รมว.ศึกษาธิการ เปิดประชุม 42nd SEAMEO High Officials Meeting ย้ำให้ความสำคัญการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่ศตวรรษที่21

(27 พ.ย. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีมีโอ) ครั้งที่ 42 (42nd SEAMEO High Officials Meeting) ณ โรงแรม Berkeley ประตูน้ำ กรุงเทพฯ มีผู้แทนอาวุโสระดับสูงจากประเทศสมาชิกซีมีโอ จำนวน 11 ประเทศ เข้าร่วมประชุมกว่า 140 คน

การประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEAMEO High Officials Meeting จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีกำหนดนโยบาย และแนวทางปฏิบัติเพื่อพัฒนาการศึกษา และกำหนดแนวทางในการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อพัฒนาการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงนโยบายของประเทศไทยที่มุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยเฉพาะการบรรจุหลักสูตรการสอนภาษา CODING ซึ่งถือเป็นภาษาที่ 3 นอกเหนือจากภาษาอังกฤษและภาษาไทย เพื่อเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ของนักเรียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทย 4.0 และการพัฒนาที่ยั่งยืน ท่ามกลางบริบทโลกที่มีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงความสำเร็จของไทยในการดำเนินแผนงานต่าง ๆ เพื่อก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา ทั้งในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาและการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาให้แก่เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้พลัดถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มบกพร่องทางร่างกาย และกลุ่มชายขอบ รวมถึงส่งเสริมโครงการเรียนฟรี 15 ปี สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนการดำเนินความร่วมมือกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้หนังสือผ่านสื่อพกพาสำหรับเด็กนอกระบบการศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการศึกษาทางเทคนิคและอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนานักเรียนให้มีทักษะศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เช่น การจัดตั้งศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวะในพื้นที่ EEC โดยบริหารจัดการงบประมาณอย่างคุ้มค่าและทั่วถึง และเน้นย้ำการสนับสนุนการดำเนินความร่วมมือภายใต้ประเด็นสำคัญด้านการศึกษาของซีมีโอ 7 ประเด็น ระหว่างสำนักงานเลขาธิการซีมีโอ ศูนย์/ เครือข่ายระดับภูมิภาคของซีมีโอ รวมทั้งศูนย์ระดับภูมิภาคของซีมีโอแห่งใหม่ในประเทศไทย รวมถึงขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิกในการแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์ องค์ความรู้ด้านต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป./ข้อมูล
ปารัชญ์ ไชยเวช /สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์, กิตติกร แซ่หมู่ /ถ่ายภาพ

ศธ.ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมว่าด้วยความร่วมมือภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง

(25 พ.ย. 62) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมว่าด้วยความร่วมมือภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง โดยนางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กับ นายหลูย์ เจี้ยน (Lyu Jian) เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเป็นผู้ลงนาม และมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตของประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม รวมทั้งผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนาม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (LMC: Lancang-Mekong Cooperation) เกิดจากยุทธศาสตร์การส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนุภูมิภาคแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย และจีน (ตอนใต้) โดยในปี 2561 สอศ. ได้เสนอคำขอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง โดยรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้อนุมัติการสนับสนุนงบประมาณโครงการดังกล่าว ได้แก่ 1) โครงการ High-Speed Train Course Development และ 2) โครงการ Meting of theThai-Lao-China Vocational Training Coopertion ซึ่ง ศธ.จะต้องจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับข้อผูกพันในการดำเนินโครงการ และลงนามบันทึกความเข้าใจกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาขนจีนประจำประเทศไทย ก่อนที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนจะโอนงบประมาณให้แก่ ศธ.

ดังนั้น ศธ. จึงได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในการจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 เห็นชอบให้จัดทำและลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมว่าด้วยความร่วมมือภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของโครงการ คือ ต้องการสร้างการเชื่อมต่อ (connectivity) ให้กับภูมิภาคในแถบแม่โขง-ล้านช้าง โดยรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนจะสนับสนุนงบประมาณให้ใช้สำหรับฝึกอบรมบุคลากรด้านอาชีวศึกษาของประเทศไทย และ สปป.ลาว จำนวนประมาณ 30,000 USD (1,000,000 บาท) ซึ่งหลังจากลงนามวันนี้แล้ว ก็จะเป็นการดำเนินงานในส่วนของรายละเอียดด้านธุรการ การประสานงาน เพื่อจัดฝึกอบรมบุคลากรด้านอาชีวศึกษา โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี

สำหรับการคัดเลือกบุคลากรด้านอาชีวศึกษาของประเทศไทย คาดว่าไม่จำเป็นต้องเป็นบุคลากรที่อยู่ในพื้นที่แถบแม่โขง-ล้านช้างเท่านั้น โดยสามารถนำวิทยาลัยอื่น ๆ นอกพื้นที่มาร่วมฝึกอบรมได้ เนื่องจาก สอศ.เปิดโอกาสให้สถาบันอาชีวศึกษาเข้าร่วมหลายแห่ง ส่วนบุคลากรของทาง สปป.ลาว อาจจะเข้าร่วมฝึกอบรมเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่แถบแม่โขง-ล้านช้าง เนื่องจาก สปป.ลาว ยังไม่มีสถาบันอาชีวศึกษามากนัก ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าจะสามารถพัฒนาบุคลากรด้านอาชีวศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับความต้องการของรัฐบาลไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป./ข้อมูล
ปารัชญ์ ไชยเวช/ สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า/ ถ่ายภาพ

ยูเนสโกเชื่อมือไทยนั่ง กก.บห.ของยูเนสโก กลุ่ม 4 ร่วมกับประเทศเอเชียแปซิฟิกอีก 5 ประเทศ

เมื่อวันพุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ในระหว่างการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 40 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่ประชุมได้มีมติลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ประเทศไทยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของยูเนสโก (UNESCO Executive Board) กลุ่ม 4 ด้วยคะแนนเสียง 156 ร่วมกับประเทศเอเชียแปซิฟิกอีก 5 ประเทศ โดยมีวาระดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 4 ปี

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก กล่าวว่า ถือเป็นเกียรติที่ประเทศไทยได้รับเลือกตั้ง เป็นกรรมการบริหารของยูเนสโก (UNESCO Executive Board) กลุ่ม 4 ในครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้ไทยมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ สารสนเทศและการสื่อสาร โดยคณะกรรมการบริหารของยูเนสโก ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงและเชี่ยวชาญในสาขางานต่าง ๆ ของยูเนสโก จากประเทศสมาชิก 58 ประเทศ นอกจากนี้จะมีการเลือกตั้งกรรมการจำนวนครึ่งหนึ่ง ในการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโกทุก ๆ 2 ปี มีวาระคราวละ 4 ปี ที่จะต้องปฏิบัติงานตั้งแต่การประชุมสมัยสามัญที่ได้รับการเลือกตั้ง เป็นต้นไป

โดยหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารของยูเนสโกนั้น จะต้องพิจารณาและติดตามการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการของยูเนสโก ให้สอดคล้องกับมติการประชุมสมัยสามัญ พร้อมทั้งพิจารณาเสนอระเบียบวาระการประชุมสมัยสามัญ โครงการ/กิจกรรม และการปฏิบัติงานขององค์การยูเนสโก พิจารณารายงานกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การ เพื่อติดตามและประเมินผล ตลอดจนกระตุ้นให้มีการจัดประชุมหน่วยงานที่มิใช่ของรัฐบาล ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ สารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและองค์ความรู้ ที่สอดคล้องกับมติของการประชุมสมัยสามัญ และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรายงานและกิจกรรมขององค์การ

อนึ่ง ประเทศไทยเคยได้รับเลือกตั้งให้เป็นกรรมการบริหารของยูเนสโกมาแล้วถึง 5 วาระ โดยมีผู้ที่เคยทำหน้าที่ผู้แทนไทยในคณะกรรมการบริหาร อาทิ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ ศาสตราจารย์ ดร. อดุล วิเชียรเจริญ และผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นเวลา 2 สมัย สำหรับการทำหน้าที่ในคณะกรรมการบริหารในครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อสนับสนุนการทำงานตลอดวาระที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่ง

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สร.: สรุป/เรียบเรียง/รายงาน
ขอบคุณภาพถ่ายและข้อมูล: สำนักความสัมพันธ์​ต่างประเทศ สป.

