“ตรีนุช” ร่วมตั้งเข็มทิศการศึกษาอาเซม 2030

ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีศึกษาเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) ครั้งที่ 8 ผ่านระบบออนไลน์ 50 ประเทศร่วมตั้งเข็มทิศการศึกษาอาเซม ค.ศ.2030 เน้นเป้าหมาย 4 หัวข้อใหญ่ ในขณะที่ รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” ลั่นไทยพร้อมดำเนินการตามยุทธศาสตร์

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2564 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีศึกษาเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 8 (ASEM Education Ministers’ Meeting : ASEMME 8) ในรูปแบบทางไกล ผ่านโปรแกรม Microsoft Team

โดยมีรัฐมนตรีศึกษาจากประเทศสมาชิกอาเซม ทั้งเอเชียและยุโรป ผู้แทนสหภาพยุโรป (European Union) อาเซียน (ASEAN Secretariat) และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาของอาเชม 50 ประเทศ กว่า  120 คน เข้าร่วมการประชุม ภายใต้หัวข้อ “ASEM Education 2030 : Towards more resilient, prosperous and sustainable futures” หรือ “ การศึกษาอาเซม พ.ศ.2573 : สู่อนาคตที่ยืดหยุ่น มั่งคั่ง และยั่งยืนมากขึ้น” 

การประชุมรัฐมนตรีศึกษาอาเซม จัดขึ้นทุก 2 ปี เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินความร่วมมือในสาขาการศึกษา และกำหนดแนวทางการดำเนินความร่วมมือระหว่างกัน โดยได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2008 หรือ พ.ศ.2551 และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ และเป็นการประชุมต่อเนื่องจากการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการศึกษาของอาเซม ครั้งที่ 2 (ASEM Education Senior Officials’ Meeting: SOM2) ซึ่งจัดไปเมื่อวันที่ 13 – 14 ธ.ค. 2564

ในส่วนของการประชุม ASEMME 8 นี้ เป็นเวทีให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่รับผิดชอบงานด้านการศึกษาของประเทศสมาชิก ได้รับทราบผลการดำเนินความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพระหว่างกัน พร้อมทั้งร่วมกันกำหนดแนวทางและกิจกรรมที่จะดำเนินการร่วมกันไปจนถึงปี ค.ศ. 2030

ที่ประชุม ASEMME 8 ได้รับรองยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาของอาเซม 2030 ซึ่งเป็นการกำหนดทิศทางที่สำคัญมากของความร่วมมือด้านการศึกษาภายใต้กรอบอาเซมในอนาคต โดยยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาของอาเซม เน้นเป้าหมาย 4 หัวข้อใหญ่ คือ

  • การประกันคุณภาพและการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษา
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในการศึกษา
  • การเคลื่อนที่เพื่อแลกเปลี่ยนอย่างสมดุลระหว่างเอเชียและยุโรป
  • การเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการศึกษาด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา

อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการรับมือกับความท้าทายของโลกปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นต้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับรองข้อสรุป หรือ Chair’s Conclusions ซึ่งเน้นย้ำความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซมและเครือข่ายด้านการศึกษาของอาเซมในการดำเนินตามยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา การส่งเสริมข้อริเริ่มกิจกรรมและโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ การดำเนินการของเครือข่ายด้านการศึกษาของอาเซม

ซึ่งประเทศไทย โดยกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีความพร้อมและความเชื่อมั่นที่จะดำเนินการตามยุทธศาสตร์ และให้การสนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษาของอาเซมอย่างเต็มที่

“ตรีนุช” หารือความร่วมมือด้านการศึกษากับ OECD

รมว.ศึกษาธิการ “ตรีนุช เทียนทอง” หารือกับ OECD ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะ หนุนปฏิรูปหลักสูตรเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ แนะไทยรับเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ เชื่อส่งเสริมเด็กไทยมีระดับคะแนน PISA ดีขึ้น

วันนี้ (12 พ.ย.2564) ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการเดินทางมาร่วมประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 41 ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส Mr.Andreas Schleicher ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและทักษะ องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development : OECD ) ได้เข้าพบตนเพื่อหารือถึงความร่วมมือระหว่างองค์การ OECD กับประเทศไทย โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ กรรมการในคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก และนายปราโมทย์ ด้วงอิ่ม รองผู้แทนถาวรไทยประจำยูเนสโก ร่วมหารือ

