ศธ.เตรียมเซ็น MOU กับฟินแลนด์ ร่วมพัฒนาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ

(8 มีนาคม 2564) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับและหารือความร่วมมือด้านการศึกษากับนายยูริ ยาร์วียาโฮ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ณ ห้องดำรงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีความร่วมมือกับฟินแลนด์ ในการพัฒนาศักยภาพครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยจัดอบรมครูออนไลน์ ประกอบด้วยหลักสูตร “STEM Education for Early Childhood and Primary Teachers” ของ University of Helsinki หลักสูตร “Media Skills in Digital Learning Environments” ของ University Finland และหลักสูตร “Research-Based Professional Development Courses” ของ University Teacher Training School โดยจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม 2564

สำหรับการหารือในครั้งนี้ คือ การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการศึกษา ระหว่าง ศธ.กับสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ โดยจะใช้เวลาร่างรายละเอียดของบันทึกข้อตกลงประมาณ 2 สัปดาห์ ขณะเดียวกันฟินแลนด์ยังได้เสนอโครงการส่งต่อกระบวนการเรียนการสอนให้ผู้บริหารการศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา เพื่อส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาไทยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงความร่วมมือจัดหลักสูตรระยะสั้นเพื่อ Up-Skill และ Re-Skill แก้ปัญหาคนว่างงานให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ รวมถึงเสนอให้มีการสอนวิชาพลศึกษาควบคู่กับการเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ภาษาผ่านการเล่นหรือการออกกำลังกาย ซึ่งผลการหารือในครั้งนี้นับเป็นแนวทางที่ดีในการพัฒนาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

ปลัด ศธ.กล่าวถ้อยแถลงในการแข่งขัน The South-East Asian B2B Sales Competition (SEASAC) ผ่านระบบออนไลน์

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับเชิญจากศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยการเรียนแบบเปิดของซีมีโอ (SEAMEO Regional Open Learning Centre : SEAMOLEC) กล่าวถ้อยแถลงในการจัดการแข่งขัน The South-East Asian B2B Sales Competition (SEASAC) ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564

ปลัด ศธ. กล่าวว่า ทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะการเรียนรู้ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 การสนับสนุนให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และการนำเทคโนโลยีการศึกษามาใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในอนาคต โดยการแข่งขันนี้จะเสริมทักษะและประสบการณ์ในการขายแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) และโอกาสในการสร้างเครือข่ายกับผู้ขายจริงในตลาด

สำหรับการแข่งขัน The South-East Asian B2B Sales Competition (SEASAC) 2021 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ และหน่วยงานราชการจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรปผ่านโครงการ Erasmus+ ของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และทักษะทางด้านการตลาด การขายและการเจรจาต่อรองทางธุรกิจโดยใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนิสิต นักศึกษาก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานในระดับสากล

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.

ครม.เห็นชอบให้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา กับแคนาดา เพื่อจัดหาครูสอนภาษาต่างประเทศและอาชีวศึกษา

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ เห็นชอบและอนุมัติให้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับกระทรวงการต่างประเทศ การค้าและการพัฒนาแห่งแคนาดา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการจัดหาครูชาวแคนาดาเข้ามาสอนในสถานศึกษาไทย ในสาขาวิชาภาษาต่างประเทศและอาชีวศึกษา

ทั้งนี้ หากก่อนลงนามมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขบันทึกความเข้าใจดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ ให้กระทรวงศึกษาธิการหารือกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ

สาระสำคัญและข้อเท็จจริง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการจัดหาครูชาวแคนาดาเข้ามาสอนในสถานศึกษาไทย และเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ของโครงการครูชาวต่างประเทศ ได้แก่

  1. เพื่อปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนโดยรวม ในสาขาวิชาภาษาต่างประเทศและอาชีวศึกษา
  2. เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะของนักเรียนในสาขาวิชาภาษาต่างประเทศและอาชีวศึกษา โดยมีรูปแบบความร่วมมือที่หลากหลาย อาทิ การประชาสัมพันธ์โครงการฯ การช่วยเหลือด้านการรับรองเอกสารการศึกษา และการเข้าร่วมในกระบวนการคัดเลือก เป็นต้น

รมว.ศธ.กล่าวในการประชุม 2nd Integrated STEM Leadership Summit in Asia ย้ำผู้เรียนทุกระดับของไทย ต้องเข้าถึงสะเต็มศึกษาที่มีคุณภาพ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในการประชุมออนไลน์ 2nd Integrated STEM Leadership Summit in Asia โดยย้ำประเทศไทยให้ความสำคัญ ‘สะเต็มศึกษา’ เป้าหมายให้ผู้เรียนทุกระดับ ‘ประถม-มัธยม-อาชีวะ’ ต้องเข้าถึงสะเต็มศึกษาที่มีคุณภาพ พร้อมชูศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาของซีมีโอ ซึ่งเป็นศูนย์ระดับภูมิภาคแห่งใหม่ของซีมีโอ ตั้งในประเทศไทย จะเป็นหลักในการสนับสนุนการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนความรู้ด้านสะเต็มศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

(21 มกราคม 2564) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับเชิญจากสำนักงานเลขาธิการซีมีโอ ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2nd Integrated STEM Leadership Summit in Asia ภายใต้หัวข้อ “Reimagining Integrated STEM Education: Amplifying Agility and Transformational Collaboration for a Post-Pandemic Asia” ผ่านระบบออนไลน์

ในโอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในการประชุมว่า ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างก็ตระหนักถึงความสำคัญของการบูรณาการสะเต็มศึกษา กับการเรียนการสอนในสถานศึกษาระดับต่าง ๆ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงนโยบายและการดำเนินงานเกี่ยวกับสะเต็มศึกษาของประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายคือ ผู้เรียนในทุกระดับต้องเข้าถึงสะเต็มศึกษาที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้ สะเต็มศึกษาเป็นนวัตกรรมที่สำคัญของหลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับการทำงานของผู้เรียนในอนาคต ซึ่งภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจมีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้และทักษะการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปลูกฝังให้ผู้เรียนตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งประเทศไทยได้จัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา

นอกจากการดำเนินงานของภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนก็ได้ร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาความรู้และทักษะด้านสะเต็มศึกษาของทั้งผู้เรียนและผู้สอน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นกำลังแรงงานด้านสะเต็มศึกษาที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของโลกแห่งการทำงานในอนาคต

เมื่อปี 2562 ประเทศไทยได้จัดตั้ง “ศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาของซีมีโอ” ซึ่งเป็นศูนย์ระดับภูมิภาคแห่งใหม่ของซีมีโอในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ด้านสะเต็มศึกษาผ่านโครงการและกิจกรรมระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศต่าง ๆ

โอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวขอบคุณนักวิชาการด้านสะเต็มศึกษา ผู้นำองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งร่วมกันนำเสนอข้อมูลด้านสะเต็มศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และหวังว่าการประชุมนี้จะช่วยผลักดันนโยบายและการดำเนินงานด้านสะเต็มศึกษาให้มีความก้าวหน้า ไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่รวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียน และประเทศต่างๆ ในโลก

สำหรับการประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 มกราคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์ โดยสำนักงานเลขาธิการซีมีโอ ร่วมกับศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาของซีมีโอ และสถาบันการศึกษาระดับโลก

มีวัตถุประสงค์เพื่อ

1) สร้างเครือข่ายด้านสะเต็มศึกษาสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลงและผู้นำทางความคิดในเอเชีย เพื่อเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างการศึกษาและอุตสาหกรรมผ่านประสบการณ์ด้านสะเต็มศึกษาสำหรับผู้สอนและผู้เรียน

2) ผลักดันการบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถแข่งขันได้ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลง

3) ส่งเสริมแรงบันดาลใจให้กับผู้เรียนเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การทำงานและการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ข้อมูล : สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ.
ภาพ : สมประสงค์ ชาหารเวียง

UNICEF ออกแถลงการณ์ “เด็ก ๆ ไม่สามารถรับผลกระทบของการปิดโรงเรียนต่อไปได้อีกปี”

(20 มกราคม 2564) แถลงการณ์ของนางเฮนเรียตตา โฟร์ ผู้อำนวยการบริหาร องค์การยูนิเซฟ เรื่อง “เด็ก ๆ ไม่สามารถรับผลกระทบของการปิดโรงเรียนต่อไปได้อีกปี”

Statement by UNICEF Executive Director Henrietta Fore : Children cannot afford another year of school disruption

“ขณะที่เราได้เข้าสู่ปีที่สองของการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ทุกฝ่ายต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้โรงเรียนสามารถเปิดได้อย่างต่อเนื่อง หรือจัดให้เป็นสถานที่ที่เปิดได้ในลำดับต้น ๆ ในมาตรการ

แม้ว่าจะมีหลักฐานมากมายที่ชี้ให้เห็นถึงผลเสียของการปิดโรงเรียน และแม้ว่าหลักฐานต่าง ๆ จะแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนไม่ใช่สถานที่หลักของการแพร่เชื้อ แต่ประเทศต่าง ๆ ก็ยังคงเลือกที่จะปิดโรงเรียนและสถานศึกษา ซึ่งบางแห่งได้ปิดมาแล้วเกือบหนึ่งปี

การปิดโรงเรียนในประเทศต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อนักเรียนร้อยละ 90 ทั่วโลก ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดสูงสุด โดยเด็กนักเรียนกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถเรียนทางไกลได้ ประมาณการณ์ว่า เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจะเพิ่มขึ้นถึง 24 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเป็นปัญหาที่เราพยายามทุ่มเทแก้ไขมาโดยตลอด

ทักษะการอ่านออกเขียนได้และการคำนวณของเด็กกำลังได้รับผลกระทบ อีกทั้งทักษะที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตท่ามกลางเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 ก็กำลังถดถอย

นอกจากนี้ สุขภาพ พัฒนาการ ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ ก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง เด็กกลุ่มเปราะบางที่สุดกำลังเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

การไม่ได้กินอาหารที่โรงเรียน ทำให้เด็กจำนวนมากหิวโหยและมีภาวะโภชนาการที่แย่ลง การขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ และการไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวในแต่ละวัน ทำให้เด็ก ๆ ต้องสูญเสียสมรรถภาพทางกายและเกิดความเครียด และเมื่อขาดการสนับสนุนต่าง ๆ จากโรงเรียน ส่งผลให้เด็ก ๆ มีความเสี่ยงมากขึ้นต่อการถูกทำร้าย การถูกบังคับให้แต่งงาน และการถูกใช้แรงงาน

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการปิดโรงเรียนจึงควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หลังจากได้พิจารณาทางเลือกอื่น ๆ ทั้งหมดแล้ว

การตัดสินใจเรื่องการเปิดปิดโรงเรียน ควรประเมินจากความเสี่ยงของการแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่ การปิดโรงเรียนทั่วประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดรุนแรงและระบบสาธารณสุขกำลังแบกรับภาระอย่างหนัก ซึ่งอาจจำเป็นต้องปิดโรงเรียน ก็ควรมีมาตรการคุ้มครองและช่วยเหลือเพื่อให้เด็กบางกลุ่มสามารถเรียนต่อได้ในห้องเรียน เช่น กลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อความรุนแรงในบ้าน หรือเด็กที่ต้องพึ่งพิงอาหารที่โรงเรียน หรือเด็กที่พ่อแม่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน

