเด็กได้โอกาส พิสูจน์​ให้เห็นแล้วว่าการศึกษา​ไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ประชุม​คณะรัฐมนตรี​ได้มีมติเห็นชอบ​ให้ครูหรือผู้ปฏิบัติ​หน้าที่​ที่เกี่ยวข้อง​ในพื้นที่​ทุรกันดาร​ ทำงานยากลำบากเป็นพิเศษ​ ควรได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเพื่อเป็นขวัญ​กำลัง​ใจให้ นอกจากนี้ ศธ.ยังได้ออกประกาศ​สถานที่ตั้ง “ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา” จำนวน 13 ศูนย์ และ “ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัด” จำนวน 64 ศูนย์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน เกิดความสะดวกในการติดต่อสื่อสารและให้บริการการศึกษาพิเศษ และหากสามารถ​สนับสนุน​ด้านใดเพิ่มเติม​ได้ ศธ.ยินดี​รับไว้พิจารณา​ต่อไป

โอกาสนี้ รมช.ศึกษา​ธิการ​ เดินทางไปเยี่ยมบ้านของนักเรียนศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​เชียงราย​ เพื่อมอบเครื่อง​ใช้ประจำวัน และเป็นกำลังใจแก่นักเรียน​และครอบครัว

ภาพเพิ่มเติมที่ Facebook ศธ.360 องศา

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ทิพย์​สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ​

“คุณหญิงกัลยา” สุดปลื้มโครงการ​อัจฉริยะ​เกษตร​ประณีต​ในโรงเรียนชุมชนดอยช้าง จ.เชียงราย ยกให้สอบผ่านเต็มร้อย

(25 พฤศจิกายน​ 2564)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา​ธิการ​ ลงพื้น​ที่​นิเทศติดตาม​เชิงประจักษ์​ เพื่อให้เห็นสภาพ​จริงการจัดการเรียนรู้​โครงการ​อัจฉริยะ​เกษตร​ประณีต​ในโรงเรียน (Science​ Technology Innovation : Smart​ Intensive Farming)​ ณ ห้องเรียน​สาขาบ้านใหม่พัฒนา โรงเรียน​ชุมชน​ดอยช้าง อ.แม่สรวย​ จ.เชียงราย โดยมีนายวุฒิชัย เสาวโกมุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำคณะผู้บริหาร​ส่วนราชการ​ลงพื้นที่ในครั้งนี้

ภาพเพิ่มเติม FB ศธ.360 องศา

ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า โครงการอัจฉริยะเกษตร​ประณีตในโรงเรียน จัดขึ้นเพื่อเน้นการสร้างผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่า และคุณภาพเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่เพาะปลูกที่มีอยู่อย่างจำกัด ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ STEAM Education ที่บูรณาการรายวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ คณิตศาสตร์ และวิทยาการคำนวณ กับการทำเกษตรแบบประณีตในโรงเรียน ทำให้นักเรียนเกิดทักษะและสามารถนำองค์ความรู้มาสู่การปฏิบัติ และนำประสบการณ์ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ ก่อให้เกิดรายได้ภายในโรงเรียน รวมถึงผลักดันให้เกิดการยกระดับกระบวนการผลิตและคุณภาพสินค้าภาคเกษตรที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564​ ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำหลักสูตรอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน โดยมีโรงเรียนนำร่องที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 6 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนห้วยสักวิทยาคม จังหวัดเชียงราย, โรงเรียนชุมชนดอยช้าง จังหวัดเชียงราย, โรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนเชียงดาววิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนเวียงมอกวิทยา จังหวัดลำปาง และโรงเรียนศรีสังวาลย์ จังหวัดเชียงใหม่

โครงการนี้ ได้รับความร่วมมือจากศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO STEM-ED) สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการ 1,200,000 บาท โดยรูปแบบการเรียนรู้ตามแนวทางของโครงการ ประกอบด้วย 5 ระยะ คือ ระยะที่ 1 รู้จักพื้นที่, ระยะที่ 2 เรียนรู้วางแผน, ระยะที่ 3 ริเริ่มปฏิบัติการ, ระยะที่ 4 รวบรวมพัฒนา และระยะที่ 5 ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขยายผล ซึ่งขณะนี้​โรงเรียน​ชุมชน​ดอยช้างดำเนินการอยู่ในระยะที่ 4

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวชื่นชม​ความสำเร็จ​อันเป็นรูปธรรมของโรงเรียนชุมชนดอยช้าง โดยเฉพาะ​โครงการ​อัจฉริยะ​เกษตร​ประณีต​ในโรงเรียน Smart Intensive Farming ที่ทำได้อย่างน่าประทับใจ​ ทั้งที่โรงเรียน​ขาดแคลน​ทุกอย่าง ไม่ว่าจะ​เป็น​คุณภาพ​ดินไม่ดี ที่ตั้ง​อยู่ใน​พื้นที่สูง​ชัน แต่ก็สามารถ​แก้ไข​ปัญหา​ด้วยการนำวัสดุที่มีในท้องถิ่น​มาใช้ให้เกิดประโยชน์​ได้ ซึ่งการทำแบบนี้​ได้ต้องมีการลงพื้น​ที่​ศึกษา​สังคม​ ภูมิศาสตร์​ รู้ความต้องการของตลาดแล้วนำมาวางแผนจนประสบความสำเร็จ​ ถือเป็น​โครงการ​ที่สมบูรณ์แบบ​ที่สุดที่เคยตรวจราชการ​มา สอบผ่านด้วยคะแนนเต็ม​ร้อยคะแนน​

สำหรับโครงการ​อัจฉริยะ​เกษตร​ประณีต​ในโรงเรียนของโรงเรียนชุมชน​ดอยช้าง สามารถ​เป็นต้นแบบขยาย​ผลไปสู่โรงเรียน​ในเครือ​ได้ ซึ่งสอดคล้อง​กับนโยบาย​ของกระทรวง​ศึกษาธิการ​ และปรัชญา​ของ​เศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งให้ทุกคนพึ่งพา​ตนเองได้ ประชาชน​มีรายได้ มีคุณภาพ​ชีวิต​ที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน​ขอฝากให้ครูทำหน้าที่​เป็นพี่​เลี้ยง​สอนสิ่งที่เด็กสนใจ สร้าง​บรรยากาศ​ที่ดีในการเรียนรู้​ให้เกิดสมรรถนะ​ เรียนแล้วเกิด​ประโยชน์​ สามารถ​ออกไปแก้ปัญหา​สังคม และสร้าง​มูลค่า​ขึ้นได้

โรงเรียน​ชุมชน​ดอย​ช้าง​ ตั้งอยู่​ในถิ่นทุรกันดาร​ นักเรียน​ส่วนใหญ่​เป็นชาวไทยภูเขา ประกอบด้วย​ชนเผ่าอาข่า ลีซู ไทยใหญ่​ และจีนยูนนาน จัดหลักสูตร​เกษตร​อัจฉริยะ​โดยแบ่งเป็นทีมงานผลิต​ (กลุ่ม​ผลิต​พืชผัก​ กลุ่ม​ผลิต​ปุ๋ย​จากมูลไส้เดือน​ดิน กลุ่ม​เลี้ยงไก่กระดูก​ดำ)​ ทีมงานแปรรูป​ผลิต​ภัณฑ์​ (กลุ่ม​ผลิตเครื่อง​ดื่ม​ กลุ่ม​ผลิต​ขนมและเบเกอรี่​ กลุ่ม​ผลิต​อาหาร)​ ทีม​งานออกแบบผลิตภัณฑ์​ และทีมงานการตลาด มีการส่งผลผลิต​ออกขายให้ชุมชน​ในพื้นที่และชุมชน​ใกล้เคียง​จนสามารถ​สร้าง​รายได้ให้กับโรงเรียน​ รวมถึงเปิดร้าน​กาแฟเพื่อส่งเสริม​การท่องเที่ยว​ชุมชน​ด้วย

ภาพเพิ่มเติม FB ศธ.360 องศา

ปารัชญ์ ไชย​เวช​ / สรุป​
ทิพย์​สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ​

คุณหญิงกัลยา ลงพื้นที่ วษท.พังงา เปิดงานโครงการความร่วมมือภาคธุรกิจ บรรจุภัณฑ์ ผลผลิตทางการเกษตรส่งออกรัสเซีย 