ในโอกาสนี้ ได้ขอบคุณ Mr.Andreas Schleicher ที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านการวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนไทยด้วยดีมาโดยตลอด สำหรับการดำเนินการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นการดำเนินการที่มุ่งหวังในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นหลัก และการปรับหลักสูตรครั้งนี้ ได้ดำเนินการทั้งระบบ รวมทั้งการวัดผลประเมินผลด้วยเช่นกัน โดยได้ดำเนินการในโรงเรียนนำร่องกว่า 300 โรง ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในด้านหลักสูตรทางการศึกษาที่ตอบสนองต่อความถนัดและความสนใจของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่แผนการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ต่อไป

ทั้งนี้ ประเทศไทยยินดีที่จะพัฒนาความร่วมมือกับ OECD โดย Mr.Andreas Schleicher ยินดีที่จะทำงานร่วมกับประเทศไทย และจะหาภาคีเครือข่าย ตลอดจนยินดีนำประเด็นหารือครั้งนี้ ไปหารือยูนิเซฟและพัฒนาโครงการนำเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาต่อไป

Mr.Andreas Schleicher กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทย เป็นรองประธานในคณะกรรมการบริหารโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programmed for International Student Assessment : PISA) และมีความร่วมมือเป็นอย่างดีกับ OECD มาโดยตลอด ทั้งนี้ OECD ขอแสดงความชื่นชมประเทศไทยที่กำลังดำเนินการปฏิรูปหลักสูตรเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่ง OECD ยินดีที่จะสนับสนุนประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะการวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาผลทดสอบ PISA ของนักเรียนไทย

นอกจากนี้ ในปี 2565 หากประเทศไทยจะพิจารณารับเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ PISA อาจจะเป็นโอกาสดี ที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนไทยมีระดับคะแนน PISA ที่ดีขึ้น

“ตรีนุช”กล่าวถ้อยแถลงการประชุมสมัยสามัญยูเนสโก ที่ฝรั่งเศส

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ตรีนุช เทียนทอง” ร่วมประชุมสมัยสามัญยูเนสโก ครั้งที่ 41 ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส สนับสนุนยุทธศาสตร์ว่าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ปี พ.ศ. 2565-2568 สร้างสังคมยุติธรรม-เสมอภาค-สงบสุข-ยั่งยืน ลั่นปี 2565 ประเทศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีศึกษาภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส – นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 41 (41st Session of UNESCO General Conference) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-24 พฤศจิกายน 2564 ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส

“ขอแสดงความยินดีกับ Madam Audrey Azoulay ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ที่ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกอีกวาระหนึ่ง และขอชื่นชมยูเนสโกที่ปรับวิธีการทำงานได้ดีในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานของยูเนสโกเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในห้วงเวลาครบรอบทศวรรษ เพื่อทบทวนการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ ซึ่งยูเนสโกได้นำมาเป็นเป็นพื้นฐานสำหรับจัดทำแผนยุทธศาสตร์ แผนงาน และงบประมาณฉบับใหม่ของยูเนสโก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2565-2566 ประเทศไทยเชื่อมั่นว่าแผนงานที่ประเทศสมาชิกร่วมกันจัดทำขึ้นมาในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันความร่วมมือภายในองค์กร ตลอดจนพันธมิตรอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหาระดับโลก

ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ประเทศไทยได้พยายามเปิดเรียนตามปกติ โดยสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านสุขภาพของนักเรียนและครูเป็นหลัก ดังนั้น การฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียนและครูจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ขณะเดียวกันได้คำนึงถึงการให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่ครอบคลุม เพื่อลดจำนวนเด็กตกหล่น โดยบุคลากรทางการศึกษาได้ทำงานเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเข้าถึงการศึกษาตามสิทธิพื้นฐาน อย่างเท่าเทียม และทั่วถึงของทุกคน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการนำเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้มากมาย แต่ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาก็เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนเช่นกัน ประเทศไทยจึงสนับสนุนยุทธศาสตร์ของยูเนสโกว่าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ปี พ.ศ. 2565-2568 เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรม เสมอภาค สงบสุข และยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุน Recommendation on Open Science ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเอาชนะความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและยังไม่พัฒนา

ในปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทยโดยความร่วมมือกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีศึกษาภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Education Ministers Conference) ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะเป็นโอกาสดีในการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย SDG4 และประเทศไทยก็มีความเข้มแข็งที่จะส่งเสริมการศึกษาที่ครอบคลุมและมีคุณภาพ ซึ่งเป็นการสานต่อที่ประเทศไทยได้ริเริ่มปฏิญญาจอมเทียน

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ได้สนับสนุนโครงการริเริ่มต่าง ๆ ของยูเนสโก ที่ส่งเสริมแนวคิดในการเผชิญหน้ากับปัญหาท้าทายของโลกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการมองอนาคตไปข้างหน้า และข้อเสนอแนะด้านจริยธรรมของ AI (Recommendation on the Ethics of Artificial Intelligence) เป็นต้น

ขอขอบคุณสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด ยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือเต็มกำลัง เพื่อส่งเสริมให้ยูเนสโกบรรลุความสำเร็จตามพันธกิจ”

ภาพ/ข่าว สต.สป.