ในพื้นที่ ๆ มีการล็อคดาวน์ โรงเรียนต้องเป็นสถานที่แรก ๆ ที่เปิดก่อนเมื่อรัฐบาลเริ่มผ่อนปรนมาตรการ นอกจากนี้ ควรจัดชั้นเรียนพิเศษเพื่อช่วยให้เด็กที่ไม่สามารถเรียนทางไกล สามารถเรียนตามทันได้ เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

หากเด็ก ๆ ต้องเผชิญกับการปิดโรงเรียนต่อไปอีก 1 ปี ก็จะส่งผลกระทบต่อไปอีกหลายรุ่นอายุทีเดียว”

เกี่ยวกับยูนิเซฟ

ยูนิเซฟ เป็นองค์กรส่งเสริมสิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กทุกคน ยูนิเซฟทำงานใน 190 ประเทศและดินแดน ร่วมกับพันธมิตร เพื่อแปรเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้กลายเป็นการลงมือทำที่เป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงพวกเด็ก ๆ ในกลุ่มที่เปราะบางและถูกมองข้าม ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของเด็กทุกคน ในทุกๆ ที่

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับยูนิเซฟ และงานเพื่อเด็กของยูนิเซฟ ได้ที่เว็บไซต์ www.unicef.org/thailand/

ที่มา : UNICEF THAILAND
ENG version
กราฟิก : ศธ.360 องศา

รมว.ศธ.เปิดการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงซีมีโอ ครั้งที่ 43 ย้ำรับมือวิกฤตโควิดด้วยการลงทุนเพื่อปฏิรูปการศึกษา เร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนการสอน

รมว.ศึกษาธิการ เปิดการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 43 เน้นย้ำรับมือวิกฤตโควิด-19 ด้วยการลงทุนเพื่อปฏิรูปการศึกษา เร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนการสอน จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษาอย่างเพียงพอ ให้เกิดความเท่าเทียมกันของคุณภาพทางการศึกษา

(30 พฤศจิกายน 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 43 (43rd SEAMEO High Official Meeting: SEAMEO HOM) ผ่านระบบการประชุมทางไกล (WebEX) โดยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ., นางสาวชฎารัตน์ สิงหเดชากุล ผู้ตรวจราชการ ศธ., ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 55 ปี ขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีมีโอ ตลอดจนแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้โลกเปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อทุกด้าน รวมทั้งด้านการศึกษา

ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาล ผู้บริหาร และบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ของทุกประเทศในภูมิภาค จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว โดยการลงทุนเพื่อปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ ก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ยังมุ่งให้ประเทศในภูมิภาคปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงาน เร่งรัดการปฏิรูปการจัดการศึกษา แบ่งปันทรัพยากร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษาอย่างเพียงพอ เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศในภูมิภาคให้เกิดความเท่าเทียมกันของคุณภาพทางการศึกษา

ประเทศไทยยินดีที่จะร่วมมือกับประเทศสมาชิกซีมีโอ เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการขจัดปัญหาอุปสรรคด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของภูมิภาคต่อไป

สำหรับการประชุมผ่านระบบ WebEX ในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 140 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนอาวุโสระดับสูงจากประเทศสมาชิกซีมีโอ 11 ประเทศ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ผู้แทนประเทศสมาชิกสมทบ, หน่วยงานที่เป็นสมาชิกสมทบ, ผู้แทนศูนย์ระดับภูมิภาคและเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการซีมีโอ ตลอดจนหุ้นส่วนความร่วมมือต่าง ๆ โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติเพื่อพัฒนาการศึกษา กำหนดแนวทางในการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ในการพัฒนาการศึกษา วิทยาศาสตร์ รวมทั้งวัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในการนี้ ประเทศสมาชิกซีมีโอได้ร่วมกันนำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ/กิจกรรมภายใต้ 7 ประเด็นสำคัญด้านการศึกษาของซีมีโอ (7 Priority Areas) คือ

  1. การส่งเสริมการจัดการศึกษาและการดูแลเด็กปฐมวัย (Early Childhood Care and Education)
  2. การจัดการอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา (Addressing Barriers to Inclusion)
  3. การเตรียมความพร้อมการศึกษาเพื่อเผชิญกับสภาวะฉุกเฉิน (Ensuring Resiliency in the Face of Emergencies)
  4. การส่งเสริมการศึกษาด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา (Promoting Technical and Vocational Education and Training)
  5. การปฏิรูประบบการพัฒนาครู (Revitalising Teacher Education)
  6. การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาและการวิจัย (Promoting Harmonisation in Higher Education and Research)
  7. การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Adopting a 21st Century Curriculum)

โดยเชื่อมโยงระหว่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา อีกทั้งสอดคล้องกับเป้าหมายที่มุ่งเน้นให้การศึกษามีความเท่าเทียม ทั่วถึง ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชนทุกช่วงวัย และเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อบรรลุวาระการศึกษาของซีมีโอภายในปี 2578 (2035 SEAMEO Education Agenda) ต่อไป

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
สต.สป. / ข้อมูล

ศธ.เชื่อมต่อนานาประเทศ รวมพลังเสริมศักยภาพนักเรียนไทย

สกู๊ปพิเศษ :  วงล้อการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการศึกษาไทย กำลังเริ่มต้นหมุนไปข้างหน้า และมีระยะไมล์ในการวิ่งให้เห็นอย่างต่อเนื่อง และเริ่มเห็นเส้นทางสู่เป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งไม่เพียงผลักดันเพื่อการขับเคลื่อนของบุคลากรภายในกระทรวงศึกษาธิการแล้ว การประสานพลังกับภาคเอกชน และการผนีกกำลังกับนานาชาติ ล้วนเป็นการเชื่อมต่อ เพื่อสร้าง “การศึกษายกกำลังสอง” ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง

“ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง” สร้างทุนมนุษย์ของประเทศ

หลังจาก นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในฐานะ “ซีอีโอ” ได้มอบนโยบายให้กับข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ในการมุ่งเน้นให้เกิดการ “ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง” เพื่อทำให้ระบบการศึกษาไทย มุ่งเข็มไปสู่การพัฒนาและสร้างทุนมนุษย์ของประเทศ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยไม่ใช่แค่เพียงตลาดในประเทศ แต่ยังมองไปถึงตลาดโลก ซึ่งเกิดขึ้นจากผลของความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในโลกศตวรรษที่ 21 

โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ความชัดเจนที่ปรากฏ คือ รูปแบบการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ จะเกิดความเชื่อมโยงในการร่วมมือกับภาคเอกชนต่างๆ เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

“กระทรวงศึกษาธิการ และเอกชน ช่วยกันผลักดันเรื่องของหลักสูตร การส่งเสริมด้านข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน และการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ”  นายณัฏฐพล กล่าว

ต่างชาติร่วมยกระดับการศึกษาไทย

ในเวทีระดับนานาชาติ เป็นอีกหนึ่งความสำคัญ ที่เห็นภาพชัดเจนในการบริหารงานของนายณัฏฐพล วันนี้คือ การได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศ 40 ชาติ ที่พร้อมเพรียงกันเข้ามาหารือและให้การสนับสนุนด้านการศึกษาไทยในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นตัวแทนของประเทศ และตัวแทนในภาคเอกชน

“ที่ผ่านมา ผมได้หารือและเข้าพบปะท่านทูต 20 ประเทศ และบริษัทต่างชาติยักษ์ใหญ่ รวมกันแล้วมากถึง 40 ประเทศ โดยท่านทูตหลายชาติ และภาคเอกชนยักษ์ใหญ่เหล่านั้น ได้เข้ามาให้การสนับสนุนเบื้องต้นแล้วก็มี ขณะที่บางประเทศมีการลงนามในความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ หรือ MOU แล้วก็มีเช่นกัน” รมว.ศธ. กล่าว

ต้องมีแรงงานทักษะ-เตรียมพร้อมภาษา

และเมื่อมองอีกหนึ่งนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการปัจจุบัน ที่ต้องการพัฒนาการเรียนการสอนของอาชีวศึกษาให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของศตวรรษที่ 21 และส่งเสริมให้อาชีวะเป็นเสมือนแกนหลัก ที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้สอดคล้องไปกับนโยบายหลักของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 รวมไปถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมหลัก 12 กลุ่ม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีแรงงานที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญรวมไปถึงความพร้อมด้านภาษา 

“ญี่ปุ่น อินเดีย จีน” หนุนทุนมนุษย์-AI-อาชีวะ

ทั้งนี้ จากนโยบายดังกล่าว ยังได้รับความตอบรับจากนานาชาติเป็นอย่างดี เริ่มต้นจากประเทศในเอเชีย อาทิ ความร่วมมือจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีการส่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เดินทางมาปฏิบัติงานที่ประเทศไทย การจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น (KOSEN) ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตและพัฒนาวิศวกรนักปฏิบัติและนักเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีทักษะความเชี่ยวชาญสูงตามมาตรฐานของโคเซ็นประเทศญี่ปุ่น และยังสนับสนุนทุนการศึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์

ขณะเดียวกันประเทศไทยพร้อมที่จะรับครูผู้สอนชาวอินเดีย ที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เข้ามาร่วมถ่ายทอดความรู้และปฏิบัติงานร่วมกันกับครูผู้สอนชาวไทย

อีกทั้ง ยังมีประเทศจีน ที่กำลังพัฒนาเรื่องของการเรียนการสอนอาชีวะเช่นเดียวกับประเทศไทย โดยจีนมีความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือสนับสนุน ทั้งด้านการเรียนการสอน ทุนการศึกษา ไปจนถึงการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี และทักษะด้านภาษาเพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่เกิดจากการเชื่อมต่อของการคมนาคมแบบไร้รอยต่อ (Seamless Operation) ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มของนักท่องเที่ยวชาวจีนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

กลุ่มยุโรปส่งสัญญาณหนุนอาชีวะไฮเทค

ด้านฟากฝั่งยุโรป ได้ส่งสัญญาณความร่วมมือในการยกระดับการศึกษาไทยเช่นกัน นับตั้งแต่ความร่วมมือจากประเทศเยอรมนี นายเกออร์ก ชมิดท์ ( H.E. Mr. Georg Schmidt) เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระบุว่า ยินดีให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านการจัดการเรียนการสอนของอาชีวศึกษา

รวมทั้งการร่วมพัฒนาหลักสูตร เพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการและตลาดแรงงาน และยินดีให้การสนับสนุนการส่งผู้เรียนไปฝึกปฏิบัติงานยังประเทศเยอรมนีในอนาคต

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ไทยและเยอรมนีได้มีความร่วมมือมาอย่างต่อเนื่อง โดยสภาหอการค้าเยอรมันประจำประเทศไทย ได้รับนักเรียนนักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการของเยอรมันในประเทศไทย รวมไปถึงความร่วมมือแบรนด์รถยนต์ระดับโลก

นายณัฏฐพล กล่าวยกตัวอย่างถึงความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาของไทยกับประเทศเยอรมนี ว่า ทาง Mercedes Benz ยินดีรับนักเรียนนักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการของเยอรมันในไทย เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้เด็กอาชีวะได้เรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานอย่างจริงจัง

ความร่วมมือกับประเทศไอร์แลนด์ในภาคอุตสาหกรรมการบินที่เป็นมาตรฐานระดับโลก และสาขาอื่น ๆ ที่เชื่อมต่อได้กับความร่วมมือจากประเทศโรมาเนีย ที่มีความร่วมมือในโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียน และนักศึกษาอาชีวะ ในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) คณิตศาสตร์ (Mathematics) เป็นต้น 