(20 พฤศจิกายน 2564) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการความร่วมมือภาคธุรกิจ บรรจุภัณฑ์ ผลผลิตทางการเกษตรส่งออกประเทศรัสเซีย ณ ศูนย์วิทยบริการ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพังงา จังหวัดพังงา

นายสุพชัย อัมพา ผอ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพังงา กล่าวว่า ปัจจุบันวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) พังงา ได้ปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยไปสู่การเกษตรที่ยั่งยืน สอดคล้องกับการท่องเที่ยว และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ภูมิภาคฝั่งอันดามัน โดยได้นำนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการมาขับเคลื่อนจนเป็นรูปธรรม อาทิ ดำเนินการเพาะพันธุ์กล้าฟ้าทะลายโจร กระชาย แจกจ่ายให้กับประชาชน โครงการเพาะพันธุ์ปลานิลจิตรลดา จำนวน 20,000 ตัว เพื่อมอบให้กับประชาชนตามโครงการปล่อยปลานิลจิตรลดาทั่วประเทศ 999,999 ตัว

นอกจากนี้ ยังดำเนินการด้านความร่วมมือภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เช่น ความร่วมมือกับบริษัทแบ็ก บริการภาคพื้น บริษัทวิชั่นทรานสปอร์ตรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรสู่ประเทศรัสเซีย ความร่วมมือ บริษัทคูโบต้า สนับสนุนเครื่องจักรกล ปรับพื้นที่ เพื่อทำแปลงสาธิตทางการเกษตรเป็นศูนย์เรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาและประชาชน และอีกหลายภาคส่วนที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อน วษท.พังงา เชื่อมโยงกับประชาชนต่อไป

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาคเกษตร ของ วษท.พังงาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษา และเกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับ ไปประยุกต์ใช้ได้จริง เกิดประโยชน์โดยตรงกับตนเองและประเทศ ตลอดจนขอบคุณพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ที่มุ่งมั่นตั้งใจ สร้างและพัฒนา ให้เกิดผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ สามารถสร้างโอกาส ช่องทางการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรไปยังประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้ประชาสังคมได้เห็นถึงศักยภาพของ วษท. ในการเป็นผู้นำการพัฒนาสังคม โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการดำรงชีวิต สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ในการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม โดยมั่นใจว่าจะสามารถขยายผลการนำรูปแบบความร่วมมือด้านการเกษตรไปสู่สถานศึกษาวิทยาลัยเกษตรและประมงแห่งอื่นๆ ต่อไปด้วย

“ศธ.ต้องการให้สถาบันอาชีวศึกษา ผลิตนักศึกษาออกไปเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ทันสมัย โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นหลัก ขณะเดียวกันต้องแสวงหาความร่วมมือกับภาคเอกชนให้เข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมการเกษตรในเชิงพานิชย์มากยิ่งขึ้น อย่างเช่นความร่วมมือในการส่งผลผลิตทางการเกษตรไปประเทศรัสเซียครั้งนี้ สามารถต่อยอดให้ วษท.พังงา พัฒนาเป็น HUB ในการส่งออกสินค้าการเกษตรได้ในอนาคต” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

โอกาสนี้ รมช.ศึกษาธิการ ได้เปิดป้ายโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ (มูลนิธินโยบายสาธารณะไทย)ปล่อยปลานิลจิตรลดาบริเวณอ่างเก็บน้ำ ปลูกต้นชะแมบทอง และเยี่ยมชมพื้นที่การบริหารจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของ วษท.พังงาด้วย

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ทิพย์สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ

ศธ.ประชุม ผจก.สหกรณ์ออมทรัพย์ครูภาคเหนือ แก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประชุมผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูภาคเหนือ แก้ปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน “สุทธิชัย จรูญเนตร” ประธานแก้ปัญหาหนี้สินครู เผยยอดสหกรณ์ครูทั่วประเทศสมัครร่วมโครงการแล้ว 20 แห่ง เตรียมรับเพิ่มเติมรอบสอง พร้อมแนวทางที่จะร่วมกับสหกรณ์ ช่วยเหลือครูที่มีหนี้สินทั่วประเทศ ตั้งแต่บรรจุใหม่ จนถึงกลุ่มเกษียณอายุราชการ

จังหวัดเชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2564 นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ เช่น นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประชุม “โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน” ร่วมกับผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูภาคเหนือ 17 จังหวัด ณ โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว

นายสุทธิชัย จรูญเนตร กล่าวว่า จากการที่นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 157/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2564 โดยกระทรวง ศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะคณะกรรมการฯ มีภารกิจรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดให้เป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้มีแผนแก้ปัญหาทั้งระบบ

ในระยะแรก ศธ.ได้กำหนดโครงการแก้ปัญหา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ต้นแบบเป็นฐาน เริ่มจากการศึกษาและถอดบทเรียนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตัวอย่าง 2 แห่ง คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ (สอ.) ครูสมุทรปราการ และกำแพงเพชร จากนั้นได้วางแผนดำเนินการระยะที่ 2 เพื่อขยายไปทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัคร สอ.ครูทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ครูที่มีหนี้สินกว่า 9 แสนคน มีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ส่งผลให้ครูได้รับการดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีคุณภาพ มีวินัยด้านการเงิน เกิดขวัญกำลังใจในการทำงาน และส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพสังคมต่อไป ซึ่งขณะนี้มี สอ.ครูทั่วประเทศ สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ 20 แห่ง ดังนี้

  • ภาคเหนือ 4 แห่ง คือ สอ.ครูเพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และลำปาง
  • ภาคกลาง 4 แห่ง คือ สอ.ครูกาญจนบุรี สมุทรปราการ ชัยนาท และสระแก้ว
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 แห่ง คือ สอ.ครูสกลนคร หนองคาย ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ สุรินทร์ มุกดาหาร และอุบลราชธานี
  • ภาคใต้ 5 แห่ง คือ สอ.ครูภูเก็ต ปัตตานี สุราษฎร์ธานี ชุมพร และกระบี่

ทั้งนี้ สอ.ครูอีกหลายแห่งแจ้งว่าต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการ แต่สมัครไม่ทันในรอบแรก ดังนั้น ศธ.จะเปิดรับสมัครเพิ่มเติมรอบสอง เพื่อพิจารณา สอ.ครูที่สามารถบริหารจัดการและนำแนวทางต่าง ๆ ไปขยายผลได้

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้ประชุมกับผู้จัดการ สอ.ครูภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด โดยเฉพาะ 4 จังหวัดภาคเหนือ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบเป็นฐาน เพื่อจะเร่งให้ครูที่เป็นสมาชิกได้รับการแก้ปัญหาด้วยแนวทางต่าง ๆ ต่อไป เช่น ครูที่เกษียณอายุราชการแล้ว ซึ่งจะไม่ได้รับเงินวิทยฐานะ ทำให้เงินได้รายเดือนลดลง ส่งสหกรณ์ไม่พอ ก็มีแนวทางจะช่วยเหลือในส่วนนี้ โดยใช้สินทรัพย์และรายได้ในอนาคตที่มี เช่น เงินบำเหน็จตกทอด มายุบยอดหนี้ให้ลดลง หรือการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้โดยเจรจากับสถาบันการเงิน การปรับลดค่าธรรมเนียมและการค้ำประกันด้วยบุคคลที่ไม่จำเป็น การยกระดับระบบและกระบวนการตัดเงินเดือนให้มีการควบคุมยอดหนี้ที่จะกู้ได้โดยไม่เกินศักยภาพ เงินเดือนเหลือไม่ต่ำกว่า 30% การปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเกษียณอายุราชการ และกลุ่มเกษียณอายุราชการ รวมไปถึงการให้ความรู้วางแผนวินัยทางการเงินและการเสริมสร้างรายได้ให้แก่ครูทุกระดับ ทุกสังกัด ตั้งแต่กลุ่มผู้บรรจุใหม่ จนถึงกลุ่มเกษียณอายุราชการ เป็นต้น