รมว.ศธ.หารือ ผอ.ซีมีโอ หวังไทยนําร่องให้ประเทศสมาชิก การฉีดวัคซีนแก่ครู นักเรียน และการเรียนการสอนแบบ ON-SITE

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 ณ ห้องดำรงราชานุภาพ : นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับและหารือความร่วมมือด้านการศึกษา ภายใต้กรอบการดำเนินงานของซีมีโอ กับ Dr. Ethel Agnes Pascua-Valenzuela ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีมีโอ) โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านความร่วมมือต่างประเทศ สป. เข้าร่วม

รมว.ศธ และ ผอ.ซีมีโอ ได้หารือประเด็นเกี่ยวกับโครงการสนับสนุนการเข้าถึง และตอบสนองด้านการศึกษาของซีมีโอในช่วงโควิด 19 (SEAMEO CARES: SEAMEO COVID-19 Accessible and Responsive Education Support) ซึ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านความร่วมมือของศูนย์ระดับภูมิภาคของซีมีโอ โดยการพัฒนาครูและการจัดทําหลักสูตรอิงฐานสมรรถนะ (Competency-based curriculum) รวมทั้งโครงการคุณภาพการศึกษาแบบเรียนรวมของโรงเรียนชายแดนซีมีโอ ภายใต้ประเด็นสําคัญ ซีมีโอด้านการศึกษา ข้อที่ 2 “การจัดการอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา” (SEAMEO Borders School Quality Inclusive Education Project (BSQIEP) under SEAMEO Priority Area Number 2 “Addressing Barriers to Inclusion”)

ซึ่งได้ดําเนินการในประเทศไทยเมื่อปี 2563 ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการประชุมหารือ และศึกษาดูงานโรงเรียนชายแดนไทย-สปป.ลาว ณ โรงเรียนปากสวยพิทยาคม อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย และคาดว่าจะเริ่มดําเนินการเพิ่มเติมในอีก 2 จังหวัด ได้แก่ อําเภอแม่สอด จังหวัดตาก และจังหวัดสระแก้ว โดยเน้นการพัฒนาครู การเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อการเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ต รวมทั้งการจัดหาสื่อ และพัฒนาแหล่งเรียนรู้สําหรับครูและนักเรียน ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมการจัดแปลเป็นภาษาประจําชาติ อาทิ ไทย กัมพูชา ลาว และภูฏาน เป็นต้น และในปี 2564 จะจัดให้มีหลักสูตรออนไลน์สําหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกายด้วย

รมว.ศธ.ได้แสดงความสนใจในเรื่องของการบริหารจัดการในโรงเรียนของประเทศสมาชิกซีมีโอ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนในช่วงวิกฤตการณ์ของโควิด 19 และการฉีดวัคซีนให้กับครู และนักเรียน

ซึ่งผู้อํานวยการสํานักงานเลขาธิการซีมีโอได้ชี้แจงว่า หลายประเทศมีนโยบายให้เปิดโรงเรียนได้อีกครั้ง โดยอาจเป็นการเรียนที่โรงเรียนแบบเต็มรูปแบบ หรือผสมผสานการจัดการเรียนการสอน เช่น สิงคโปร์ ยกเว้นติมอร์-เลสเต ที่ยังคงปิดการเรียนการสอนในโรงเรียน รวมทั้งได้มีการฉีดวัคซีนให้กับครูและนักเรียนด้วยแล้วในบางประเทศเช่นเดียวกับประเทศไทย อาทิ กัมพูชา สปป.ลาว ส่วนมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ได้วางแผนที่จะเริ่มฉีดวัคซีนในเร็ว ๆ นี้

โดยองค์การซีมีโอคาดหวังว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศนําร่องให้กับประเทศสมาชิกซีมีโอ ในเรื่องของมาตรการการให้บริการฉีดวัคซีนแก่ครูและนักเรียน และการเปิดการเรียนการสอนในโรงเรียน อย่างไรก็ตามประเทศต่าง ๆ ยังคงต้องให้ความสําคัญกับการแก้ไขปัญหาในเรื่องของภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning loss) ช่องว่างการเรียนรู้ (Learning gap) และการปรับปรุงหลักสูตรที่เน้นเนื้อหาไปสู่การเรียนรู้ที่มุ่งสมรรถนะของผู้เรียนเป็นสำคัญ

