ศธ.-สธ.จับมือพัฒนาหลักสูตร กศน.กัญชาและกัญชงศึกษา ดีเดย์ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563

(28 มกราคม 63) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ. เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือ : การนำความรู้เกี่ยวกับกัญชาและกัญชงทางการแพทย์ไปพัฒนาหลักสูตร “กัญชาและกัญชงศึกษา เพื่อใช้เป็นยาอย่างชาญฉลาด”สำหรับจัดการเรียนการสอนของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เพื่อสร้างองค์ความรู้ ทักษะในการใช้ทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมาย โดยมี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. และนางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัด ศธ. ร่วมลงนาม ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

รมช.ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบันคนในสังคมโลกมีความนิยมใช้กัญชาเป็นจำนวนมาก และประเทศไทยได้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์ ดังนั้นมีความจำเป็นที่คนไทยควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษ ผลข้างเคียงและประโยชน์ รวมทั้งวิธีใช้กัญชาอย่างถูกต้องและเหมาะสมจึงสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงได้ร่วมมือดำเนินการนำความรู้เกี่ยวกับกัญชาและกัญชงไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงาน กศน.ได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรรายวิชา ทช 33098 “กัญชาและกัญชงศึกษา เพื่อใช้เป็นยาอย่างชาญฉลาด” สำหรับการจัดการเรียนการสอนของ กศน. ซึ่งพร้อมใช้จัดการเรียนการสอนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ซึ่งหลักสูตรนี้เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่อนุญาตให้ใช้กัญชาและกัญชงในการวิจัยและทางการแพทย์ได้ โดยผู้เรียนที่ศึกษาหลักสูตรนี้ จะมีความเข้าใจว่าเหตุใดต้องเรียนรู้กัญชาและกัญชง ซึ่งเป็นพืชที่มีทั้งโทษ ผลข้างเคียง และมีประโยชน์ รวมถึงทักษะที่ถูกต้องในการใช้กัญชาและกัญชงเป็นยารักษาโรค การสร้างภูมิคุ้มกัน

กระทรวงสาธารณสุข จะพัฒนานวัตกรรมเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยการปลูก ผลิต และสกัดนำมาเป็นยารักษาผู้ป่วยถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมที่จะบูรณาการความรู้ ประสบการณ์ถ่ายทอดให้กับภาคีเครือข่าย เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่จะนำไปพัฒนาด้านวิชาการ งานวิจัย และหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข จะสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรในการจัดการเรียนการสอนของ (กศน.) เพื่อสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้กัญชาและกัญชงในการรักษาทางการแพทย์ ให้กับนักศึกษา ประชาชน รวมทั้งข้อมูลทางการแพทย์เรื่องกัญชาและกัญชง สนับสนุนวิทยากรให้ความรู้ ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพวิชาการ งานวิจัย และพัฒนาหลักสูตรเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา รวมทั้งร่วมจัดกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

อิชยา กัปปา/สรุป
ประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กศน./ภาพ

ครูโอ๊ะลงพื้นที่นครนายก ยืนยัน 1 ต.ค.นี้ บรรจุครู กศน.891อัตราทั่วประเทศ พร้อมผลักดันงบฯ พัฒนาค่ายลูกเสือสาริกา

(27 ม.ค. 63) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบนโยบายการจัดการศึกษาแก่ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) พร้อมด้วยนายณัฐพงษ์ นวลมาก รองเลขาธิการ กศน., นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการ กช. โดยมีนายณัฐพงษ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นายบัญชา เชาวรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นายพงษ์พิศาล ชินสำราญ ศึกษาธิการภาค 9 และผู้บริหารสถานศึกษาจำนวนมากในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ ณ สำนักงาน กศน.จังหวัดนครนายก