ข่าว บัลลังก์ โรหิตเสถียร
ภาพ/วีดิทัศน์ ปกรณ์ เรืองยิ่ง

เสมา3 ลงพื้นที่ ครม.สัญจร จ.กระบี่ มอบนโยบาย กศน. จัดการศึกษาผู้พิการ-ด้อยโอกาส รับฟังสภาพปัญหาโรงเรียนเอกชน และเปิดศูนย์การเรียนรู้ทุกช่วงวัย

(15 พฤศจิกายน 2564) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ด้านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการศึกษาเอกชน ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2564 กลุ่มจังหวัดอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา สตูล ภูเก็ต ระนอง)

มอบนโยบายการจัดการศึกษาสำหรับผู้พิการและด้อยโอกาส  ณ สำนักงาน กศน.จังหวัดกระบี่

รมช.ศธ. กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้คณะรัฐมนตรีประชุมติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และสร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชน ตลอดจนประมวลประเด็นปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน

ซึ่งประเด็นในการติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในปี พ.ศ. 2564 มุ่งเน้นจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ เป็นการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียม ในการเข้าถึงบริการทางการศึกษาของคนไทยทุกคน โดยที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายในการดูแลพี่น้องประชาชนว่า “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

สำนักงาน กศน. กำหนดให้มีการขับเคลื่อนงานตามนโยบายการจัดการศึกษาของ ศธ. ในการจัดการศึกษาสำหรับผู้พิการให้สามารถเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมและมีคุณภาพ โดยมีพื้นที่นำร่องในจังหวัดระนอง เป็นต้นแบบให้กับจังหวัดกระบี่ ตรัง ภูเก็ต พังงา และสตูล ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลในครั้งนี้พบกลุ่มเป้าหมายผู้พิการที่มีความต้องการได้รับการศึกษา แต่ยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากสภาพ ปัญหา อุปสรรคอีกหลายด้านที่ทุกภาคส่วนผู้เกี่ยวข้องต้องช่วยกันดำเนินการแก้ไข

จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ ศธ.จะนำฐานข้อมูล “ระนองโมเดล” ไปนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ เพื่อขยายผลต่อไปยังศึกษาธิการภาคทั้ง 18 จังหวัด และใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้พิการในภาพรวมทั้งประเทศต่อไป

ในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ซึ่งกำกับดูแลสำนักงาน กศน. นั้น เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมอภิปรายเพื่อพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. …. ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ซึ่งที่ประชุมรัฐสภาลงมติรับหลักการแห่ง (ร่าง) ดังกล่าวแล้ว มีทั้งหมด 31 มาตรา โดยได้ดำเนินการประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับสาระสำคัญของ (ร่าง) พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการตามระบบต่าง ๆ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงวัยชรา สร้างโอกาสทางศึกษาให้แก่ประชาชนทั่วไป ครอบคุลมไปถึงผู้พิการ กลุ่มคนผู้ด้อยโอกาส เป็นการจัดการเรียนรู้เพื่อประชาชนอย่างยั่งยืนสืบไป

“ศธ. ยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและหลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีดิจิทัล และองค์ความรู้ต่าง ๆ ในศตวรรษที่ 21 มีศักยภาพในการเข้าร่วมพัฒนาสังคม ตลอดจนประเทศชาติให้ก้าวสู่สังคมที่เป็นธรรม ไม่มีความเหลื่อมล้ำ หรือคงเหลือความเหลื่อมล้ำให้น้อยที่สุด เท่าที่จะน้อยได้”

ตรวจเยี่ยมรับฟังปัญหาโรงเรียนเอกชน ณ โรงเรียนสังข์ทองวิทยา

รมช.ศธ. กล่าวว่า การลงพื้นที่โรงเรียนเอกชนในครั้งนี้ เพื่อรับฟังปัญหาโรงเรียนเอกชน ทั้งในระบบและนอกระบบโดยเฉพาะ จากที่หลาย ๆ ท่านได้สะท้อนปัญหาในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินอุดหนุนรายบุคคลเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องของโรงเรียน, การบรรจุแต่งตั้งบุคลากรกลางภาคเรียน, ขอเพิ่มอัตราค่าจ้างครูสำหรับโรงเรียนที่จัดการศึกษาสามัญควบคู่ศาสนา, โอกาสทางการศึกษาของนักเรียนโรงเรียนเอกชนนอกระบบในการกู้เงินเรียนวิชาชีพระยะสั้น และผู้บริหาร ผู้สอน โรงเรียนนอกระบบขอโอกาสเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนเพื่อสวัสดิการในอนาคต และอีกหลาย ๆ ปัญหาที่สะท้อนออกมา

ยืนยันว่าตนจะผนึกกำลังกับเลขาธิการ กช. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด หรืออย่างน้อยจะแจ้งความคืบหน้าผ่านประธาน ปส.กช.ในพื้นที่เป็นระยะ

สำหรับการตรวจเยี่ยมโรงเรียนสังข์ทองวิทยา ซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นเตรียมอนุบาล – ประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งหมด 3,926 คน ได้รับอุดหนุน 3,890 คน (ก่อนประถมศึกษา 1,090 คน ประถมศึกษา 2,800 คน) รวมได้รับเงินอุดหนุนกว่า 3.2 ล้านบาทต่อเดือน ครูและบุคลากรรวม 203 คน ได้รับวัคซีนครบ 100 % แล้ว มีเพียง 6 คน ที่ฉีดได้เข็มแรกแต่ไม่ได้ฉีดต่อเนื่องจากปัญหาสุขภาพ (แพ้วัคซีน)

ในการนี้ รมช.ศธ.และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการของนักเรียนโรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบ เช่น โรงเรียนสังข์ทองวิทยา จัดแสดงเกี่ยวกับนิทรรศการเศรษฐกิจพอเพียง การทำขนมไทย และผลงานด้านวิชาการระดับปฐมวัยของกลุ่มสาระภาษาไทย สังคม สุขศึกษา และพลศึกษา, โรงเรียนอุทยานศึกษากระบี่ จัดแสดงผลงานด้านวิชาการของนักเรียน เรื่อง นวัตกรรมที่เหยียบเจลแอลกอฮอล์, โรงเรียนอนุบาลลำทับ สาธิตกิจกรรมการทำขนมไทย, โรงเรียนโชคชัยกระบี่ จัดแสดงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน Online กับ On-Site และรางวัลเกียรติยศ ผลงานด้านวิชาการของนักเรียน, โรงเรียนอนุบาลเอช้วน การจัดการเรียนรู้ STEM Education การจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning) และการเรียนรู้บนความท้าทาย (CBL-Challenge Based Learning), โรงเรียนฮิดายาตุดดีนนาวงวิทยา พัฒนาวิชาการสานสัมพันธ์ชุมชน, โรงเรียนสันติวิทยา การทำชาชักสร้างอาชีพ และจิตคณิตพาเพลิน, โรงเรียนศาสนูปถัมภ์มูลนิธิ จัดแสดงผลิตภัณฑ์น้ำพริกตะไคร้กระเทียมปลาเสียบ เศรษฐกิจพอเพียง และผลงานกีฬาฟุตบอล, โรงเรียนนอกระบบสอนตัดผมและเสริมสวยเสริมสยาม สาธิตการทำสีผม การถักเปีย และการตัดผมชาย, โรงเรียนนอกระบบด็อกเตอร์หนึ่งอินเตอร์แคร์ กระบี่ สาธิตการทำ CPR วัดความดัน และให้ความรู้เรื่องสุขภาพ, โรงเรียนนอกระบบสมชายสอนขับรถยนต์ ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร และการขับรถยนต์, โรงเรียนนอกระบบรักเกียรติการดนตรี สาธิตการเล่นเปียโน และการร้องเพลง เป็นต้น

เปิดศูนย์การเรียนรู้ทุกช่วงวัย และห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาด

รมช.ศธ. กล่าวว่า ขอชื่นชมในการดำเนินงานขับเคลื่อนกิจกรรม ตามนโยบายจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย ของสำนักงาน กศน.อำเภอเหนือคลอง ซึ่งตนได้มอบนโยบายให้สำนักงาน กศน. ดำเนินงาน โดยประสานแสวงหาความร่วมมือ และการบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน ภาคีเครือข่าย เพื่อขอใช้พื้นที่อาคารสถานที่ และระดมทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับการจัดตั้งและบริหารจัดการให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์ด้านอาคารสถานที่จากเทศบาลตำบลเหนือคลอง ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ในการจัดการศึกษาการจัดการเรียนรู้ การเสริมสร้างทักษะพัฒนาการและวัฒนธรรมในการอ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิตในทุกช่วงวัยแก่ประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ มีความเชื่อมั่นว่าศูนย์การเรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย กศน. จะเป็นแหล่งเรียนรู้และศูนย์กลางการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน มีส่วนร่วมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี เป็นฐานการพัฒนาทรัพยากรบุคคลสู่การพัฒนาสังคม และประเทศชาติ เป็นศูนย์กลางในการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการมีปฏิสัมพันธ์กันของชุมชน สร้างโอกาสทางการศึกษาการเรียนรู้ และพัฒนาเป็นศูนย์บริการที่มีความพร้อมของสื่อวัสดุอุปกรณ์กิจกรรมในรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย

รวมทั้งมีความสอดคล้องและเหมาะสมตามความต้องการ ของผู้เรียน ผู้รับบริการ และประชาชนตั้งแต่เด็กเยาวชน ประชากรวัยทำงาน และกลุ่มผู้สูงอายุที่สามารถศึกษาเรียนรู้ ทำกิจกรรมได้ตามความสนใจความถนัดของตนเอง ทั้งในความรู้ทางวิชาการ การพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะด้านอาชีพ สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต สำหรับทุกช่วงวัย

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีคณะผู้บริหาร ศธ. ร่วมลงพื้นที่ อาทิ นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ., นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ.), นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ., นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ., นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ., เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการ กอศ., นายคมกฤชจั นทร์ขจร ผู้ช่วยเลขาธิการ สกศ., นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการ กช.

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

เสมา2 ลงพื้นที่ ครม.สัญจร​ ที่พังงา พร้อมยกระดับวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทย์ เป็นวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานนวัตกรรมพังงา ชูการเรียนรูปแบบ​ PjBL บูรณาการ​ “STEAM for INNOPRENEUR”

รมช.ศธ. “คุณ​หญิง​กัลยา โสภณพนิช” ลงพื้นที่ ครม.สัญจร​ ที่วิทยาลัยเทคนิค​พังงา สนับสนุน​การยกระดับวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา ให้เป็นวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานนวัตกรรมพังงา พร้อมมอบนโยบายการจัดการเรียนการสอนรูปแบบ​ PjBL บูรณาการ​ “STEAM for INNOPRENEUR”

(15 พฤศจิกายน​ 2564​)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวงศึกษาธิการ​ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตาม​นโยบาย​รัฐบาล​ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2564 กลุ่มจังหวัดอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา สตูล ภูเก็ต ระนอง) โครงการ​วิทยา​ลัยเทคโนโลยี​ฐาน​วิทยาศาสตร์​ ณ วิทยาลัย​เทคนิค​พังงา อำเภอเมืองฯ จังหวัด​พังงา

โดยมีนายณรงค์​ ดูดิง ที่ปรึกษา​ รมช.ศธ., นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ผู้ช่วยเลขานุการ​ รมช.ศธ, นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์และนโยบาย รมช.ศธ.​, นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัด ศธ., ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการ​ กพฐ., นายมณฑล​ ภาคสุวรรณ​์ รองเลขาธิการ​ กอศ., นายพีระศักดิ์​ รัตนะ​ เลขาธิการ​ กช., นางสุปราณี​ นฤนาทนโรดม รองเลขาธิการ​ ก.ค.ศ., นายปรเมศวร์​ ศิริรัตน์ รองเลขาธิการ​ กศน. และ​ผู้บริหารเข้าร่วมงาน

​เล็งยกระดับวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา ให้เป็นแหล่งผลิตบุคลากรผู้มีความสามารถทางเทคโนโลยี ควบคู่​คุณ​ธรรม​

นายสมศักดิ์ ไชยโสดา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพังงา รายงานถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานโครงการเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา และต้องการที่จะยกระดับวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา ให้เป็นแหล่งผลิตบุคลากรผู้มีความสามารถทางเทคโนโลยีที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างนวัตกรรมให้กับประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ ระยะที่ 3 และเร่งศึกษา วิจัย ข้อมูล ในเรื่องการจัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา โดยจะแยกออกจากวิทยาลัยเทคนิคพังงา และจะใช้ชื่อเป็น “วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานนวัตกรรมพังงา” เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนบุคลากรให้มีประสิทธิภาพทางการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ และยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาไทย

คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณพนิช กล่าวว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะได้ประกาศใช้ ซึ่งจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการสร้างครูให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม สังคม เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษาเป็นพิเศษ ในฐานะหัวหอกนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตต่าง ๆ ทั้งที่เกิดขึ้นอยู่ และกำลังจะเข้ามาในอนาคต ส่งผลให้อาชีวศึกษามีบทบาทมาก และ ศธ.ภาคภูมิใจที่ได้ผลิตเด็กออกไปประกอบอาชีพ โดยใช้พื้นฐานจากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม จุดมุ่งเน้นสำคัญ คือ อยากเห็นคนจบจากวิทยาลัยเทคโนโลยี​ฐานวิทยาศาสตร์ ได้เป็นผู้นำเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่

ทั้งนี้ ครูมีหน้าที่ปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นแบบฐานสมรรถนะเป็นหลัก ผู้เรียน​ต้องมีความรู้อย่างกว้างขวาง ได้เรียนมากกว่าวิชาที่สนใจ จึงจะสามารถแข่งขันได้ การแยกออกมาเป็น​วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานนวัตกรรมพังงาจึงต้องควบคู่กับการเรียน​วิชาอื่นไปด้วย สิ่งสำคัญคือ ต้องเก่งและมีคุณธรรมจริยธรรม สามารถ​ทำงานประสานงานกับสังคม โรงงาน อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ ชุมชน สื่อมวลชนและสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น

ส่วนรายละเอียดในการปรับการเรียนการสอนนั้น ขอให้ครูปรับบทบาทเป็นพี่เลี้ยง ให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่สนใจ สร้างบรรยากาศให้นักเรียนได้เรียน สิ่งที่อยากเรียน โดยสามารถใช้เทคโนโลยีทำ Project-Based Learning ทำให้เด็กที่มีความต้องการเรียนรู้ต่างกันสามารถเรียนไปพร้อมกันได้

นอกจากนี้ ฝากให้ผู้บริหาร ครู บุคลากร รักษาความเข้มแข็งของวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์นี้ไว้ เพื่อผลิตคนดี คนเก่ง ตระหนัก​ถึงคุณ​ค่าของสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตลอดจนมุ่งเน้นให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพได้ด้วยตนเอง

Project-Based Learning บูรณาการร่วมกับ STEAM for Innopreneur เน้นสร้างทักษะในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่

คุณหญิงกัลยา กล่าวด้วยว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา มีการจัดเรียนการสอนในลักษณะของโรงเรียนประจำ เปิดสอนในสาขาพาณิชยกรรมและบริการฐานวิทยาศาสตร์ (เทคโนโลยีการท่องเที่ยว) โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง มีมหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นมหาวิทยาลัยในเครือข่ายความร่วมมือ มีการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ซึ่งผู้สอนจะนำสาระและทักษะพื้นฐานทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสังคมศาสตร์ รวมทั้งทักษะด้านวิชาชีพมาบูรณาการจัดทำเป็นโครงงาน (Projects) ภายใต้การจัดการเรียนการสอนแบบ Project-Based Learning ที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยบูรณาการร่วมกับ STEAM for Innopreneur เน้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการนำแนวคิดเชิงนวัตกรรมมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม

การลงพื้นที่วันนี้ ได้เห็นความมุ่งมั่นของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ในโครงการเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ที่ตั้งใจสั่งสอนอบรมดูแลจนนักเรียนได้สร้างเกียรติประวัติทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากจัดการเรียนการสอนรูปแบบ Project-Based learning อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะ​เมื่อนำมาร่วมกับ STEAM for Innopreneur ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างนักธุรกิจนวัตกรรม พัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้เป็นนวัตกรที่มีทักษะและความรู้ความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมโดยผ่านกระบวนการคิดและวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน ถือเป็น​ทักษะจำเป็นในยุคดิจิทัล​ สอดคล้อง​กับนโยบายการจัดการเรียน​การ​สอน​ Coding ส่งผลให้ประสบความสำเร็จ​อย่างเป็นรูปธรรม