“กระทรวงศึกษาธิการ ได้มุ่งเน้นการดำเนินการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ตอบสนองต่อความต้องการของโลกในศตวรรษที่ 21 ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ วิธีการสอน การฝึกอบรมและพัฒนาครู ลดจํานวนนักเรียนต่อหนึ่งห้องเรียน อีกทั้งออกแบบการเรียนรู้ตามความถนัดเฉพาะบุคคล (Personalized learning) การเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจริง (Active learning) ตลอดจนเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based learning) ซึ่งขณะนี้มีครูที่จะต้องเข้ารับการอบรม จํานวน 420,000 คน”

สิริภัคค์ ธรรมบุศย์ สต.สป. / ข้อมูล
อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

รมช.ศธ. “กนกวรรณ” ตรวจเยี่ยม กศน.อำเภอเกษตรสมบูรณ์-ภักดีชุมพล ชื่นชมครู กศน.เป็นครูพันธุ์พิเศษ

(30 ตุลาคม 2564) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ.) ร่วมเสวนาการจัดการศึกษา การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต กับผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครหมู่บ้าน (อสม.) โดยนายจรูญศักดิ์ พุดน้อย ผอ.กศน.จังหวัดชัยภูมิ, นายสนอง มาลัยขวัญ นายอำเภอเกษตรสมบูรณ์, นางสาวอัจฉรา อาษาสู้ นายอำเภอภักดีชุมพล ให้การต้อนรับ ณ ค่ายลูกเสือภูกระแต อําเภอเกษตรสมบูรณ์ และสำนักงาน กศน. อําเภอภักดีชุมพล

รมช.ศธ. กล่าวว่า การลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิครั้งนี้ อาจจะไม่ได้ลงไปตรวจเยี่ยมในทุกอำเภอ แต่มีความตั้งใจจริงเพื่อมารับฟังเสียงสะท้อน ข้อเสนอแนะในการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องชื่นชมผู้บริหาร ตลอดจนบุคลากรในพื้นที่ ภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ที่ได้ดำเนินการจัดการศึกษาแก่นักศึกษาและประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย ในโครงการและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ อาทิ ห้องสมุดประชาชน อาสาสมัครส่งเสริมการอ่าน กิจกรรมส่งเสริมการอ่านประจำหมู่บ้าน (บ้านหนังสือชุมชน) ตลอดจนการนำนโยบาย กศน. WOW ไปสู่การปฏิบัติ ภายใต้การนำของผู้บริหาร ครู และบุคลากร กศน. ซึ่งเป็นคนพันธุ์พิเศษในการสร้างศรัทธาและความไว้วางใจในการจัดการศึกษาแก่ประชาชน ทั้งนี้ฝากให้ครู กศน.ทุกคน ยึดหลักอิทธิบาท 4 เป็นแนวทางในการดำรงชีวิต นำหลักธรรมมาปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอน 

ต้องยอมรับว่าการทำงานของ กศน.จะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐภาคเอกชน เครือข่ายของ ศธ. ควมทั้งความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มาช่วยเสริมในหลาย ๆ ด้าน

ในการนี้ ได้รับฟังเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาที่เป็นเป้าหมายในการลงพื้นที่ทุกพื้นที่ อาทิ การประสานเครือข่ายการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษา กศน.ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นในจังหวัดชัยภูมิ ทั้งในระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษา อาจต้องดำเนินการในลักษณะการจัดทำ MOU ระหว่าง กศน.กับสถาบันการศึกษา พร้อมทั้งจัดให้มีการแนะนำแนวทางในการศึกษาต่ออย่างเหมาะสม, ปัญหาการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก รองรับครอบครัวแหว่งกลาง ที่พ่อแม่ไปทำงานในกรุงเทพฯ ทำให้เด็กจำนวนหนึ่งต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย ซึ่งส่วนมากมีรายได้น้อย จึงต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐในทุกมิติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการทบทวนการจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กต่ำกว่า 120 คนลงมา ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ของแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ศึกษาธิการภาค 13 และรักษาการศึกษาธิการจังหวัดชัยภูมิเร่งบูรณาการหารือการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด เพื่อปักหมุดแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งตนจะนำเรียน รมว.ศธ. ถึงเสียงสะท้อนของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ตลอดจนหารือร่วมกับเลขาธิการ กพฐ. เพื่อออกแบบและหาแนวทางที่ดี มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ของพื้นที่อย่างเป็นระบบต่อไป

อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว

กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

รมว.ศธ.หารือเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ กระชับความร่วมมือพัฒนาศักยภาพนักเรียนและครู ทั้งสองประเทศ

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2564 ณ ห้องดำรงราชานุภาพ : นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับและหารือความร่วมมือด้านการศึกษา กับนายเควิน ฉ็อก (H.E. Mr. Kevin Cheok) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย โดยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการ และเจ้าหน้าที่สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ. เข้าร่วม

รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ไทยและสิงคโปร์มีความร่วมมือด้านการศึกษาที่ใกล้ชิดเป็นเวลายาวนาน มีโครงการและกิจกรรมที่สำคัญภายใต้กรอบโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยราชการไทย-สิงคโปร์ (Civil Service Exchange Programme : CSEP) ซึ่งเป็นเวทีสำหรับข้าราชการระดับสูงของทั้งสองประเทศในการพบปะแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและริเริ่มโครงการความร่วมมือระหว่างกัน โดยสลับกันเป็นเจ้าภาพตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา มีความร่วมมือใน 13 สาขา รวมถึงด้านการศึกษา มีกิจกรรมสำคัญภายใต้ CSEP อาทิ

  • ทุน ASEAN Scholarship for Thailand เป็นทุนที่กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ มอบให้กับนักเรียนไทยที่ต้องการศึกษาต่อในระดับ ม.ต้น หรือ ม.ปลาย โดยเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับ ม.2-ม.5
  • โครงการโรงเรียนเครือข่าย (Partner School Project) โดยจับคู่โรงเรียนระดับประถม-มัธยมศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านวิชาการ ข่าวสาร รวมทั้งจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักเรียนและครู ปัจจุบันมีโรงเรียนเครือข่ายไทย-สิงคโปร์ 30 แห่ง 15 คู่โรงเรียน
  • โครงการค่ายเยาวชนไทย – สิงคโปร์ (Singapore – Thailand Enhance : STEP Camp) มีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนและครูที่เป็นสมาชิกเครือข่ายโรงเรียน Partner School ได้มีโอกาสพบปะและร่วมทำกิจกรรมด้านวิชาการ นันทนาการ และแลกเปลี่ยนภาษา วัฒนธรรม ฝึกทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 โดยทั้งสองประเทศสลับกันเป็นเจ้าภาพ

ขอเป็นตัวแทนในนามรัฐบาลไทย ขอบคุณรัฐบาลสิงคโปร์ที่ได้ให้ความร่วมมือด้านการศึกษาแก่ไทย ทั้งในกรอบอาเซียนและทวิภาคีมาอย่างต่อเนื่อง และชื่นชมที่รัฐบาลสิงคโปร์มีการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนาระบบการศึกษา ซึ่งเน้นการผลิตเยาวชนแห่งอนาคต รวมทั้งพัฒนาแบบองค์รวมของนักเรียนและการเตรียมพร้อมของผู้เรียนที่พร้อมในอนาคต ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน ศธ.มีนโยบายเปลี่ยนการเรียนการสอนจาก Passive Learning ไปสู่ Active Learning ที่ครูผู้สอนสอนเด็กให้ได้ความสนุก รู้ลึก รู้จริง รู้นาน เพราะลงมือทำเองกับมือ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องสร้างตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงอุดมศึกษา เป็น New Normal ด้านการศึกษา ที่ ศธ. ต้องเร่งผลักดันเพื่อขยายการเรียนรู้ให้กว้างขวางมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนสำหรับอนาคต

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

‘ตรีนุช’หารือความร่วมมือการศึกษาไทย-กัมพูชา

“ตรีนุช” หารือที่ปรึกษาสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ถึงความร่วมมือการศึกษาไทย-กัมพูชา ย้ำไทยให้ความสำคัญกับสิทธิในการได้รับการศึกษา-เด็กทุกคนได้รับวัคซีนทั่วถึง

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้การต้อนรับ ดร.ซก ซกกรัดทะยา (Dr. SOK SOKRETHYA) ที่ปรึกษาส่วนตัวสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชา ทำหน้าที่ผู้แทนนายกรัฐมนตรี ราชอาณาจักรกัมพูชา ในโอกาสที่มาเยือนประเทศไทย

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่าง 2 ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอาชีวศึกษา ซึ่งที่ผ่านมามีโครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการศึกษา ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระราชทานเงินเพื่อก่อสร้างวิทยาลัยกำปงเฌอเตียล ที่จังหวัดกำปงธม (Kampong Thom) และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนและครูจากจังหวัดกำปงธม และจังหวัดกำปงสปือ (Kampong Speu) เพื่อมาศึกษาต่อที่ประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยที่จะตอบแทนไมตรีจิตของชาวกัมพูชา ด้วยการให้ของขวัญที่ยั่งยืนแก่ชาวกัมพูชา นั่นคือการศึกษา และยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรที่ดีต่อกันของประชาชนทั้ง 2ประเทศ