ผวจ.รายงานคืบหน้าภาพรวมการจัดการศึกษา จ.นครนายก

นายณัฐพงษ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก กล่าวว่า จังหวัดนครนายก เป็นเมืองด้านเกษตรปลอดภัยและการให้บริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน มีปัจจัยความสำเร็จ คือ ทรัพยากรมนุษย์ โดยจังหวัดนครนายกมีเด็กนักเรียนกลุ่มเสี่ยง คือ พ่อแม่เสียชีวิต พ่อแม่แยกกันอยู่ ฐานะยากจนประมาณ 8,800 คน เด็กที่ไม่ได้รับการศึกษานอกระบบประมาณ 1,500 คน และมีคุณแม่วัยใสอายุ 13 ขวบ มีเด็กเดินยาอายุ 9 ขวบ จังหวัดนครนายกจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะเชื่อมโยงไปยังปัญหาด้านความมั่นคงเป็นสำคัญ

ด้วยปัญหาเด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีจำนวนมาก จังหวัดนครนายกจึงได้สมัครเข้าร่วมในโครงการของกองทุนเสริมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ในปี 2562 ได้รับงบประมาณ 5.5 ล้านบาท เพื่อดูแลเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งสำรวจแล้วมีจำนวน 2,976 คน เด็กนอกระบบที่ต้องออกจากโรงเรียนซึ่งประสงค์ที่จะเรียนต่อหรืออยากจะฝึกอาชีพ ทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร จำนวน 11,030 คน

ส่วนการดำเนินการด้านการศึกษา คณะกรรมการการศึกษาจังหวัดนครนายกได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนายุทธศาสตร์การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา การพัฒนาคุณภาพครู การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมและการมีงานทำ โดยได้มีการจัดตั้งประชาคมการศึกษา เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์การศึกษาและมีเป้าหมายที่จะให้โรงเรียนสร้างพลเมืองดีให้กับสังคม

ในส่วนของการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการนั้น จังหวัดนครนายกได้ดำเนินการภายใต้แนวคิด WIN-WIN ทุกคนชนะโดยยึดประโยชน์ของเด็กนักเรียนเป็นสำคัญ ซึ่งมีบางเรื่องที่ต้องขอรับการสนับสนุนชิงนโยบาย เช่น กรณีกำหนดว่าหากมีผู้ใดคัดค้านเพียงคนเดียวก็ให้ยุติเรื่องการควบรวม กรณีเงินที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กที่มีการควบรวม อาจให้จ่ายเป็นเงินสดให้กับเด็กนักเรียนแทนการจ่ายเป็นค่าจ้างเหมารถยนต์รับส่ง ซึ่งต้องเปลี่ยนจากหมวดค่าใช้สอยเป็นหมวดเงินอุดหนุน เป็นต้น

ทั้งนี้ การดำเนินการได้ใช้กลไกการแต่งตั้งคณะทำงานระดับอำเภอในการควบรวมตามคำสั่งของ ศธ. ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) พิจารณาเห็นว่า คณะทำงานชุดนี้สามารถขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาได้ดี เพราะมีนายอำเภอ ซึ่งเป็นเสมือนนายกรัฐมนตรีของอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และผู้นำสถานศึกษา กลไกดังกล่าวนี้อาจจะเรียกชื่อว่าเป็น กศอ. ซึ่งสามารถช่วยหน่วยงานด้านการศึกษาพัฒนางานด้านการศึกษาในระดับพื้นที่อำเภอได้เป็นอย่างดี

วอน ศธ. เร่งพัฒนาค่ายลูกเสือสาริกา

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก กล่าวต่อไปว่า จังหวัดนครนายกต้องการความช่วยเหลือในการพัฒนาค่ายลูกเสือสาริกาให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานเหมือนเดิม ซึ่งปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรม ควรที่จะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการใหม่ โดยให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการแทน ส่วนทางราชการปรับเปลี่ยนเป็นผู้กำหนดกติกาและมาตรฐาน เนื่องจากเอกชนมีความคล่องตัวสูง