ไทยเสนอยูเนสโก สนับสนุนการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านการศึกษา

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 ณ องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ สาธารณรัฐฝรั่งเศส – รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์) กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการศึกษาของการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 40 เกี่ยวกับการดำเนินงานของยูเนสโก ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (SDG4) โดยเฉพาะการผลักดันการจัดการศึกษาให้คนทุกคนมีความเท่าเทียม และคุณภาพการศึกษา ตลอดจนการศึกษาตลอดชีวิต สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่ดำเนินความพยายามมาอย่างต่อเนื่อง

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้หยิบยกบทบาทของสถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก (UIS) ในการสนับสนุนรัฐสมาชิกเกี่ยวกับการจัดเก็บและการวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากข้อมูลที่แม่นยำจะเป็นมาตรวัดที่สำคัญ และช่วยสะท้อนถึงความสำเร็จของการดำเนินการตาม SDG4 รวมทั้งช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในด้านการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้การติดตามและประเมินผลการดำเนินการตาม SDG4 ในระดับชาติมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประเทศไทยได้สนับสนุนกรอบการดำเนินงานการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายหลังปี ค.ศ 2019 เนื่องด้วยเชื่อมั่นการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ

ทั้งนี้ ประเทศไทยเพิ่งก่อตั้งศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Regional Centre for Sufficiency Economy Philosophy for Sustainability) ซึ่งศูนย์ดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในด้านดังกล่าวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ไทยยังได้ผลักดันปฏิญญาระดับภูมิภาคว่าด้วยหุ้นส่วนทางการศึกษา “Regional Declaration on Advancing Partnership in Education for 2030 Agenda for Sustainable Development” ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากการประชุมสุดยอดอาเซียน เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยพร้อมที่จะร่วมมือกับยูเนสโก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกภูมิภาคเพื่อความสำเร็จของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำหรับการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 40 จัดขึ้นที่องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ ระหว่างวันที่ 12-27 พฤศจิกายน 2562 โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

ภาพ/ข่าว : สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ.

ไทยชูบทบาทเด่นเวทียูเนสโก กรุงปารีส ฝรั่งเศส ในการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 40

(14 พ.ย. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 40 (40th Session of the General Conference) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-27 พฤศจิกายน 2562 ณ องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

โอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมช่วง General Policy Debate ซึ่งมีผู้แทนระดับสูงจากรัฐสมาชิกต่าง ๆ ร่วมกล่าวถ้อยแถลงด้านนโยบายและการดำเนินการของประเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามกรอบยูเนสโก

รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงบทบาทที่โดดเด่นของประเทศไทยในกรอบงานของยูเนสโก เริ่มตั้งแต่การเป็นเจ้าภาพสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ การสนับสนุนงานทุกสาขาของยูเนสโก และปัจจุบันได้ร่วมผลักดันการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ

โดยเฉพาะการส่งเสริมความเท่าเทียมด้านการศึกษา การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพตามเป้าหมายที่ 4 ซึ่งรัฐบาลไทยได้มีนโยบายพัฒนาคนสู่ศตวรรษที่ 21 หรือยุคดิจิทัล ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยและการเตรียมความพร้อมแก่ผู้เรียนจนถึงระดับอุดมศึกษา โดยส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ ผ่านสื่อการเรียนการสอนดิจิทัล การพัฒนาคุณภาพของครูแบบองค์รวม ให้ครูได้รับการอบรมในการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ พร้อมทั้งผลักดันเชื่อมโยงการศึกษากับการทำงาน โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรกับสถาบันอาชีวศึกษา เพื่อให้เด็กได้เรียนทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติในสถานที่ทำงานจริง ส่งผลให้เด็กมีความรู้ความสามารถเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน

ในส่วนของปัญหาเด็กตกหล่น การออกจากโรงเรียนกลางคันยังคงเป็นปัญหาที่ท้าทายของภูมิภาคอาเซียน  และในโอกาสที่ไทยเป็นประธานอาเซียนปี 2019 และให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว จึงร่วมมือกับประเทศสมาชิกในอาเซียน ยูเนสโก และยูนิเซฟ จัดการประชุมระดับภูมิภาค เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม  นอกจากนี้ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ยังได้เห็นชอบปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย การพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำหรับสาขางานด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ไทยได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับองค์กรเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของโลก (Global Young Academy) เพื่อส่งเสริมให้มีนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ๆ และเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ไทยประสบความสำเร็จอย่างมากจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเชิงวิชาการว่าด้วยจริยธรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Conference on the Ethics of Science & Technology and Sustainable Development)ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยชีวจริยธรรม ครั้งที่ 26 (The 26th Session of the International Bioethics Committee of UNESCO – IBC) และการประชุมคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยจริยธรรมในความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 11 (The 11th Session of the World Commission on the Ethics of Scientific Knowledge and Technology – COMEST) เพื่อให้เกิดความตระหนักเรื่องผลกระทบของความเจริญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยสนับสนุนบทบาทยูเนสโกในการส่งเสริมงานสาขาวัฒนธรรม ในลักษณะข้ามสาขา โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันการเสนอมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ให้อยู่ในรายการของยูเนสโก เพื่อการปกป้องและอนุรักษ์ และเพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่มีความตระหนักในการปกป้องรักษาภูมิปัญญา ประเพณีทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ รวมถึงให้ความเคารพต่อวัฒนธรรม
ที่หลากหลายด้วย