โอกาสนี้ รมช.ศธ.และคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนวัตกรรม และการจัดการเรียนแบบ Project-Based Learning (PjBL) การสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรม STEAM for INNOPRENEUR ตลอดจนเยี่ยมชม“ศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) สาขาวิชาพาณิชยกรรมและบริการฐานวิทยาศาสตร์ สาขางานเทคโนโลยีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นสาขาเปิดใหม่ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังคน ตอบสนองทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (S-Curve) ในกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัดพังงาในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยจะเปิดรับนักศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ปีการศึกษา 2565 โดยวิทยาลัยได้ทำความร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัดพังงาและสถานประกอบการด้านการโรงแรม ท่องเที่ยวและสปาชั้นนำของประเทศ

ปัจจุบันโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา เปิดการเรียนการสอนสาขางานเทคโนโลยีการท่องเที่ยว ตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 จนถึงปัจจุบันนับเป็นรุ่นที่ 12 มีนักเรียนจำนวน 168 คน และในปีการศึกษา 2563 ได้เปิดสอนสาขาเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร มีนักเรียนจำนวน 40 คน รวมจำนวนนักเรียนในโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น 208 คน และในปีการศึกษา 2565 จะดำเนินการเปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เป็นปีแรก จำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาเทคโนโลยีการจัดประชุม นิทรรศการและอีเว้นต์ จำนวน 20 คน และสาขาเทคโนโลยีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จำนวน 20 คน โดยในช่วงแรกจะรับนักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ประเภททุน ปวช.ต่อเนื่อง ปวส. 5 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งขณะนี้นักเรียนทุนสาขาเทคโนโลยีการท่องเที่ยวรุ่นที่ 1 กำลังจะจบการศึกษาในระดับ ปวช.ปีที่ 3 และจะเข้าศึกษาต่อในระดับ ปวส.ในปีการศึกษา 2565

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร​ จันทร์​ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

เสมา 1 ลงพื้นที่ ครม.สัญจร จ.กระบี่: ติดตามนโยบายการศึกษาพิเศษ พร้อมขยายศูนย์การศึกษาพิเศษให้ครบทุกอำเภอ ช่วยเหลือดูแลเด็กพิการ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เสมา 1 “ตรีนุช เทียนทอง” ลงพื้นที่ ครม.สัญจร จังหวัดกระบี่ ภาคบ่าย เยี่ยมนักเรียนพิการซ้อน สั่งขยายการปัดหมุดในโครงการ “ปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู” มอบนโยบาย สพฐ. เร่งตั้งหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษ ให้ครบทุกอำเภอ เพื่อช่วยเหลือและดูแลเด็กพิการทั่วไทย ตามนโยบายรัฐบาล “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พร้อมตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านคลองม่วง ชื่นชมจุดเด่นของโรงเรียน ที่ใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย

นโยบายการศึกษาพิเศษ

วันนี้ (15 พ.ย. 2564) ที่จังหวัดกระบี่ – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน ตามโครงการ “ปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู” สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้จัดทำระบบสารสนเทศสถานศึกษาในการค้นหาเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยใช้ Google Maps ปักหมุดสถานที่ (Location) ที่บ้านของนักเรียน พร้อมทั้งเพิ่มรายละเอียดข้อมูลพื้นฐาน และรูปภาพของผู้รับบริการลงในระบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายวาระเร่งด่วน (Quick Win) ของ ศธ. ในการเพิ่มโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาของประชากรวัยเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในส่วนของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ได้มุ่งแก้ปัญหาให้เด็กพิการในวัยเรียนที่ไม่ได้รับการศึกษา เข้าสู่ระบบการศึกษา โดยปักหมุดบ้านเด็กพิการทั่วประเทศ และให้ความช่วยเหลือให้ครบทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิต และด้านสุขภาพ

รมว.ศธ.กล่าวว่า วันนี้ได้ลงพื้นที่ติดตามจากการปักหมุด มาเยี่ยม “น้องหนูนา” หรือ ด.ญ.ปาลิตา บุตรสัน อายุ 6 ปี 6 เดือน ซึ่งเป็นเด็กพิการซ้อน* แรกเริ่ม โดยพบว่า มีความพิการซ้อนตั้งแต่กำเนิด และเข้ามารับบริการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดกระบี่ เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา น้องหนูนาได้รับการประเมินคัดกรอง ตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individual Education Program : IEP) ฟื้นฟูสมรรถภาพและทำกายภาพบำบัด จนสามารถปรับพฤติกรรมทางอารมณ์ พัฒนาการทางด้านร่างกายที่ดีขึ้น จนสามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงได้ปรับลดเวลามารับบริการที่ศูนย์ฯ สัปดาห์ละ 2 วัน ตามความสะดวกของผู้ปกครอง

*เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Disabilities) หมายถึง ความบกพร่องร่วมกันมากกว่า 1 ลักษณะที่เกิดขึ้นต่อบุคคล (Simultaneous impairments) อาทิเช่น บกพร่องทางสติปัญญาร่วมกับตาบอด หรือบกพร่องทางสติปัญญาร่วมกับความผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อ

จนกระทั่งเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 ในปีการศึกษา 2564 ทางศูนย์ฯ จึงได้ปรับการเรียน โดยครูประจำชั้นได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล พร้อมติดต่อผู้ปกครองมารับสื่อ ใบงาน ชุดกิจกรรม แบบฝึก และก่อนการสอนครูประจำชั้นจะติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง ผ่านแอปพลิเคชันไลน์และโทรศัพท์ แจ้งว่าจะสอนอะไรบ้าง ให้พ่อแม่เตรียมอุปกรณ์ พร้อมให้คำแนะนำผู้ปกครองในการฝึกผู้เรียนที่บ้าน ขณะเดียวกันครูไปเยี่ยมนักเรียนที่บ้าน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อสังเกตจากพฤติกรรม อารมณ์ และผลสำเร็จระหว่างการสอน รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ปกครองรายงานผลการจัดการเรียนการสอนทุกวันจันทร์ เพื่อให้คำแนะนำและติดตามผลการเรียนร่วมกันอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ ทำให้เห็นสภาพจริงและความตั้งใจของครูและบุคลากรที่ทำงานในหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษ ซึ่งเป็นสถานที่ให้บริการทางการศึกษาแก่เด็กพิการ เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ตั้งแต่แรกเกิด หรือแรกพบความพิการ จนถึง 18 ปี ในชุมชนที่อยู่ห่างไกล ผู้ปกครองมีฐานะยากจนมีความยากลำบากในการเดินทางมาส่งบุตรหลานที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด ซึ่งปัจจุบัน สพฐ. ได้จัดตั้งหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษใน 76 จังหวัด จำนวน 624 หน่วยบริการ กระจายอยู่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้ดำเนินงานตามโครงการ “ปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู” โดยมีกลุ่มเป้าหมายให้เด็กพิการ ซึ่งรับบริการที่บ้านแล้วมากกว่า 9,500 คนทั่วประเทศ

“ศธ.ให้ความสำคัญเรื่องการเพิ่มโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัยเป็นอย่างยิ่ง โดยในส่วนของการศึกษาพิเศษ เราจะเดินหน้าค้นหาเด็กที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา เมื่อแรกพบจะส่งเสริม สนับสนุน ครูศูนย์การศึกษาพิเศษให้คำแนะนำพ่อแม่ผู้ปกครอง ในการสร้างความรู้ความเข้าใจในการดูแลช่วยเหลือเด็กพิการในช่วงที่อยู่ที่บ้าน สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายระหว่างกลุ่มพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว และชุมชน