นอกจากนี้ ยังมีค่ายลูกเสือเอกชนในพื้นที่อีกหลายแห่ง ที่พร้อมจะร่วมมือเป็นพันธมิตรกัน แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการจัดตั้งค่ายลูกเสือเอกชนได้ เช่น การกำหนดขนาดพื้นที่ตั้งค่ายลูกเสือ เป็นต้น ทั้งนี้หากมีการทำ MOU ระหว่างคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ กับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เกิดการสนับสนุนกิจกรรมลูกเสือเนตรนารีและยุวกาชาดอย่างเป็นระบบ จะส่งผลให้การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม จิตอาสา การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น สัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณในการอบรมลูกเสือรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายรายหัว

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาบุคคลของ กศจ. ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายว่า ในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารของสถานศึกษาที่ย้ายมาในพื้นที่ถูกต่อต้านจากนักเรียน ผู้ปกครอง สมาคมศิษย์เก่า เนื่องจากในการกำหนดหลักเกณฑ์การขอย้าย ไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม จึงมีข้อเสนอว่ากรณีผู้ที่อยู่ระหว่างสอบสวนทางวินัย ห้ามเขียนขอย้ายไปยังโรงเรียนอื่น หรือควรให้ไปช่วยราชการที่เขตพื้นที่การศึกษา จนกว่าจะได้ข้อยุติว่าผิดหรือไม่ผิด เพื่อให้สังคมสบายใจ เนื่องจากได้ผ่านการสืบหาข้อเท็จจริงที่มีมูลความผิดมาระดับหนึ่งแล้ว

ครูโอ๊ะเดินหน้าสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมบรรจุครู กศน. 891 อัตรา ต.ค.นี้

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวขอบคุณการเตรียมงานและการต้อนรับอย่างอบอุ่นของชาว กศน.นครนายก และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนชาว สช. ถือเป็นการบูรณาการร่วมกันในทุกมิติ รวมทั้งชื่นชมในการเตรียมความพร้อมตามนโยบาย กศน.WOW จนมีความก้าวหน้าทั้ง 6G ซึ่งปัจจุบัน กศน.ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาออนไลน์อย่างมาก

อีกภารกิจที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้คือ การปรับปรุงระบบ Platform ในการสนับสนุนข้อมูลและการเรียนในระบบออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง คำนึงถึงการเสริมสร้างสมรรถนะและจัดการอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้คนมาเรียน กศน.มากขึ้น รวมทั้งอาจจะมีการลดเวลาการเข้าร่วมกลุ่ม เนื่องจากการจัดการเรียนของ กศน.มีเป้าหมายให้ผู้เรียนทำงานพร้อมกับการเรียนไปด้วย โดยไม่เสียเวลาในการประกอบอาชีพ

ทั้งนี้ ในส่วนของการดูแลขวัญกำลังใจครู กศน. มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการบรรจุครู กศน. ที่ทุกคนติดตามมาตลอด ขณะนี้ ศธ.เร่งดำเนินการให้ครู กศน.ในพื้นที่ภาคใต้ชายแเดนก่อน เนื่องจากเป็นกรณีที่ติดค้างมาจากสมัยที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของครู กศน.ทั่วประเทศ ศธ.ดำเนินการตั้งงบประมาณปี พ.ศ. 2563 เพื่อใช้ในการจัดสอบเรียบร้อยแล้ว ด้านปัญหาเรื่องใบประกอบวิชาชีพครู ได้มีการหารือกับคุรุสภาและสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งพร้อมที่จะช่วยครู กศน. โดยยกเว้นเรื่องใบประกอบวิชาชีพ 2 ปี โดยขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยในแต่ละภาค เพื่อกำหนดอัตราค่าเล่าเรียนเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงการจัดเวลาเรียนไม่ให้กระทบต่อการสอน จึงขอให้ครู กศน.สบายใจได้ว่า วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ครู กศน. 891 คนต้องได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการอย่างแน่นอน