สวิสร่วมมือในการพัฒนาทักษะฝีมือ

ทั้งนี้ ความร่วมมือจากนานาประเทศที่ไทยได้รับ ยังได้ไปต่อจนถึงความร่วมมือจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในด้านอาชีวศึกษาในหลายสาขา โดยเฉพาะสาขาธุรกิจการบริการ (Hospitality) คือ การโรงแรม และสาขาเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) อาทิ การผลิตชิ้นส่วนนาฬิกา ซึ่งมีการสร้างแบรนด์ภายใต้สัญลักษณ์ Swiss Made โดยจัดการเรียนการสอนร่วมกับภาคเอกชน และฝึกอบรมผู้เรียนให้มีประสบการณ์การทำงานในสถานที่จริง (Apprenticeship Training)

ทั้งนี้ สวิตเซอร์แลนด์มีปัจจัยหลักของความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา คือ ความยืดหยุ่นและหลักสูตรที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้เรียน ซึ่งทาง ศธ. ก็มีความสนใจริเริ่มความร่วมมือในการพัฒนาทักษะฝีมืออาชีวศึกษา (Hand-Skill Collaboration) เป็นอย่างมาก

ชื่นชม ศธ. รับฟังปัญหานักเรียน

ขณะเดียวกัน นานาประเทศต่างก็ให้ความชื่นชม และสนับสนุนนายณัฏฐพล ที่แสดงบทบาทในการรับฟัง พร้อมแก้ไขปัญหาให้แก่นักเรียนที่ออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา การคุกคาม หรือการล่วงละเมิดทางเพศ

“เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้กล่าวให้ความชื่นชม ที่ ศธ.เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น และรับฟังสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาปัจจุบัน สะท้อนผ่านนักเรียนในแต่ละระดับชั้น เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาไทยอย่างเปิดกว้างและจริงใจ และการจัดทำช่องทางการรับฟังความคิดเห็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาอย่างรอบด้าน” รมว.ศธ.กล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของนางสาวกีต้า ซับบระวาล ผู้ประสานงานแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย หรือยูเอ็น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบุคคลหนึ่ง ที่เข้าพบ รมว.ศธ. เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา โดยแสดงความเข้าใจ และชื่นชม กรณีที่ ศธ. เปิดโอกาสในการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ซึ่งเป็นแนวทาง หรือวิธีการแก้ไขที่ไม่เคยได้เห็นบ่อยๆ ที่ใดในประเทศทั่วโลกนี้

ส่งผลดีต่อการพัฒนาของไทยหลังโควิด

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือจากนานาประเทศ ที่ให้ความร่วมมือกับ ศธ. ซึ่งยังไม่นับรวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ที่มีอีกมากมายจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ที่ทาง ศธ. ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนบางส่วนไปแล้วด้วย

หากความร่วมมือทั้งหมดนี้ ได้รับการขับเคลื่อนไปได้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง” เชื่อว่าศักยภาพของระบบการศึกษาไทยและศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา ที่จะเติบโตเป็นทุนมนุษย์ที่มีความเข้มแข็ง และส่งผลดีต่อการพัฒนาของประเทศได้ต่อไปในช่วงหลังวิกฤตการณ์โควิด-19 อย่างแน่นอน

ทูตเยอรมนี ชื่นชมแนวคิด “ศธ.” จริงใจ เปิดกว้าง-รับฟัง-แก้ไข

ทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ชื่นชมกระทรวงศึกษาธิการ เปิดโอกาสนักเรียนแสดงความคิดเห็น รับฟังทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษา อีกทั้งเปิดกว้าง จริงใจ พัฒนาการศึกษาไทย หนุนแนวทางเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 / นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้หารือแนวทางการพัฒนาการศึกษาไทยกับ นายเกออร์ก ชมิดท์ (H.E. Mr. Georg Schmidt) เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย

นายเกออร์ก ชมิดท์ ได้กล่าวชื่นชมกระทรวงศึกษาธิการ ในการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น และรับฟังสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาปัจจุบัน ที่สะท้อนผ่านนักเรียนในแต่ละระดับชั้น เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาไทยอย่างเปิดกว้างและจริงใจ ขณะเดียวกัน ยังได้จัดทำช่องทางการรับฟังความคิดเห็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาอย่างรอบด้าน

นายณัฏฐพล กล่าวว่า จากการรับฟังความเห็นของครูและนักเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ สามารถจัดกลุ่มประเภทปัญหาได้ ซึ่งบางปัญหาอยู่ระหว่างการแก้ไข โดยกระทรวงศึกษาธิการ​ได้ดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ทันที ขณะเดียวกัน ก็มีประเด็นปัญหาบางอย่างอาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการ โดยสิ่งสำคัญ คือ ผู้บริหารของกระทรวง​ศึกษาธิการ​ได้ให้ความสำคัญและรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง

ภาพ/ข่าว: MOE One team

UN ชื่นชม ศธ. ทั่วโลกมีน้อยนั่งฟังความเห็น นร. ทุกข้อร้องเรียนหนุนขับเคลื่อนการศึกษาไทย

“ยูเอ็น” เข้าใจและพอใจ ศธ. หลังเปิดโอกาสรับความคิดเห็นของนักเรียนทุกแพลตฟอร์ม เป็นแนวทางที่ไม่ได้พบเห็นมากนักในโลกนี้ ด้าน “ณัฏฐพล” รมว.ศธ.เผยทุกข้อเรียกร้องเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย

(21 กันยายน 2563) นางสาวกีต้า ซับบระวาล ผู้ประสานงานแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย หรือยูเอ็น (Ms Gita Sabharwal, United Nations Resident Coordinator in Thailand) เข้าเยี่ยมคารวะนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องดำรงราชานุภาพ

รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการหารือว่า นางสาวกีต้า ซับบระวาล ได้แสดงความเข้าใจและชื่นชม กรณีที่กระทรวงศึกษาธิการเปิดโอกาสในการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแนวทางหรือวิธีการแก้ไขที่ไม่เคยได้เห็นบ่อย ๆ ที่ใดก็ตามในโลกนี้

นอกจากนี้ ยังได้สอบถามความคืบหน้าหลังจากได้พูดคุยและรับเรื่องร้องเรียนจากนักเรียนแล้ว ศธ.จะมีการดำเนินการอย่างไร ซึ่งตนได้อธิบายว่า ที่ผ่านมา ศธ.ได้เปิดแพลตฟอร์มการรับความคิดเห็นผ่านหลายช่องทาง รวมถึง nataphol.com โดยทุกแพลตฟอร์มที่เปิดรับฟัง ต้องทำให้ข้อมูลของผู้แสดงความคิดเห็น หรือผู้ร้องเรียนมีความปลอดภัยด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อ ศธ.เกือบทุกเรื่อง ที่เราสามารถนำมาใช้ในการขับเคลื่อน การปฏิรูป และการพัฒนาการศึกษาไทยให้รวดเร็วในทุกด้าน

ในเรื่องของแนวทางการขับเคลื่อน เช่น การพิจารณาการโยกย้ายตำแหน่งครู  ซึ่งเป็นเรื่องอนาคตของครู ส่วนนี้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งไม่เป็นปัญหา เพราะถือเป็นข้อร้องเรียนของครูที่ให้ความสำคัญ รวมถึงเรื่องหลักสูตรครู ก็เป็นเรื่องที่ ศธ.จัดวางไว้ในแผนดำเนินการอยู่แล้ว

“ผมเรียนคุณกีต้าไปว่า ข้อมูลที่เข้ามา เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยในทุกด้าน ซึ่งในเกือบทุกเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามา เป็นไปตามแผนที่กระทรวงศึกษาธิการวางแนวทางเอาไว้ด้วย”

ต่อข้อถามที่ว่า มีความกังวลเรื่องม็อบหรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า สิ่งที่ ศธ. ดำเนินการ ไม่ว่าผลหรืออะไรก็ตาม รวมถึงข้อแนะนำจากการเปิดเว็บไซต์ เรารับฟังความคิดเห็นหมดทุกเรื่อง และตอบโจทก์ได้หมดแล้ว ทำให้นักเรียนเข้าใจ  หากนักเรียนยังรู้สึกอึดอัด หรือมีปัญหา สามารถร้องเรียนมาได้ โดยเรามีแนวทางในการแก้ไขที่แน่นอน และไม่มีปัญหาใดที่ ศธ. รับเรื่องร้องเรียนมาแล้วแก้ไขไม่ได้ เพียงแต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมในเวลาที่จะทำ เพราะบางเรื่องถ้าฟังแล้วก่อให้เกิดความแตกแยก หรือไม่เหมาะสมก็จะขอไว้ก่อน

ส่วนประเด็นการยกเลิกการสอบระดับ ป.1 นั้น รมว.ศธ.ย้ำว่า ไม่ได้เป็นการพูดเรื่องใหม่ แต่เป็นการนำระเบียบที่มีอยู่นำกลับมาดูใหม่ และทำตามนั้น ถ้าทำตามนั้นได้ ก็จะขับเคลื่อนได้เร็ว แต่ถ้าอันไหนเห็นว่าไม่เหมาะสมก็สามารถแจ้งมาได้

การยกเลิกสอบ ป 1. นั้น เขาห้ามอยู่แล้ว ไม่มีการสอบเข้า ป.1

ขณะที่มีการกำหนดให้นักเรียนต่อห้องมีเด็กนักเรียนไม่เกิน 40 คนนั้น รมว.ศธ. กล่าวว่า เป็นการนำเอาระเบียบกลับมาดูแล้วปฏิบัติตามนั้นเช่นกัน ซึ่งตนเองก็ไม่ต้องการให้มีนักเรียนเกิน 40 คนต่อห้องอยู่แล้ว

ซึ่งวันนี้ก็มีการพูดคุยกันอยู่ถึงกรณีโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียน 4,000-5,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนนักเรียนที่มากเกินไป  จึงมีความกังวลในเรื่องคุณภาพมากกว่า เพราะเด็กส่วนหนึ่งที่มีความสามารถเยอะมาก แต่ก็มีเด็กอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้รับการศึกษาที่เข้มข้น  ซึ่งเป็นการเหลื่อมล้ำ หากเทียบกับการคาดหวัง รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนนอกเมือง เป็นอีกกรณีที่ตนห่วงใย และต้องหาแนวทางแก้ไขต่อไป

UNESCO และ ศธ.เปิดตัวสรุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก ปี 2563 “ความครอบคลุมและการศึกษา: ทั้งหมดหมายถึงทุกคน”

(14 กันยายน 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ Mr Shigeru Aoyagi ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ เปิดตัว “สรุปรายงานการติดตามผลการศึกษาทั่วโลก ประจำปี 2563 ในหัวข้อ ความครอบคลุมและการศึกษา: ทั้งหมดหมายถึงทุกคน (Global Education Monitoring Report 2020 – Inclusion and Education: All means all)” ณ ห้องประชุม Eternity Day Light Ballroom  โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์), ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (นายอรรถพล สังขวาสี), ผู้อำนวยการองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีมีโอ), ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ พร้อมด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์การอิสระของประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม พร้อมถ่ายทอดสดผ่านช่องทางเพจ “ศธ. 360 องศา”