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับสิทธิในการได้รับการศึกษาของนักเรียนทุกคน โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเด็กไทยเท่านั้น เพราะสิทธิดังกล่าวถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งประเทศไทยได้ให้การรับรองตามกฎหมายผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ที่ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย สามารถเข้าเรียนในสถานศึกษาของไทยได้ ซึ่งเดิมจำกัดไว้ให้เฉพาะบางกลุ่ม นอกจากการดูแลด้านการศึกษาแล้ว ด้านสุขภาพขั้นพื้นฐานก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ ศธ. ได้เฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องของวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่จะมีการฉีดให้ทั้งครูและนักเรียนอย่างครอบคลุม ซึ่งรวมถึงนักเรียนชาวกัมพูชาและนักเรียนต่างชาติอื่น ๆ ที่ศึกษาอยู่ในประเทศไทยด้วย

ขณะที่ ดร.ซก ซกกรัดทะยา กล่าวว่า ขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้ให้การดูแลนักเรียนชาวกัมพูชาที่ศึกษาอยู่ในประเทศไทย ทั้งแบบประจำ และไป-กลับ เป็นอย่างดีทั้งด้านคุณภาพการศึกษาและสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พร้อมทั้งพูดคุยถึงแนวทางความเป็นไปได้ที่จะแสวงหาความร่วมมือผ่านโครงการด้านการศึกษาระหว่างไทย-กัมพูชาในอนาคต

ศธ.เสนอเชียงรายและเพชรบุรี เป็นตัวแทนประเทศไทยสมัครเข้าร่วมเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

(25 มิถุนายน 2564) ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก แจ้งว่า ประเทศไทยมีมติเสนอจังหวัดเชียงรายและเพชรบุรี สมัครเข้าร่วมเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network-UCCN) ประจำปี พ.ศ.2564

โดยจังหวัดเชียงราย ได้รับการเสนอสมัครเข้าร่วมเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ด้านการออกแบบ (Design) ส่วนจังหวัดเพชรบุรี สมัครเป็นเมืองสร้างสรรค์ ด้านอาหาร (Gastronomy)

ทั้งนี้ การเสนอทั้งสองเมือง ได้ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดรอบตามจุดเน้นที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ขององค์การยูเนสโก อาทิ นโยบายและความมุ่งมั่นของเมือง การมีกลไกและการบริหารจัดการเพื่อแสดงถึงการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ เมืองเป็นที่รู้จักของนานาชาติ โครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งความพร้อมของการรับเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติ และสถาบันการศึกษาที่จะเชื่อมโยงในการสืบทอด เป็นต้น

​​เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network-UCCN) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศหรือภูมิภาค หรือระหว่างชุมชนท้องถิ่น เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ทรัพยากรธรรมชาติที่มีในแต่ละท้องถิ่น/ชุมชน ระหว่างประเทศสมาชิก โดยได้เปิดโอกาสให้มีการเสนอความหลากหลายที่เป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนท้องถิ่น ใน 7 สาขา ได้แก่ 1) หัตถกรรมพื้นบ้าน 2) การออกแบบ 3) ภาพยนตร์ 4) อาหาร 5) วรรณกรรม 6) สื่อศิลปะ และ 7) ดนตรี

โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ ตามเป้าหมายวาระของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปี 2030 ซึ่งปัจจุบันนี้ได้มีเมืองที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายแล้ว จำนวน 246 เมือง จากประเทศสมาชิก 80 ประเทศ สำหรับประเทศไทย มีเมืองที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก 4 เมือง ได้แก่ เทศบาลเมืองภูเก็ต องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย

กระทรวงศึกษาธิการเชื่อมั่นว่า ทั้งเพชรบุรี และเชียงราย ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในปีนี้ มีความพร้อมในการเป็นตัวแทนเข้าร่วมเป็นเครือข่ายดังกล่าว และกระทรวงศึกษาธิการจะผลักดันเมืองที่มีความพร้อมอื่น ๆ เข้าร่วมเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ยูเนสโกจะประกาศผลเมืองที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ในเดือนพฤศจิกายน ศกนี้

ขอบคุณภาพประกอบ จากอินเทอร์เน็ต / Wongnai

คุณหญิงกัลยา เข้าร่วมการประชุมสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 51