ด้านการดูแลขวัญกำลังใจของการศึกษาเอกชน ได้ทลายทุกข้อจำกัดของการทำงาน โดยจัดของขวัญปีใหม่เป็นค่ารักษาพยาบาล 150,000 บาทต่อคนต่อปีเรียบร้อยแล้ว ส่วนข้อเสนอเรื่องการเบิกจ่ายตรงและการให้สิทธิ์รักษาพยาบาลครอบคลุมถึงคนในครอบครัวนั้น ขอรับไปศึกษาเพิ่มเติมว่ามีข้อจำกัดด้านใดบ้าง ขณะเดียวกันเรื่องหนี้สินครู สช. อยู่ระหว่างการหาวิธีเพิ่มเพดานในการกู้เพิ่ม ซึ่งต้องศึกษาให้รอบคอบ อาจจะมีการลดเวลาอายุงานครูลงให้กู้เงินได้เร็วขึ้น เพื่อลดปัญหาการกู้เงินนอกระบบ

ส่วนเรื่องการอบรมพัฒนาศักยภาพครู ศธ.ได้บรรจุลงในแผนปฏิบัติราชการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และ 2564 อยู่แล้ว โดยระยะต่อไปจะมีประกาศออกมาว่าจัดอบรมวิชาใดบ้าง หากต้องการให้เพิ่มหลักสูตรด้านใด สามารถสะท้อนไปยัง สช. ได้โดยตรง ย้ำว่า ศธ.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรครูเอกชนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากทุกคนเป็นผู้มีจิตวิญญาณเป็นครูและเป็นผู้คุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ

สำหรับกรณีข้อปัญหาเรื่องการพัฒนาค่ายลูกเสือสาริกานั้น รมช.ศธ.มอบหมายให้ ศึกษาธิการภาค 9 รวบรวมประเด็นปัญหาดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรส่งตามระบบเพื่อนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเตรียมการพิจารณาสำหรับงบประมาณปี พ.ศ. 2564 ต่อไป

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ถ่ายภาพ

ศธ.ประชุมปฏิบัติการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริต เพื่อยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

(27 มกราคม 2563) นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ (ศปท.ศธ.) เป็นประธานการประชุมปฏิบัติการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริต เพื่อยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้แทนผู้บริหาร บุคลากรองค์กรหลัก สำนักส่วนกลาง สป. สำนักงานศึกษาธิการภาค/จังหวัด และองค์กรในกำกับ เข้าร่วมกว่า 200 คน ณ โรงแรมตรัง กรุงเทพมหานคร

หน.ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต มอบนโยบาย

นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่ให้เกียรติส่งวิทยากรมาบรรยายในการประชุมครั้งนี้ เพราะ ศธ.ให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกันการทุจริตเป็นอย่างมาก โดย รมว.ศธ.ได้แต่งตั้งคณะทำงานกำกับดูแลเรื่องนี้ถึง 2 คณะ คือ คณะอำนวยการและคณะกรรมการดำเนินงานขับเคลื่อน

การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ถือเป็นวาระสำคัญที่ ศธ.ได้กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผนทุกระดับ ด้วยเหตุที่ ศธ.เป็นหน่วยงานต้นน้ำในการปลุกจิตสำนึกความซื่อสัตย์สุจริต และละอายต่อการกระทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ กระบวนการและกลไกทางการศึกษาในทุกระดับ มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตในภาพรวมของประเทศ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ศธ. คือ “ผู้เรียนได้รับการพัฒนาในทุกมิติให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

หวังว่าทุกท่านที่เข้ามาร่วมประชุมในครั้งนี้ จะเก็บเกี่ยวความรู้ต่าง ๆ นำไปถ่ายทอดต่อให้แก่บุคลากรในหน่วยงานของตนเอง และจัดเก็บเป็นองค์ความรู้ (Knowledge Management : KM) ในระบบราชการต่อไป

วัตถุประสงค์การจัดประชุม

  1. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจทิศทางการขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตเพื่อยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ
  2. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการประเมินและจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ
  3. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการขับเคลื่อนไปสู่องค์กรคุณธรรม
  4. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการขับเคลื่อนมาตรฐานทางจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562
  5. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และปีงบประมาณ พ.ศ. 2564
  6. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมคุณธรรม กระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