Mr Shigeru Aoyagi ผู้อำนวยการยูเสกโก กรุงเทพฯ ได้บรรยายสรุปสาระสำคัญในเอกสารรายงานฯ ที่เน้นย้ำให้ทั่วโลกตระหนักถึงการจัดการศึกษาอย่างครอบคลุม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการศึกษาร่วมกันอย่างเท่าเทียม โดยในรายงานดังกล่าวได้เสนอแนะแนวทางที่ประเทศต่าง ๆ สามารถดำเนินการทั้งในระดับนโยบายและระดับกิจกรรม อาทิ การจัดสรรงบประมาณที่สามารถพัฒนาการศึกษาได้จริง การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ การสร้างพันธมิตรระหว่างรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม และการจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการศึกษาสามารถเกิดได้อย่างครอบคลุมและมีคุณภาพ

Inclusion and Education: All Means All 2020
ความครอบคลุมและการศึกษา: ทั้งหมดหมายถึงทุกคน

ยูเนสโกให้ความสำคัญกับผู้ถูกกีดกันออกจากการศึกษา อันเนื่องมาจากเรื่องเพศ การย้ายถิ่น การอพยพ ชาติพันธุ์ ภาษา ความยากจน ความพิการ หรือคุณลักษณะอื่น ๆ

รายงานฉบับนี้ ท้าทายให้ผู้กำหนดนโยบายในการสร้างสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และตั้งคำถามว่ากฎหมาย นโยบาย แผนงาน และกิจกรรมที่อยู่ระหว่างดำเนินการ สอดรับกับเป้าหมายในการสร้างสังคมที่ครอบคลุมที่วางไว้หรือไม่ โดยผู้อ่านจะได้รับทราบถึงความท้าทายต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมาย และการจัดการศึกษาที่ครอบคลุมจากทั่วโลก อาทิ ความเข้าใจที่แตกต่างกันของนิยามคำว่า “ความครอบคลุม” การขาดการสนับสนุนครู การไม่จัดเก็บข้อมูลของผู้ที่ตกหล่นจากการศึกษา การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่พร้อมกับการจัดการศึกษา ความยึดติดกับระบบเดิมและโรงเรียนแบบพิเศษ การขาดความมุ่งมั่นทางการเมืองและแรงสนับสนุนจากชุมชน การจัดสรรงบประมาณแบบไม่มีเป้าหมาย การขาดการบูรณาการของภาครัฐ การมีกฎหมายที่ซ้ำซ้อนแต่ไม่สอดคล้องกัน อันรวมถึงการมีนโยบายที่ไม่ได้ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ เป็นต้น ตลอดจนจะได้รับทราบถึงแนวคิดเรื่องการใช้ความครอบคลุมเป็นกระบวนการสร้างให้เกิดสังคมที่สอดประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการศึกษาที่ครอบคลุม และสังคมที่ได้รับการพัฒนา โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ความครอบคลุมทางการศึกษา: ข้อควรตระหนัก

  • อัตลักษณ์ ภูมิหลัง และความสามารถ เป็นสิ่งกำหนดโอกาสทางการศึกษา
  • กลไกการเลือกปฏิบัติ การกำหนดแบบแผน และการตีตรามีความคล้ายคลึงกันสำหรับผู้เรียน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกกีดกันทุกคน
  • แม้จะมีความก้าวหน้า แต่หลายประเทศยังคงไม่มีการเก็บข้อมูล การรายงาน หรือการใช้ประโยชน์จากผู้กรอกข้อมูลผู้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
  • ผู้คนจำนวนนับล้านกำลังพลาดขาดโอกาสในการเรียนรู้
  • อุปสรรคสำคัญในการจัดการศึกษาแบบครอบคลุม คือ การไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และควรจะเป็น
  • ขณะที่บางประเทศกำลังก้าวไปสู่การครอบคลุม การแบ่งแยกยังคงพบได้แพร่หลาย
  • การให้เงินสนับสนุนต้องมุ่งเป้าหมายไปยังผู้ที่มีความจำเป็นมากที่สุด
  • ครู สื่อการสอน และสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ มักไม่เห็นประโยชน์ในการยอมรับความหลากหลาย

อ่านข้อมูลรายงานฉบับเต็มได้ที่
http://bit.ly/2020gemreport

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า ได้อ่านรายงานฉบับนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความครอบคลุมและการศึกษาแล้ว หน่วยงานต่าง ๆ ภาครัฐ และในสังกัด ศธ. ควรนำข้อมูลต่าง ๆ ไปเผยแพร่ให้มากกี่สุด เพราะนี่คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการพัฒนาการศึกษา

ในการดำเนินการทางการศึกษาในทุกด้าน เราต้องมี “ตัววัด” ที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าเราเดินไปถึงไหนแล้ว จากรายงานฉบับนี้ทำให้เราตรวจสอบตัวเองให้เห็นว่า เรากำลังทำ หรือเริ่มทำอะไรหลาย ๆ อย่าง และสามารถนำข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ไปสู่การปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด เพื่อไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ตามพันธกิจของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 4 (SDG4) เพื่อรับประกันการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ในปี ค.ศ. 2030 ที่ให้คำมั่นว่า “จะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง”

ดังนั้น หากเราไม่วางรากฐานอะไรไว้เลยในช่วง 2-3 ปีนี้ เราอาจจะไม่เดินไม่ถึงเป้าหมายในเวลานั้น ที่ทุกคนต่างต้องการทำให้ความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียม หายไปจากการศึกษา

จากข้อมูลที่ได้อ่าน ยังมีอีกหลายหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น การจัดสรรงบประมาณให้มีความสามารถในการกระจายแบบมีหลักการ โดยจัดสรรลงไปในกลุ่มที่ต้องการมีความจำเป็นมากที่สุด ซึ่งในส่วนของ ศธ. ก็กำลังผลักดันการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้เกิดคุณภาพและการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