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ / สรุป, ถ่ายภาพ

รมว.ศธ.เปิดประชุมกรรมการ SEAMEO STEM-ED และศูนย์ SEAMEO SEPS: แนะคิดนอกกรอบ-แบ่งปันองค์ความรู้กลุ่มอาเซียน

(27 กันยายน 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการบริหารของศูนย์ SEAMEO STEM-ED และศูนย์ SEAMEO SEPS ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ

ประเด็นสำคัญ
เมื่อปี 2560 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งศูนย์ระดับภูมิภาค 2 ศูนย์ คือ
– ศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาของซีมีโอ (SEAMEO Regional Centre for STEM Education : SEAMEO STEM-ED)
– ศูนย์ระดับภูมิภาค ว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนของซีมีโอ (SEAMEO Regional Centre for Sufficiency Economy Philosophy for Sustainability : SEAMEO SEPS)
– ทั้ง 2 ศูนย์ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สภาซีเมค) ครั้งที่ 49 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในพิธีเปิดว่า กลุ่มประเทศอาเซียนรับผิดชอบการจัดตั้ง ศูนย์ระดับภูมิภาค ตามบริบทที่แตกต่างกันไป ในส่วนของประเทศไทยรับผิดชอบจัดตั้งศูนย์ SEAMEO STEM-ED และศูนย์ SEAMEO SEPS ซึ่งหวังว่าการดำเนินงานของ 2 ศูนย์ภูมิภาคดังกล่าวจะช่วยพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย และสามารถแบ่งปันองค์ความรู้กับประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ โดยได้เสนอแนะให้ทำงานด้วยแนวคิดนอกกรอบ ใช้การวางแผนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ในส่วนของศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาของซีมีโอ หากเรามุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ แต่ไม่คำนึงถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลงของโลก จะส่งผลให้งานวิจัยต่าง ๆ ที่ทำออกมาล้าสมัยได้

สำหรับงานของศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อความยั่งยืนของซีมีโอ จะถูกนำมารวมในแผนงานของ ศธ. ที่มีอยู่ โดยเชื่อว่าในหลายประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจน สามารถเรียนรู้และนำมาเป็นต้นแบบเพื่อพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยได้ ขณะเดียวกันก็สามารถแบ่งปันความรู้เหล่านี้ให้กับประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนได้ด้วย

ปารัชญ์ ไชยเวช, อิชยา กัปปา / สรุป
อิชยา กัปปา / ถ่ายภาพ

รมว.ศธ.ปาฐกถาพิเศษเวทีประชุมวิชาการนานาชาติ OECD ที่สหราชอาณาจักร

(25 กันยายน 2562) ณ Nesta HG กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร / นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ โออีซีดี (OECD) เรื่อง “Creativity and Critical Thinking Skills in School: Moving the Agenda Forward”

ประเด็นสำคัญ
– รมว.ศธ.กล่าวในเวทีนานาชาติ ไทยให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพครู
– ชูประเด็นการเข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง โดยจัดให้มีอินเทอร์เน็ตครบทุกโรงเรียน
– ย้ำคำมั่นที่จะใช้จ่ายงบประมาณอย่างประหยัดและคุ้มค่า

ในการนี้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้รับเชิญให้เป็นองค์ปาฐกถาในหัวข้อ “การปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อนวัตกรรม” ร่วมกับ รมว.ศึกษาธิการสหราชอาณาจักร และ รมว.ศึกษาธิการออสเตรเลีย

นายณัฐพล ได้กล่าวถึงการให้ความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพครูของประเทศไทย โดยตั้งมาตรฐานครู และการเข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึงซึ่งได้มีการจัดให้มีอินเทอร์เน็ตในทุกโรงเรียน พร้อมกับได้ให้คำมั่นที่จะใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการพัฒนาการศึกษาอย่างประหยัดและคุ้มค่า ซึ่งได้รับความสนใจและเสียงตอบรับอย่างดีจากที่ประชุมผ่านการปรบมือที่ยาวนานกว่าปกติ และมีผู้ร่วมประชุมสนใจถามคำถามเป็นจำนวนมาก