วิทยากรการประชุม

  1. นายอุทิศ บัวศรี รองเลขาธิการ ป.ป.ช. บรรยายในหัวข้อ นโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริต
  2. นางสมพร สมผดุง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ป.ป.ช. บรรยายในหัวข้อ การขับเคลื่อนแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ / การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA)
  3. นางฉวีววรณ นิลวงศ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน กลุ่มงานเชี่ยวชาญเฉพาะ ป.ป.ท. และคณะ บรรยายในหัวข้อ การพัฒนามาตรการภายในของหน่วยงานเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตในภาครัฐ
  4. นายรุจิภาส จรรยาศรี และนางธิรานันท์ โกศลยุทธสาร สำนักงาน ก.พ. บรรยายในหัวข้อการขับเคลื่อนมาตรฐานทางจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตาม พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ

สพฐ.แจ้งเขตพื้นที่ฯ เฝ้าระวังการแพร่ระบาดและป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในโรงเรียน

(26 ม.ค.63) นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงนามในหนังสือ ด่วนที่สุด ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ การเฝ้าระวังการแพร่ระบาดและป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในโรงเรียน ดังนี้

  1. ดื่มน้ำอุ่น เมื่อรู้สึกกระหายน้ำ (เด็ก 30 – 50 ซีซี, ผู้ใหญ่ 50 – 80 ซีซี)
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอจาม
  3. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด
  4. สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน
  5. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว
  6. หลีกเลี่ยงการเข้าไปตลาดค้าสัตว์ และไม่สัมผัสหรืออยู่ใกล้กับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย
  7. หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ
  8. ห้ามรับประทานของดิบ รับประทานอาหารที่สะอาดปลอดภัย มีสารอาหารครบถ้วน
  9. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  10. หากพบนักเรียนมีอาการไข้ขึ้นอย่างรวดเร็ว ลดยาก ปวดศีรษะและลำตัว มีอาการไอต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน มีน้ำมูก ให้รีบพาไปพบแพทย์ หรือโทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

ทั้งนี้ หากพบผู้มีภาวะเสี่ยงต่อโรค ให้ประสานและส่งต่อหน่วยงานด้านสาธารณสุขทันที และหากมีความจำเป็นต้องปิดโรงเรียน ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียน

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุปเผยแพร่
ขอบคุณข้อมูล : สพฐ.

ก.ค.ศ.ยืนยันจัดสรรอัตราว่างบรรจุครูผู้ช่วย สพฐ. รวม 3,599 อัตรา

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 สำนักงาน ก.ค.ศ. มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แล้ว มีมติอนุมัติให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และได้รับการจัดสรรคืนจาก ก.ค.ศ.ไปกำหนดเป็นตำแหน่ง “ครูผู้ช่วย” ในสถานศึกษาที่มีอัตรากำลังสายงานการสอนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด รวม 3,599 อัตรา โดยมีเงื่อนไขในการใช้ตำแหน่งเพื่อการบรรจุและแต่งตั้งคือ ให้ได้รับเงินเดือนอันดับครูผู้ช่วย ตามคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.กำหนด เมื่อนำไปใช้บรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วยแล้ว อัตราเงินเดือนที่เหลืออยู่ไม่สามารถนำมาใช้เป็นอัตราเงินเดือนสำหรับตำแหน่งว่างไม่มีเงิน หรือนำไปกำหนดเป็นตำแหน่งเพิ่มใหม่ได้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2563 สพฐ.ได้มีหนังสือแจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศแล้ว ให้ สพท.ต้นทางและปลายทาง ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องตรงกันอีกครั้งหนึ่ง ก่อนออกคำสั่งตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน พร้อมคำสั่งให้ สพฐ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ภายใน 30 วัน

รายละเอียดเพิ่มเติม
รายละเอียดทั้ง 3,599 อัตรา สพร.สพฐ.