ยกตัวอย่างจากจำนวน 2,000 โรงเรียน ขณะนี้เราสนับสนุนงบประมาณรายหัวให้โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นหัวละ 500 บาท จากจำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีกว่า 1 ล้านกว่าคนทั่วประเทศ แต่หากเราจัดให้ไปอยู่ในโรงเรียนแม่เหล็ก เราจะประหยัดงบประมาณลงได้ปีละ 500 ล้านบาท หรืองบประมาณที่เป็นเงินเดือนผู้บริหารโรงเรียนก่อนเกษียณ โดยเฉลี่ยได้รับประมาณเดือนละ 7 หมื่นกว่าบาท รวมสวัสดิการต่าง ๆ หรือเท่ากับ 840,000 บาท/คน/ปี หรือเกือบล้านบาท และหากคิดจากโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 2,000 โรงเรียน ก็เท่ากับว่าเราจะสามารถบริหารงบประมาณได้ลดลงกว่า 2,000 ล้านบาท

นี่คือตัวอย่างของการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก หากเราบริหารจัดการให้รวมเป็นโรงเรียนแม่เหล็กได้ แทนที่จะได้โรงเรียนละ 2 แสนบาท ก็จะได้รับโรงเรียนละ 1 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง

ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เราพบ “วิกฤต” อะไรหลายอย่าง แต่ในวิกฤตก็มี “โอกาส” เกิดขึ้นกับการศึกษา เช่น ความสามารถของครูด้านดิจิทัลมากขึ้น หรือเด็กนักเรียนได้มีโอกาสสืบค้นข้อมูลจากออนไลน์ เพื่อใช้ในการเรียนมากขึ้น ฯลฯ

ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เราจึงไม่ได้แก้ไขด้วยงบประมาณการเพิ่มจำนวนโรงเรียน แต่ควรแก้ไขด้วยการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเราต้องกล้าทำ เพื่อลดการกระจายเงินหรืองบประมาณออกไป ทุกหน่วยงานศธ.จึงต้องร่วมมือกันบริหารจัดการงบประมาณการศึกษา เอาทั้งหมดมารวมกัน แล้วผลักดันว่าจะไปทางไหน เราจึงต้องคำนึงถึงการจัดสรรเงินที่แบ่งเป็นส่วน ๆ (Block Grant) ให้เหมาะสมและจำเป็น โดยงบประมาณสำหรับผู้ด้อยโอกาสหรือผู้พิการ เช่น สื่อการเรียนรู้สำหรับคนตาบอดที่ล้าสมัย ก็ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาให้มีความทันสมัยมากขึ้น

วันนี้ เราจึงต้องนำหลายอย่างมาผลักดันพัฒนาการศึกษาให้เป็นรูปร่าง เห็นผลอย่างรวดเร็ว ภายใต้ระบบข้อมูลพื้นฐานที่เป็นจริง และมีการวิจัยพัฒนารองรับ

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ภูมิหลังของเด็กนักเรียนก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญต่อการส่งเสริมสนับสนุนและผลักดันพัฒนาให้มีความสามารถ เด็กบางคนมีพรสวรรค์ติดอันดับต้น ๆ ของไทย หากเรานำเอาพรสวรรค์หรือความชอบของเด็กเหล่านั้นมาผลักดัน จะช่วยให้เด็กเก่ง ๆ ที่ไม่อยู่ในกรอบ หรือเด็กที่ทำข้อสอบไม่เก่ง ก็จะได้รับการพัฒนาตรงตามศักยภาพของตนเองมากขึ้น

ศธ.มั่นใจว่าเราลดความเหลื่อมล้ำได้ หากเราตั้งใจ ต้องการพัฒนาการศึกษา เราจะปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาห่างกันมากไม่ได้ แม้แต่บางพื้นที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่เราก็ยังพบความเหลื่อมล้ำอีกจำนวนมาก ไม่นับรวมในพื้นที่ยิ่งห่างไกลออกไปอีก ดังนั้น หากเราตั้งใจให้ไปถึงเป้าหมายในปี ค.ศ.2030 เด็กที่อยู่อนุบาล หรือ ป.1 ป.2 ในวันนี้ จะต้องเติบโตอย่างมีทักษะ พื้นฐาน ที่ตรงกับความต้องการตลาดงาน และการพัฒนาประเทศ

ในพิธีเปิดตัวเอกสารในครั้งนี้ ยังได้มีการเสวนา เรื่อง “โอกาส ความท้าทาย และความสำคัญของการจัดการศึกษาแบบครอบคลุมในประเทศไทย” โดยมีวิทยากรจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย มูลนิธิสายเด็ก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมการแลกเปลี่ยนถึงการดำเนินงานเพื่อการจัดการศึกษาที่ครอบคลุมของทุกฝ่าย ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคที่เห็นควรพัฒนาเป็นนโยบายและและกิจกรรมที่สร้างสรรค์เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาการศึกษาที่ครอบคลุมในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ช่วงที่ 1
13.30 น. การเปิดตัวสรุปรายงานฯ โดย ผอ.สำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ “Mr Shigeru Aoyagi” และ รมว.ศธ. “ณัฎฐพล ทีปสุวรรณ”

ช่วงที่ 2
14.50 น. การเสวนา “โอกาส ความท้าทาย และความสำคัญของการจัดการศึกษาแบบครอบคลุมในประเทศไทย” โดย รองปลัด ศธ.”ดุนิยา อมตวิวัฒน์” / ผอ.กองส่งเสริมและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น/ รอง ผจก.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา/ ผู้แทนสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ/ ผู้แทนมูลนิธิสายเด็ก

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดวิดีโอ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานดังกล่าวได้ที่นี่

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป (รมว.ศธ.)
ขอบคุณข้อมูล: สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

WordPress.com.

Up ↑