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุมสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สภาซีเมค) ครั้งที่ 51 (51th SEAMEO Council Conference: SEAMEC) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ผ่านระบบการประชุมทางไกล พร้อมด้วยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวชฎารัตน์ สิงหเดชากุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่จากสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2564 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งการประชุมแบ่งเป็นการประชุมวาระเฉพาะ (In-Camera Session) และการประชุมเต็มคณะ (Plenary Session)

การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ และกล่าวเปิดโดย H.E. Dr. Radzi Jidin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของมาเลเซีย ในฐานะประธานสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สภาซีเมค) ซึ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งในคราวการประชุมสภาซีเมค ครั้งที่ 50 ที่มาเลเซีย เป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ปี 2562 และมีกำหนดครบวาระการดำรงตำแหน่งในปี 2564

ทั้งนี้ ในช่วงของการเลือกตั้งประธานสภาซีเมค ครั้งที่ 51 (ประธานการประชุมฯ) และรองประธานสภาซีเมค ครั้งที่ 51 (รองประธานการประชุมฯ) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมเสนอชื่อ H.E. Mr. Chan Chun Sing รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ ดำรงตำแหน่งประธานสภาซีเมค ครั้งที่ 51 และประธานการประชุมฯ โดยมี สปป.ลาว ให้การสนับสนุน และอินโดนีเซียได้ร่วมเสนอชื่อ H.E. Dr. Leonor Magtolis Briones รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของฟิลิปปินส์ ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาซีเมค ครั้งที่ 51 (รองประธานการประชุมฯ) โดยมีบรูไนดารุสซาลามให้การสนับสนุน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมหารือประเด็นสำคัญตามเอกสารประกอบการประชุม พร้อมทั้งรับรองร่างข้อมติของการประชุมวาระเฉพาะและการประชุมเต็มคณะ ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของซีมีโอ ครั้งที่ 43 (43rd SEAMEO High Officials Meeting: HOM) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ด้วยแล้ว ประกอบด้วยร่างข้อมติในเอกสารการประชุมวาระเฉพาะ จำนวน 19 เรื่อง โดยเป็นเรื่องเข้าใหม่ 1 เรื่อง คือ การสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมทบของซีมีโอของราชอาณาจักรโมร็อกโก และการประชุมเต็มคณะ จำนวน 21 เรื่อง โดยเป็นเรื่องเข้าใหม่ 1 เรื่อง คือ รายงานผลการจัดประชุม SEAMEO Congress ปี 2564 (ผ่านระบบการประชุมทางไกล) ในระหว่างการประชุมสภาซีเมค ครั้งที่ 51 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้เข้าร่วมการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ระดับรัฐมนตรีศึกษาของซีมีโอ ครั้งที่ 5 (5th SEAMEO Strategic Dialogue of Education Ministers: SDEM 5) หัวข้อ “New Education Imperatives in a Post-COVID Era” โดยประเทศสมาชิกซีมีโอร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในหัวข้อย่อยที่ 1 เรื่อง “Preparing Future-Ready Learners” (บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม) และหัวข้อย่อยที่ 2 เรื่อง “Education as an Uplifting Force” (สปป.ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย)

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ messageimage_1623999602153.jpg

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวอภิปรายเรื่อง “Education as an Uplifting Force” โดยกล่าวถึงความท้าทายจากวิกฤตโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อกระทรวงศึกษาธิการทั่วโลก จนทำให้ต้องปรับตัวในการนำดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการเรียนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นในการเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว ทั้งนี้ ครู นักเรียน ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ซึ่งหมายถึงการมุ่งเน้นการลงทุนในด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งการลงทุนและการดูแลนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายและขาดโอกาสเป็นพิเศษ

ในขณะเดียวกันการแปลงสู่ระบบดิจิทัล จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ที่ทำให้ครูและนักเรียนสามารถเข้าถึงความรู้ทุกอย่างได้ทันท่วงที และนักเรียนจะมีโอกาสได้ลองฝึกปฏิบัติในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน จนสามารถรับรู้ถึงข้อผิดพลาดและความจำเป็นในการแก้ไข โดยมีครูคอยให้ความช่วยเหลือตามขอบข่ายความต้องการของนักเรียน

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับประเด็น “การไม่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง” เพราะเด็กทุกคนจะต้องเติบโตเต็มตามศักยภาพ มีรายได้เพียงพอ มีความรับผิดชอบ และเพลิดเพลินกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้น โรงเรียนจึงควรปรับเปลี่ยนการบริหารงาน โดยใช้ระบบและรูปแบบดิจิทัล ส่วนกระทรวงศึกษาธิการต้องเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล เพื่อช่วยลดภาระของครู ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ในโรงเรียน เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาในการชี้แนะ และสอนให้กับนักเรียน รวมทั้งช่วยให้ครูสามารถประเมินผลงานตนเอง ระบุขอบข่าย และจุดเน้นที่ต้องการฝึกอบรมเพิ่มเติมได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถของครู

ทั้งนี้ การกำหนดเป้าหมายและมาตรฐานในระดับสูงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการบรรลุผลสำเร็จจำเป็นต้องเรียนรู้จากแนวปฏิบัติที่ดี มีการประเมินค่า และปรับปรุงในสิ่งที่ตนเองทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการให้อำนาจครูและเจ้าหน้าที่การศึกษา เพื่อสร้างความท้าทาย ตลอดจนการบริหารงานเพื่อให้เติบโตและประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญประการหนึ่ง คือ ต้องไม่ละเลยการพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับปฐมวัย โดยการแนะนำหลักสูตรและการควบคุมศูนย์ดูแลเด็ก

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังกล่าวถึงการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้มีการนำหลักสูตรโค้ดดิ้ง (Coding) ไปใช้กับครูในโรงเรียนระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา เพื่อให้เข้าใจในเรื่องของการให้เหตุผล ความเป็นเหตุและผล กระบวนการทางความคิด และความคิดที่สมเหตุสมผล รวมทั้งได้มีการดำเนินการในเรื่องของการเรียนโค้ดดิ้งโดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ (Unplugged Coding) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างมาก พร้อมทั้งได้กล่าวแสดงความคาดหวังว่า ทุกประเทศที่ประสบความสำเร็จจากการปรับเปลี่ยนการศึกษาและองค์การซีมีโอ จะได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์กับประเทศอื่น ที่กำลังจะเริ่มดำเนินการ

ในท้ายสุดของการประชุม SDEM ครั้งที่ 5 รัฐมนตรีศึกษาของประเทศสมาชิกซีมีโอแห่งสภาองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สภาซีเมค) ได้ร่วมกันประกาศข้อพันธกิจสู่การปฏิบัติร่วมกัน โดยลงมติรับรองถ้อยแถลงสิงคโปร์ (Singapore Statement) ซึ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และภาคีหุ้นส่วน ในฐานะผู้ขับเคลื่อนที่มีทบาทสำคัญต่อการพลิกโฉมการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างหลักประกันว่า ทุกคนจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และไม่ทิ้งผู้เรียนคนใดไว้ข้างหลัง

อนึ่ง ในการประชุมสภาซีเมค ครั้งที่ 51 ยังได้จัดให้มีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ พิธีมอบใบรับรองการเข้าเป็นหน่วยงานที่เป็นสมาชิกสมทบให้แก่ British Columbia Council for International Education (BCCIE) ซึ่งเข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี 2563 พิธีมอบรางวัล SEAMEO-Japan ESD Award รางวัล SEAMEO-Australia Education Links Award (รางวัลชนะเลิศเป็นของนักวิจัยชาวไทยและอินโดนีเซีย) และรางวัล SEAMEO Service Award ตามลำดับ รวมทั้งการเปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ซีมีโอ ปี 2564-2573 รวมถึงการนำเสนอเรื่อง “Bridging the Distance through Technology” โดย Ms. Alice Albright ประธานกรรมการบริหาร ภาคีเครือข่ายโลกเพื่อการศึกษา

สรุปและเรียบเรียงโดย นางสาวสิริภัคค์ ธรรมบุศย์
นางสาววิไลลักษณ์ ผดุงกิตติมาลย์
กลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาค สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ยูนิเซฟ เห็นด้วยไทยเปิดภาคเรียน 14 มิ.ย.2564

(14 มิถุนายน 2564) นางคิม คยองซัน ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย @Kim_UNICEF ทวิตข้อความว่า ยูนิเซฟเห็นด้วยกับการตัดสินใจของ ศธ. (ผ่าน @MOE360degree) ที่ประกาศให้ #เปิดเรียน วันนี้ โดยใช้ช่องทางการสอนและวิธีที่เหมาะกับโรงเรียนแต่ละแห่ง โดยไม่จำเป็นต้องไปที่โรงเรียน การตัดสินใจปิดเรียนควรเป็นทางเลือกสุดท้าย และเมื่อทำได้ควรเปิดเรียนให้เร็วที่สุด

UNICEF welcomes RGT’s* @MOE360degree decision to open the schools with mixed modalities today. Schools should be the last to close and first to reopen. #ReimagineEducation #COVID19 #schoolsreopening #EducationCannotWait

Schools to open on June 14

—-
*Royal Government of Thailand