เสมา 3 เยือนเมืองแปะ ติดตามการขับเคลื่อน กศน.WOW

(25 มกราคม 63)​ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ติดตามผลการขับเคลื่อนการดำเนินงาน กศน.WOW เยี่ยมชมนิทรรศการ และรับฟังปัญหาอุปสรรคการจัดการศึกษาของ กศน.จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีผู้บริหาร กศน.ข้าราชการในพื้นที่ ครู ในพื้นที่ เข้าร่วมกว่า 500 คน ณ โรงแรม สกายวิว รีสอร์ท จังหวัดบุรีรัมย์

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวชื่นชมสำนักงาน กศน.จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้ดำเนินการตามนโยบาย กศน.WOW มีความก้าวหน้าทั้ง 6G จนประสบความสำเร็จในหลายด้าน และยังได้จัดโครงการภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้านอาชีพ การพัฒนาศักยภาพครู กศน.ต้นแบบภาษาอังกฤษ ในรูปแบบค่ายภาษาอังกฤษเข้มข้น (Bootcamp) การสัมมนาถอดบทเรียนเพื่อหาแนวทางการพัฒนาโครงการ Smart ONIE จัดหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ จัดการเรียนการสอนแบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ด้วยระบบการศึกษาทางไกลให้กับครู กศน.ตำบล โครงการจัดตั้งศูนย์การค้าออนไลน์ : OOCC ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน.เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะด้านการค้าออนไลน์ และยกระดับสู่การเป็นผู้ประกอบการ e-Commerce ในชุมชน ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายของรัฐบาล’

“จะเห็นได้ว่าคน กศน.ร่วมกันผลักดันส่งเสริมการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องการให้ครู กศน.มีสวัสดิการและความก้าวหน้ามั่นคงในอาชีพครู โดยได้ผลักดันให้มีการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด กศน.เป็นครั้งแรก ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นี้ โดยปรับหลักเกณฑ์และคุณสมบัติให้สอดคล้องกับผู้ปฏิบัติงาน กศน.มากขึ้น ส่วนปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ต่าง ๆ กำลังเร่งดำเนินการปรับแก้ กฎ ระเบียบ กฎหมาย ที่เป็นข้อจำกัด เพื่อแก้ปัญหาการซื้อครุภัณฑ์ ให้เอื้ออำนวยการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สามารถดำเนินการต่อไป ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

รมว.ศธ.เปิดการประชุมส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและพัฒนาด้านกีฬาในพื้นที่ชายแดนใต้

(25 มกราคม 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและพัฒนาด้านกีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีนายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายธีร์ ภวังคนันท์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม พร้อมด้วยผู้อำนวยการโรงเรียนในโครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ ผู้อำนวยการหลักสูตร บุคลากรด้านกีฬา นักวิทยาศาสตร์การกีฬานักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ รวมถึงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 320 คน เข้าร่วมการประชุม ณ โรงแรมญันนะตีย์โฮเต็ล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

รมวศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและพัฒนาด้านกีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้ขับเคลื่อนโครงการ “สานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้” ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ให้กระทรวงศึกษาธิการนำกีฬาสู่ระบบการศึกษา โดยการนำกีฬามาบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ โดยส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและพัฒนาทางด้านกีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การศึกษาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ในยุทธศาสตร์ที่ 1 การฝึกเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง และยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางการศึกษา

“จากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ให้ความสำคัญกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ โดยนำนโยบายมาสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าการกีฬาสามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีศักยภาพไปสู่นักกีฬาอาชีพ มุ่งสู่การแข่งขันระดับอาเซียนถึงระดับนานาชาติ และมีคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศชาติต่อไปได้” รมว.ศธ. กล่าว

นายอำนาจ วิชยานุวัติ กล่าวถึงโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและพัฒนาด้านกีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนในสังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาความสามารถทางด้านกีฬาสู่ความเป็นเลิศอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ รวมถึงนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬามาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนากีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีศักยภาพไปสู่กีฬาอาชีพ มีการต่อยอด สร้างโอกาสการเป็นนักกีฬาอาชีพมุ่งสู่การแข่งขันระดับอาเซียน และยังเป็นกลไกให้บุคลากรทางการกีฬาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ภาพ/ข่าว : ประชาสัมพันธ์ สพฐ.
https://www.facebook.com/obec.pr/posts/994874494216366