ทั้งนี้ ตนได้มีนโยบายให้ สพฐ. ขยายการจัดตั้งหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษให้ครบทุกอำเภอทั่วประเทศต่อไป พร้อมทั้งประสานให้ความช่วยเหลือครอบครัวเด็กพิการ ในด้านคุณภาพชีวิตกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสาธารณสุขจังหวัด (สธจ.) เป็นต้น เพื่อให้เด็กพิการได้รับการช่วยเหลือครบทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา ด้านคุณภาพชีวิต ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาลที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” รมว.ศธ. กล่าว

ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านคลองม่วง

จากนั้น รมว.ศธ.และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านคลองม่วง อำเภอเมืองกระบี่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ติดตาม 3 มาตรการสำคัญรัฐบาล ชื่นชมโรงเรียนใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เผยข้อมูลภาคเรียนที่ 2/2564 โรงเรียน สพฐ. เปิดสอนแบบ On-Site แล้วกว่า 13,000 โรงเรียน

รมว.ศธ.กล่าวว่า ขณะนี้โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ จัดการเรียนการสอนแบบ On-Site ในภาคเรียนที่ 2/2564 แล้วกว่า 13,000 โรงเรียน โดยมีทั้งจัดการเรียนการสอนแบบชั้นเรียนปกติ แบบสลับชั้นมาเรียน แบบสลับวันคู่วันคี่ เป็นต้น ส่วนการตรวจ ATK นั้น จะตรวจเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยโรงเรียนต้องประสานกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดในการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจที่เป็นมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดเรียนแบบ On-Site แล้ว ขอให้สถานศึกษาทุกแห่งปฏิบัติตาม 6 มาตรการหลัก 6 มาตรการเสริม และ 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด เช่น ตั้งจุดคัดกรองทุกคนก่อนเข้าโรงเรียน ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาภายในโรงเรียน จุดล้างมือ และการเว้นระยะห่าง เป็นต้น ทั้งนี้ตนไม่อยากให้กังวลการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในคลัสเตอร์ของสถานศึกษา แต่สิ่งที่น่ากลัวคือการระบาดในคลัสเตอร์ของผู้ใหญ่

สำหรับการตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านคลองม่วง เพื่อติดตามการดำเนินงานของโรงเรียน เกี่ยวกับมาตรการที่สำคัญของรัฐบาล 3 ด้าน คือ มาตรการการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโควิด 19, การจัดการเรียนการสอน และการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน คนละ 2,000 บาท จากการสอบถาม พบว่าผู้ปกครองนักเรียนทุกคนได้มารับเงินด้วยตนเองที่โรงเรียนครบถ้วนแล้ว 100% โดยนำเงินที่ได้รับไปใช้เป็นค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งลดภาระในครอบครัวได้มาก

สำหรับการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนบ้านคลองม่วง เป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 ห้องเรียน มีนักเรียนทั้งหมด 258 คน ครูและบุคลากร รวม 16 คน ซึ่งในพื้นที่บริการของโรงเรียนมีประชากร 756 ครัวเรือน รวม 2,950 คน ประชาชนได้รับวัคซีนแล้ว 96% ส่วนที่เหลือไม่ประสงค์ฉีดและมีโรคประจำตัว สำหรับนักเรียนที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป รวม 16 คน ฉีดวัคซีนแล้ว 13 คน คิดเป็น 81.25% ส่วนนักเรียนที่ยังไม่ได้ฉีด 3 คน ทางโรงเรียนได้ประสานกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านคลองม่วง ในการให้ความรู้และคำแนะนำ เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ปกครอง สำหรับครูและบุคลากรของโรงเรียนฉีดวัคซีนครบ 100% แล้ว

ขณะนี้โรงเรียนบ้านคลองม่วง ได้จัดการเรียนการสอนใน 3 รูปแบบ คือ เรียน Online 62.48% รูปแบบ On-Demand 26.37% และ On-Hand 11.15% โดยคาดว่าจะเปิดสอนแบบ On-Site ได้ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ทางโรงเรียนได้ร่วมกับชุมชน และ รพ.สต.บ้านคลองม่วง กำหนดมาตรการการป้องกันโควิด 19 ระหว่างเปิดภาคเรียน และแผนเผชิญเหตุเป็นอย่างดี

ส่วนผลการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผ่านมาพบว่า ระดับปฐมวัย เด็กมีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา ในระดับที่ดี ส่วน ป.1-ป.6 นักเรียนอ่านออกเขียนได้ 87% และเรียนคิดเลขเป็น คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ 82% จึงขอให้โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาเร่งยกระดับให้ทุกคนอ่านออกเขียนได้ 100% พร้อมทั้งย้ำให้ติดตามเด็กที่ออกเรียนกลางคันไป ว่าย้ายไปอยู่ที่ไหน ไปเรียนต่อหรือไม่ เพื่อนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป

น่าชื่นชมจุดเด่นของโรงเรียนบ้านคลองม่วง คือ ใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ซึ่งได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ครู บุคลากร นักเรียน และบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การทำโรงแรมให้เป็นโรงเรียน โดยโรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท ได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนว่ายน้ำให้แก่นักเรียน กิจกรรมชุมนุมโดยให้มีวิทยากรของโรงแรมมาให้ความรู้นักเรียนเรื่องการจับจีบผ้า การพับผ้า ทักษะอาชีพแม่บ้าน พนักงานเสิร์ฟ อาหาร และภาษา ส่งผลให้ชุมชน ผู้ปกครองเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา ส่งนักเรียนมาเรียนเพิ่มขึ้น

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีผู้บริหารส่วนกลางลงพื้นที่ร่วมคณะ เช่น นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายสุภัทร จําปาทอง ปลัด ศธ., นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ., นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา, รศ.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ., นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการ กศน., นายธนู ขวัญเดช รองปลัด ศธ., นายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการ กพฐ., นายธฤติ ประสานสอน ผู้ตรวจราชการ ศธ., นายประยูร หรั่งทรัพย์ รองเลขาธิการ กช.

เรียบเรียง/เผยแพร่/กราฟิก บัลลังก์ โรหิตเสถียร
ภาพ สมประสงค์ ชาหารเวียง

เสมา 1 ลงพื้นที่ ครม.สัญจร จ.กระบี่: เตรียมเสนอ Big Project “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” พร้อมติดตามนโยบาย Excellent Center

เสมา 1 “ตรีนุช เทียนทอง” ลงพื้นที่ ครม.สัญจร ภาคเช้า ประชุมติดตามนโยบาย ณ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ เตรียมเสนอ ครม. พิจารณา Big Project เก็บตกเด็กจบ ม.3 เรียนต่อ 100% ด้วยโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ของ สอศ. นำร่อง 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ วางแผนระยะยาว 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2575 พร้อมทั้งติดตามนโยบายการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศ (Excellent Center) ของวิทยาลัยเทคนิคกระบี่

วันนี้ (15 พ.ย.2564) ณ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ อำเภอเมืองกระบี่ – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการทางการศึกษา เพื่อติดตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล

จากการที่ตนได้ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาในหลายพื้นที่ พบว่ามีเด็กไม่ได้เรียนต่อหลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเข้าสู่ตลาดแรงงานไม่ได้ เพราะอายุไม่ถึง 18 ปี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลง เนื่องจากไม่มีความรู้พื้นฐานอาชีพ ดังนั้น จึงได้กำหนดนโยบายให้ผู้จบชั้น ม.3 ได้เรียนต่อ 100% ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ในวันที่ 16 พ.ย.นี้ ศธ.จะเสนอโครงการ “อาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ” หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้ที่ประชุมพิจารณา

“โครงการนี้เป็นการช่วยเหลือนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น ในลักษณะโรงเรียนประจำ ผู้เรียนได้เรียนฟรี มีที่พัก พร้อมอาหาร โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ซึ่งในปีการศึกษา 2565 จะนำร่องที่ 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน จากนั้นจะขยายโครงการไปในวิทยาลัยสังกัด สอศ.ทั่วประเทศ รวมถึงฝึกอบรม Up-skill และ Re-skill ให้ผู้เรียนด้วย มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2575 ตั้งเป้าหมายเพิ่มปริมาณผู้เรียนสายวิชาชีพได้ 31,200 คนต่อปี Up-skill / Re-skill ได้ 65,000 คนต่อปี ใช้งบประมาณเฉลี่ย 1,200 ล้านบาทต่อปี” รมว.ศธ.กล่าว