จากนั้น ในช่วงบ่าย รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้อำนวยการ สสวท. มีกำหนดการพบ ดร.แอนเดรียส์ ชไลเชอร์ (Andreas Schleicher) ผู้อำนวยการด้านทักษะและการศึกษาของ OECD เพื่อหารือการทำหน้าที่สมาชิกภาคี ในการดำเนินงานของการจัดสอบโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ของประเทศไทย ในรอบการประเมิน PISA 2021 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะได้รายงานให้ทราบต่อไป

ภาพ/ข่าว : สสวท.

คุณหญิงโค้ดดิ้ง ปาฐกถาในการประชุม The 6th Asian Summit on Education & Skills ที่อินเดีย

(23 กันยายน 2562) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ปาฐกถาเรื่อง “Coding Thailand & Upskill Reskill และอาชีวะเกษตรประเทศไทย” ในการประชุม The 6th Asian Summit on Education & Skills ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 กันยายน 2562 ณ เมือง Bengaluru สาธารณรัฐอินเดีย โดยมี น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม

ภาพ / คณะทำงาน รมช.ศธ.

รมว.ศธ.เปิดการประชุมระดับอาเซียนว่าด้วยเด็กและเยาวชนที่ตกหล่น

ประเด็นสำคัญ
– เป็นการประชุมที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์เด็กที่ตกหล่นระบบการศึกษาในอาเซียน
– ผลประชุมจะนำเสนอที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 เดือน พ.ย.62
– รมว.ศธ.ย้ำหากปล่อยให้เด็กตกหล่นมีจำนวนสูงขึ้น จะเป็นภาระของภาคสังคม
ตั้งเป้าหมายลดจำนวนเด็กตกหล่นจากหลักแสนเหลือหลักหมื่นคน ภายใน 2 ปีนี้

(16 กันยายน 2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมระดับอาเซียนว่าด้วยเด็กและเยาวชนที่ตกหล่น (ASEAN Conference on Out-of-School Children and Youth : OOSCY Conference) ณ ห้อง Ballroom โรงแรม Royal Orchid Sheraton กรุงเทพฯ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในที่ประชุม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือกับหุ้นส่วนเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางการศึกษา สร้างโอกาสในการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน เพื่อประกาศเจตนารมณ์ของผู้นำในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนในภูมิภาค

โอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Leaving no one behind : Through Advancing Partnership” อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทุกภาคส่วนในการร่วมมือกันสร้างโอกาสในการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพเพื่อให้มั่นใจได้ว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถพัฒนาคนที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง สามารถนำพาประเทศก้าวผ่านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐสังคม (Socioeconomic) และนำมาซึ่งโอกาสในการพัฒนาที่เสมอภาคระหว่างกัน เป็นเป้าหมายของวิสัยทัศน์อาเซียนในการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“หากปล่อยให้จำนวนเด็กและเยาวชนที่ตกหล่นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตจะเกิดปัญหา เนื่องจากเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษา สุดท้ายจะกลายเป็นภาระของภาคสังคมและรัฐบาล โดยเฉพาะเด็กที่พิการและเด็กที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษา จะต้องเร่งหาคนกลุ่มนี้ให้เจอ และพยายามแก้ไขปัญหานี้ให้ดีที่สุด เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกันตามนโยบายของรัฐบาล โดยจะกระจายงานตามความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ตลอดจนผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีการตั้งเป้าหมายลดจำนวนเด็กและเยาวชนที่ตกหล่นจากหลักแสน เหลือจำนวนหลักหมื่น ให้ได้ภายในเวลา 2 ปี” รมว.ศึกษาธิการกล่าว

น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการจัดประชุมในครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่ 16 – 17 กันยายน 2562 โดยมีผู้บริหาร เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการศึกษาของอาเซียน ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชนที่ตกหล่น ตลอดจนนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานเข้าร่วมการประชุม เพื่อรับทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ของเด็กและเยาวชนที่ตกหล่นในประเทศสมาชิกอาเซียน และผลกระทบต่อการเติบโตและการพัฒนาของประเทศสมาชิก แลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมทางนโยบายที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการลดจำนวนเด็กและเยาวชนที่ตกหล่น สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา และเสนอแนะประเด็นสำคัญที่เห็นควรเร่งดำเนินการ เพื่อลดจำนวนเด็กและเยาวชนที่ตกหล่นของอาเซียน รวมถึงหารือร่วมกันเพื่อพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาและสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนของอาเซียนได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพตามความพร้อมของแต่ละบุคคล

การประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ผู้แทนยูนิเซฟประจำประเทศไทย ผู้อำนวยการองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้อำนวยการสำนักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำนักเลขาธิการอาเซียน ร่วมกล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสอย่างเสมอภาคให้กับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสในการพัฒนาและการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ผลจากการประชุมจะนำเสนอที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการศึกษาของอาเซียน และรัฐมนตรีศึกษาอาเซียน รวมถึงบรรจุใน ASEAN Regional Action Plan to Implement the ASEAN Declaration to Strengthening Education for the Out-of-School Children and Youth เพื่อนำเสนอที่ประชุมสุดยอดอาเซียนให้การรับทราบ (notation) ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2562 ต่อไป

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์, กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

ยูเนสโก ประกาศให้เทศบาลนครเชียงราย เป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้แห่งแรกของไทย

นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2562 ประเทศไทยได้เสนอชื่อเทศบาลนครเชียงรายเพื่อเข้ารับการพิจารณาเข้าร่วมเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Global Network of Learning Cities: UNESCO GNLC) เนื่องจากเทศบาลนครเชียงราย ฯ ได้ดำเนินการตามกลยุทธ์ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning: LLL) ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และเป็นเมืองที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกครั้งนี้ มีประชากรอย่างน้อย 10,000 คนขึ้นไป รวมทั้งยังมีบทบาทในการทำหน้าที่ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีความพร้อมในการขับเคลื่อนหน่วยงานในลักษณะเทศบาลแห่งการเรียนรู้ (Learning Municipality) สร้างความสมานฉันท์ในสังคม มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ และความยั่งยืน ตลอดจนตระหนักถึงคุณค่าการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning: UIL) ได้ประกาศให้เทศบาลนครเชียงราย ได้เข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ พร้อมทั้งได้มอบประกาศนียบัตรรับรองการเป็นสมาชิกเครือข่ายอย่างเป็นทางการ
“เทศบาลนครเชียงราย” เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโกแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นประเทศที่ 4 ในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน หลังจากการเป็นสมาชิกของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จากข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2562 ยูเนสโกมีจำนวนสมาชิกรวมทั้งสิ้น 224 เมือง จาก 52 ประเทศ (ยังไม่รวมประเทศไทย)

การที่องค์การยูเนสโกได้ประกาศรับเทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย เข้าเป็นสมาชิกเครือข่าย UNESCO GNLC จะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นสมาชิกอย่างเต็มที่ โดยจะได้รับการสนับสนุนในการดำเนินงานเพื่อสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ เสริมสร้างหุ้นส่วนและเครือข่ายความร่วมมือ และได้รับการยอมรับจากสมาชิกเครือข่ายฯ ในการดำเนินงานของเมืองต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการเสนอผลการดำเนินงานที่มีความโดดเด่นด้านการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสมัครเข้ารับรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (UNESCO Learning City Award) ซึ่งจัดให้มีขึ้นในทุก ๆ 2 ปีด้วย

ที่ผ่านมาองค์การยูเนสโก โดยสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning: UIL) ได้เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกองค์การยูเนสโกที่สนใจสามารถยื่นใบสมัครไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติของประเทศตนเอง (Thai National Commission for UNESCO) ในระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายนของทุกปี เพื่อพิจารณาลงนามรับรองในใบสมัครดังกล่าวก่อนเสนอให้สถาบัน UIL ดำเนินการตามลำดับ โดยในแต่ละปีประเทศสมาชิกจะเสนอชื่อเมืองได้มากที่สุด จำนวนไม่เกิน 3 แห่ง

สำหรับในปี 2562 ประเทศไทย โดยสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโกฯ ได้เสนอเมืองที่ประสงค์สมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่าย UNESCO GNLC จำนวน 1 แห่ง คือ เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย ไปยังสถาบัน UIL เพื่อเข้ารับการพิจารณาตามกระบวนการและดำเนินการตามลำดับ

ตัวเมืองเชียงราย
(ภาพจากเชียงรายโฟกัส)