Kick off อบรมลูกเสือมัคคุเทศก์ ของจังหวัดบุรีรัมย์

(25 มกราคม 63)​ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์​ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดอบรมระหว่างวันที่ 25 -​ 28 มกราคม 2563 ณ ค่ายลูกเสือชั่วคราว สำนักงาน กศน.จังหวัดบุรีรัมย์

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายในการพัฒนาลูกเสือให้มีสมรรถนะด้านมัคคุเทศก์ น้อมนำหลักสูตรจิตอาสาพระราชทาน สร้างระเบียบวินัยและปลูกจิตอาสา เพื่อสืบสานพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

จึงได้ร่วมกับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการลูกเสือมัคคุเทศก์ (Guide Scout) รวมทั้งหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดหลักสูตร คู่มือ สื่อฝึกอบรม และอบรมแกนนำลูกเสือมัคคุเทศก์ สำหรับจัดอบรมให้กับลูกเสือที่เข้าร่วมโครงการลูกเสือมัคคุเทศก์ ใน 8 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี พัทลุง เชียงใหม่ เลย สุโขทัย นครราชสีมาพระนครศรีอยุธยา และบุรีรัมย์

โดยลูกเสือและเนตรนารีที่เข้าร่วมกิจกรรมของบุรีรัมย์ทั้ง 72 คน จะได้รับความรู้ด้านวิชาการ เรียนรู้ ทั้งหลักการมัคคุเทศก์ การสื่อสาร ความรู้พื้นฐานของพื้นที่และพื้นที่ข้างเคียง จิตวิทยาการให้บริการ การเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และจิตอาสาของลูกเสือมัคคุเทศก์ ตลอดจนกระบวนการค้นหาเรื่องราวและเรื่องเล่าของท้องถิ่น การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการใช้เทคโนโลยีเพื่อการมัคคุเทศก์ การฝึกปฏิบัติในสถานที่ท่องเที่ยว

ภายหลังการฝึกอบรม จะจัดให้มีพิธีมอบเครื่องหมายลูกเสือมัคคุเทศก์ (Badge) และมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ผ่านหลักสูตร เพื่อนำไปใช้รับรองและเทียบประสบการณ์ ที่จะเป็นประโยชน์ในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษา การประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ หรือการมีโอกาสได้เป็นตัวแทนลูกเสือไทยเข้าร่วมโครงการของสำนักงานลูกเสือในเวทีระดับนานาชาติในอนาคต

หลังเสร็จสิ้นโครงการจะมีการนิเทศการฝึกประสบการณ์ของลูกเสือมัคคุเทศก์ในทุกจังหวัดนำร่อง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ผลการประเมิน นำไปสู่การปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาหลักสูตรให้ดียิ่งขึ้น พร้อมใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลการฝึกอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ

“กนกวรรณ” ดัน กศน.เดินหน้าสำรวจความต้องการการเรียนออนไลน์ ทั่วประเทศ

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน. สำรวจความต้องการในการเรียนรู้อบรมออนไลน์ สำหรับผู้เรียน/ผู้รับบริการ ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน กศน.ทั่วประเทศ ภายใน 3 กุมภาพันธ์ 2563 นี้

“ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการ เล็งเห็นความสำคัญในการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อพัฒนาแพสตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ในการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย ให้สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการจัดการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน

จึงมีนโยบายการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อการจัดการศึกษาออนไลน์ (Online Learning) ในการจัดการความรู้ เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีร่วมกัน เพื่อนำไปสู่บริการการศึกษาตามความต้องการของผู้เรียนและผู้รับบริการในยุคดิจิทัล อันจะเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการจัดการศึกษาของ กศน. ให้ทั่วถึงทุกที่ ทุกเวลาอย่างแท้จริง เพื่อมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถเลือกเรียนตามความสนใจและความถนัดของตนเอง รวมถึงเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนและเกิดเครือข่ายความรู้ในยุคดิจิทัล เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการจัดการศึกษาทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นการเรียนการสอน หรืออบรมออนไลน์ จะช่วยลดช่องว่างในการเรียนรู้ เพราะบริบทและสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน

การสำรวจฯในครั้งนี้จึงเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการจัดการศึกษาออนไลน์ ระบบสื่อและเทคโนโลยี ระบบการวัดผลและประเมินผลในการพัฒนาผู้เรียนและผู้รับบริการตามกลุ่มเป้าหมายของ กศน. เพื่อให้เป็นระบบอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการสำรวจความต้องการฯดังกล่าว จะสามารถสรุปผลการสำรวจฯ ให้แล้วเสร็จได้ภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นี้ เพื่อจะได้วางแผนและจัดหลักสูตรตามแนวทางการขับเคลื่อน กศน. สู่ กศน. WOW (การศึกษาออนไลน์) ต่อไป ” ดร.กนกวรรณ กล่าว

เอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ / สรุป

กศน.เตรียมเปิดสอนหลักสูตร “กัญชาและกัญชงศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563

(24 มกราคม 63) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ รับฟังขับเคลื่อนการพัฒนากัญชาเพื่อการแพทย์ “บุรีรัมย์โมเดล” ณ การเรียนรู้กัญชาและวิสาหกิจชุมชน ศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพร เพ ลา เพลิน เพื่อชุมชน อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ รายงานความก้าวหน้าการพัฒนากัญชาทางการแพทยขตามรูปแบบ “บุรีรัมย์โมเดล” ว่า ตามที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 อนุญาตให้มีการใช้กัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อประโยชนทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัวหรือการศึกษาวิจัย

จังหวัดบุรีรัมย์จึงได้ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้กัญชาอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ ทั้งการแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน และได้มีการจัดตั้งกองทุนพันธุ์บุรีรัมย์ เพื่อระดมทุนไว้สำหรับจัดงานและจัดกิจกรรม เพื่อขับเคลื่อนให้จังหวัดบุรีรัมย์เป็นศูนย์กลางในการปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และเป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

โรงพยาบาลคูเมือง เป็นโรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวในจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีการผลิตยาสมุนไพรที่ได้มาตรฐาน WHO จึงได้รับมอบหมายให้ผลิตน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบัน โดยได้ร่วมมือกับศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพร เพ ลา เพลิน เพื่อชุมชน ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ที่ปลูกกัญชาสำหรับเป็นวัตถุติบในการผลิตยา ซึ่งเป็นรูปแบบแรกของประทศไทยที่เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับวิสาหกิจชุมชน

ขณะนี้จังหวัดบุรีรัมย์ได้ดำเนินการพัฒนากัญชาทางการแพทย์ มีความก้าวหน้าในการดำเนินการทุกด้าน โดยได้เปิดให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ในโรงพยาบาลครบทุกแห่ง และโรงพยาบาลคูเมืองมีการผลิตยากัญชา 6 ตำรับ พร้อมทั้งร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนเพ ลา เพลิน เป็นพี่เสี้ยงให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ในการขออนุญาตปลูกกัญชา และให้ความรู้ในกลุ่ม อสม.ครบทั้ง 23 อำเภอ

นอกจากนี้ โรงพยาบาลคูเมืองร่วมกับ กศน.อำเภอคูเมือง และสถานศึกษาในอำเภอคูเมือง จัดอบรมให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งความช่วยเหลือทางวิชาการจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี และมหาวิทยาลัยรังสิต

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ได้จัดทำหลักสูตร “กัญชาและกัญชงศึกษา เพื่อใช้เป็นยาอย่างชาญฉลาด” ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางการใช้กัญชาทางการแพทย์คือ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เสร็จเรียบร้อยแล้ว

โดยจะเริ่มสอนครั้งแรกในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 เป็นวิชาเลือกในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้แก่นักศึกษา และตระหนักรู้ถึงโทษและประโยชน์ของกัญชาและกัญชงอย่างถูกต้อง สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งขณะนี้มีนักศึกษาสนใจลงทะเบียนเรียนเฉพาะในพื้นที่ กศน.กทม. จำนวนกว่า 1 หมื่นราย

อิชยา กัปปา / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