นอกจากนี้ สอศ.ได้รายงานความก้าวหน้านโยบาย “การจัดการศึกษาอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศ (Excellent Center) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” ที่เป็นหนึ่งในโยบายเร่งด่วน (Quick Win) ของ ศธ. ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ได้ดำเนินการในสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนาปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนกับสถานประกอบการ และเชื่อมโยงกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ใน 4 สาขางาน คือ สาขาซอฟต์แวร์และการประยุกต์ สาขาเครือข่ายคอมพิวเตอร์และความปลอดภัย สาขากราฟิกเกมและแอนิเมชัน และสาขาสมองกลฝังตัวและไอโอที (Internet of Things : IoT) เน้นกระบวนการจัดการเรียนการสอน ที่สร้างระบบความคิด การพัฒนาทักษะให้นักเรียน นักศึกษาสามารถปฏิบัติงานได้จริง มีการประยุกต์ใช้รายวิชาในสาขางานสู่อาชีพในอุตสาหกรรมดิจิทัล

ทั้งนี้ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ ได้เตรียมขยายผลในสาขาที่เป็นความต้องการกำลังคนในท้องถิ่น ในสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ การท่องเที่ยว การโรงแรม ช่างซ่อมบำรุงเรือยอร์ช และช่างอากาศยาน รวมถึงมีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพและพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในองค์กรหลักของ ศธ. และหน่วยงานการศึกษาในจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนและเป็นศูนย์กลางการประสานงานระหว่างหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการเสริมสร้างทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนในจังหวัด โดยกำลังสำรวจความต้องการในการพัฒนาอาชีพ เพื่อนำไปสู่การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอาชีพได้ตรงตามความต้องการและบริบทที่แตกต่างกัน

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ได้เยี่ยมชมศูนย์ฝึกอาชีพและพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการ “Sawasdee Plaza” และ “Sawasdee Cup (CAFE)” ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติงานจริงในการจำหน่ายสินค้า และการให้บริการของวิทยาลัยเทคนิคกระบี่ โดยมีผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นผลผลิตจากการเรียนการสอนมาวางจัดจำหน่าย เช่น โต๊ะไม้จากไม้หมาก แก้วสกรีน เครื่องดื่มค็อกเทล เป็นต้น พร้อมทั้งเยี่ยมชมให้กำลังใจศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) ในการให้บริการช่วยเหลือประชาชน โดยเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับประชาชน ฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น และการต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างงาน สร้างรายได้ ในสถานการณ์โควิด 19 ด้วย

การลงพื้นที่ ณ วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ มีผู้บริหารส่วนกลางลงพื้นที่ร่วมคณะ เช่น นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นายสุภัทร จําปาทอง ปลัด ศธ., นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ กอศ., นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา, รศ.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ., นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการ กศน., นายธนู ขวัญเดช รองปลัด ศธ., นายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการ กพฐ., นายธฤติ ประสานสอน ผู้ตรวจราชการ ศธ., นายประยูร หรั่งทรัพย์ รองเลขาธิการ กช.

ข้อมูล ประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
เรียบเรียง/เผยแพร่/กราฟิก บัลลังก์ โรหิตเสถียร
ภาพ สมประสงค์ ชาหารเวียง

เสมา 3 ลงพื้นที่ ครม.สัญจร วันแรกที่ระนอง-พังงา-กระบี่ ติดตามการจัดการศึกษา กศน. สำหรับคนพิการ “Ranong Model” และการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนในช่วงโควิด

(14 พฤศจิกายน 2564) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ.), นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ., นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ., นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ., เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการ กอศ., นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการ กศน. ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. ลงพื้นที่จังหวัดระนอง พังงา และกระบี่ เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2564 กลุ่มจังหวัดอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา สตูล ภูเก็ต ระนอง)

จังหวัดระนอง

“ติดตามนโยบาย กศน. และผลดำเนินขับเคลื่อนโครงการ NFE Data Map : ปักหมุดสร้างโอกาสทางการศึกษาของผู้พิการและด้อยโอกาส” ณ องค์การบริหารส่วนตําบลกะเปอร์ จังหวัดระนอง

รมช.ศธ. กล่าวว่า จากการรับฟังรายงานของ ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดระนอง ต้องขอชื่นชมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ ที่ได้มีการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของ รมว.ศธ.ในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาส และนโยบายของตนในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมและมีคุณภาพ อีกทั้งได้ขับเคลื่อนงานตามนโยบายและจุดเน้นการดำเนินงานของสำนักงาน กศน.ในปีงบประมาณ 2564 ด้านการสร้างสมรรถนะและทักษะคุณภาพ ด้วยการจัดการศึกษาที่พัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับกลุ่มเป้าหมายพิเศษ อาทิ ผู้พิการ ออทิสติก และผู้ด้อยโอกาสซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่อาศัยอยู่ในจังหวัดระนอง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนพิการและผู้ด้อยโอกาสกลุ่มนี้ ได้รับบริการทางการศึกษาในรูปแบบการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เป็นไปตามบริบท สภาพปัญหาความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ของแต่ละบุคคล

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน.จังหวัดระนอง เป็นพื้นที่นำร่องของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ในการดำเนินการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการในรูปแบบ Ranong Model เพื่อประสานความร่วมมือกับศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดระนอง ลงพื้นที่เพื่อสำรวจ ติดตาม คัดกรอง และปักหมุดคนพิการที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

กศน. เป็นสถานศึกษาที่ให้โอกาสกับทุกคน ขอให้ผู้เรียนหรือกำลังจะเข้าสู่ระบบการศึกษาของ กศน. จงภาคภูมิใจว่าตนเองไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ไม่ใช่คนที่เรียนที่ไหนไม่ได้แล้วมาเรียน กศน. แต่เป็นคนที่รับผิดชอบต่อสังคม เพราะสามารถนำความรู้ความสามารถที่ได้จากการเรียนมาช่วยพัฒนาท้องถิ่นรวมถึงพัฒนาประเทศได้

ทั้งนี้ บุคลากร กศน. ทุกระดับต้องพยายามทำให้ผู้เรียนของตนได้มีความภาคภูมิใจ เพราะยิ่งเขาเหล่านั้นภาคภูมิใจมากเท่าใด ก็แสดงให้เห็นว่าประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ และความเป็นครูที่ได้เติมเต็มความรู้ให้กับผู้เรียน ต้องยอมรับว่าการศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญ เป็นรากแก้วที่แผ่ขยายไปกว้างใหญ่ไพศาล ยิ่งลึกไปเท่าไร กว้างเท่าไร ก็จะทำให้คนสามารถพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตตนเองได้เท่านั้น

จากนั้น รมช.ศธ. พร้อมคณะผู้บริหาร ศธ. ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ และเยี่ยมบ้านผู้พิการที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาของ กศน. ในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง โดยภาพรวมจังหวัดระนองมีผู้พิการที่อยู่ในระบบการศึกษาของ กศน.แล้ว 24 คน อยู่ในระหว่างดำเนินการเข้าสู่ระบบการศึกษา 82 คน รวมทั้งสิ้น 106 คน

จังหวัดพังงา

ช่วงบ่าย รมช.ศธ. พร้อมคณะผู้บริหาร ศธ. ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ และเยี่ยมบ้านผู้พิการที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาของ กศน.ในพื้นที่จังหวัดพังงา ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสำรวจข้อมูลผู้พิการ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์-สพฐ.-สอศ.-กศน. โดยจะยึดจังหวัดระนองเป็นต้นแบบในการดึงผู้พิการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาของ กศน. เพื่อจะนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนเพื่อจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับความพิการทั้ง 9 ประเภทต่อไป

จังหวัดกระบี่

“ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนเอกชน ภายใต้สถานการณ์โควิด 19 ณ โรงเรียนประกอบธรรมอิสลาม อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่”

รมช.ศธ. กล่าวว่า มีความตั้งใจมาเยี่ยมชม และประชุมรับฟังปัญหา อุปสรรค ความต้องการ ของโรงเรียนประกอบธรรมอิสลาม ในการจัดการเรียนการสอน ทราบว่านักเรียนที่นี่ได้รับวัคซีนแล้วกว่าร้อยละ 81 ขอแสดงความยินดีกับครูและบุคลากรที่ได้รับวัคซีนครบทุกคนแล้ว ตลอดระยะเวลาวิกฤตโควิด 19 ที่ผ่านมา ต้องชื่นชมผู้บริหาร ครูและบุคลากรทุกท่านที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อจัดการเรียนการสอน ซึ่งที่ผ่านมาวิธีการเรียนการสอนแบบ Online มีอุปสรรคและข้อจำกัดในการเรียนของนักเรียน โดยนักเรียนที่ประสบปัญหาดังกล่าวส่วนใหญ่พบว่าจะเป็นกลุ่มผู้ปกครองที่มีรายได้น้อย ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการจัดหาอุปกรณ์ แต่ปัจจุบันโรงเรียนสามารถกลับมาจัดการเรียนการสอนได้ทั้งรูปแบบ On-Site On-Demand หรือแบบผสมผสาน (Hybrid) ตามบริบทสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงภาคเรียนที่ 2/2564 ได้ปกติแล้ว

นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานว่า ทางโรงเรียนไม่มีห้องเรียนเพียงพอต่อจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียน 3 ชั้น แต่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากขาดงบประมาณ ทั้งนี้ได้สั่งการให้ รองเลขาธิการ กช. ไปเร่งดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

จากนั้น รมช.ศธ. และคณะ ได้เยี่ยมชมห้องเรียน นิทรรศการของนักเรียน หอพักนักเรียนชาย และอาคารหลังใหม่ที่กำลังก่อสร้าง ชมการสาธิตการกวนขนมอาชูรอ (ขนมบูโบร์) ประเพณีศาสนาอิสลาม การทำไก่หมุน ไก่อบโอ่ง (สินค้า OTOP) ของตำบลบ้านกลาง อ.อ่าวลึก และรับชมพิธีอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน โดยนางสาวซีตีซูลัยคอ แวอาโละ ครูสอนศาสนาของโรงเรียนประกอบธรรมอิสลาม

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

“คุณ​หญิง​กัลยา”​ เปิด​โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งนักศึกษาธุรกิจกาแฟ และ Open House ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​มหาสารคาม​

(11 พฤศจิกายน​ 2564)​ ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวงศึกษาธิการ​ เป็น​ประธาน​​เปิด​โครงการ MCAT FARM และ K FARM Koffee ณ วิทยาลัย​เกษตร​และ​เทคโนโลยี​มหาสารคาม​ โดยมีนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัด​มหาสารคาม​ นายปรัชญา ตะภา ผอ.วิทยา​ลัย​เกษตร​และ​เทคโนโลยี​มหาสารคาม​ ผู้บริหารสถานศึกษา​ หัวหน้าส่วน​ราชการ​ ครู บุคล​ากร นักเรียน​และนักศึกษา​ ร่วมงาน

เปิดโครงการ MCAT FARM และ K FARM Koffee

นายปรัชญา ตะภา ผอ.วิทยา​ลัย​เกษตร​และ​เทคโนโลยี​มหาสารคาม​ กล่าวว่า โครงการ MCAT FARM และ K FARM Koffee เกิดขึ้นจากบันทึกความร่วมมือระหว่างสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับบริษัท เค ฟาร์ม คอฟฟี่ จำกัด เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งนักศึกษา และจัดการเรียนการสอน พัฒนาศักยภาพ ยกระดับผู้เรียนอาชีวศึกษาให้มีอาชีพที่มั่นคง สร้างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบอาชีพอิสระในธุรกิจ​กาแฟ

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคามจึงได้จัดสรรพื้นที่บริเวณด้านหน้าของวิทยาลัย จำนวน 16 ไร่ เพื่อเป็นพื้นที่ในการดำเนินโครงการ MCAT FARM และ K FARM Koffee โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในการจัดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ร้าน K FARM Koffee และแปลงสาธิตทางการเกษตร เพื่อปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตามศาสตร์พระราชา ส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถในทางปฏิบัติและสมรรถนะในการประกอบอาชีพ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนและการฝึกอบรมอาชีพ ตลอดจนพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดมหาสารคาม โดยได้รับการสนับสนุน​และความร่วมมือจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งภาค​รัฐ​เอกชน และภาคประชาชน

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวว่า โครงการ “MCAT FARM และ K FARM Koffee” นับเป็นการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ด้วยห้องเรียนมีชีวิต พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะและคุณลักษณะพื้นฐานที่จำเป็น สร้างบุคลากร​ให้เป็น​ผู้ประกอบการ​ได้ในอนาคต​ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้นักศึกษา​ที่จบจากวิทยาลัย​แล้วสามารถ​ประกอบอาชีพ​ได้ด้วยตนเอง งานวันนี้​จึง​เป็นจุดเริ่มต้นอย่าง​เป็นที่ประจักษ์​ว่า วิทยา​ล​ั​ยมีการส่งเสริมสนับสนุน​ เรียน​รู้​การทำอาชีพ ตั้งแต่ด้านต้นทุน การพัฒนา​ การจ้างคน การบริหาร​จัดการ​เพื่อให้ประสบความสำเร็จ​เช่นนี้

ขอชื่นชมและขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมกันดำเนินโครงการขึ้นในครั้งนี้ และหวังว่าโครงการนี้จะเป็นแบบอย่างในการสร้างความร่วมมือในการจัดการศึกษา เปิดโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษา และเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดเวลา

สำหรับ​กิจกรรม​ในงาน ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการ​มหกรรมของดีอาชีวะเกษตร​ ตลาดต้นไม้ การสาธิต​การชงกาแฟ การปล่อยปลานิล การปลูกต้นกาแฟ การเปิดอาคาร​ศูนย์​การเรียนรู้​ Excellent Center และการสัมมนา​ถอดบทเรียน​ K FARM Koffee

Open House ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​มหาสารคาม​

จากนั้น ดร.คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พ​นิช​ รมช.ศึกษาธิการ เดินทางไปเป็นประธานเปิดโครงการเปิดบ้านวิชาการ (Open House) กิจกรรมเยี่ยมชมนิทรรศการวิชาการ การจัดการเรียนการสอนแนววิถีอีสาน บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีการศึกษา 2564​ ณ ศูนย์​การศึกษา​พิเศษ​ ประจำจังหวัด​มหาสารคาม​

นางนิภาพร ศักดิ์แสน ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ​งานครั้งนี้มีนิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ทั้งในด้านทักษะทางวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนรูปแบบสหวิชาชีพ แนววิถีอีสาน บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง เน้นอาชีพ สร้างรายได้เพื่อการมีงานทำสู่ชุมชนในศูนย์การศึกษาพิเศษ หน่วยบริการ ห้องเรียนคู่ขนาน รวมถึงศูนย์การเรียนรู้ในโรงพยาบาล ขณะเดียวกันยังได้ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลงาน และดำเนินการปักหมุดค้นหาเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษของจังหวัดมหาสารคามด้วย

โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการได้แก่ ผู้บริหาร ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดมหาสารคาม นักเรียนแกนนำของหน่วยบริการ และนักเรียนนักเรียนแกนนำของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดมหาสารคาม อำเภอเมืองฯ รวม 112 คน

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าว​ว่า​ โครงการเปิดบ้านวิชาการ (Open House) เป็น​การประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ผลงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษของจังหวัดมหาสารคามอย่างกว้างขวาง​ และเน้นความสำคัญในการปักหมุดค้นหาเด็กพิการที่ตกหล่น เพื่อให้เด็กพิการที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบ​การศึกษาได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

​ขอขอบคุณ​ผู้บริหาร​ ครู​ บุคคล​ากรทุกคนที่เสียสละทุ่มเทเวลา แรงกายและหัวใจในการดูแลเด็กพิเศษ​ให้ได้รับโอกาสอย่างเด็กปกติทั่วไป ตลอดจนเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง​ที่ร่วมกันขับเคลื่อน​การศึกษา​ไทย​ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน​

ปารัช​ญ​์ ไชยเวช / สรุป​
ทิพย์​สุดา ศรี​ษะแก้ว / ถ่ายภาพ​

WordPress.com.

Up ↑