กฎกระทรวง กำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย

ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 เผยแพร่กฎกระทรวง กำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565

เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557 กำหนดให้ปรับปรุงบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญ มีผลทำให้อัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดของข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารขั้นสูง (เทียบเท่าอันดับ ท. 11 เดิม) สูงกว่าเงินเดือนอ้างอิงขั้นสูงในบัญชีอัตราเงินเดือนอ้างอิงของพนักงานมหาวิทยาลัย สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีอัตราเงินเดือนอ้างอิงของพนักงานมหาวิทยาลัย ให้สอดคล้องกับอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือนที่มีการปรับปรุงดังกล่าว จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

ที่มา: ราชกิจจานุเบกษา

“ตรีนุช” ปลื้ม “สระแก้วโมเดล” ต้นแบบความสำเร็จโรงเรียนคุณภาพ

27 มิถุนายน 2565, จังหวัดสระแก้ว / นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเปิดการประชุมสัมมนาคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมโครงการโรงเรียนคุณภาพจังหวัดสระแก้ว “สระแก้วโมเดล” ต้นแบบระดับประเทศ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในโอกาสที่ตนได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ. มีความมุ่งมั่นในการบริหารงานที่จะทำให้ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง ผู้เรียน และประชาชน กลับมาให้ความไว้วางใจในการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยมีการขับเคลื่อนในทุกมิติ ทั้งมิติของผู้เรียน มิติของครู มิติด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน และมิติของสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

ทั้งนี้ พื้นที่จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่แรกที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องของ ศธ.ที่จะหารูปแบบและแนวทางจัดระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในทุกมิติ เพราะมีความเชื่อมั่นว่า คณะกรรมการสถานศึกษา ประชาชนในพื้นที่ มีความเป็นหนึ่งเดียวกันที่มุ่งมั่นและต้องการให้ลูกหลานชาวสระแก้วได้เติบโตเป็นคนเก่ง คนดี มีความสามารถ และผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่มีความพร้อม

จากการที่ตนได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการดำเนินโครงการ พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงชุมชนต่าง ๆ ให้ความร่วมมือในการสร้างพื้นที่ต้นแบบทางการศึกษา และวันนี้หลาย ๆ โครงการสำคัญก็ได้เห็นความสำเร็จเป็นรูปธรรม

สำหรับโครงการ SAKAEO MODEL จะเป็นต้นแบบให้กับการดำเนินนโยบายโครงการโรงเรียนคุณภาพทั่วประเทศ โดยมีโรงเรียนเครือข่ายที่เข้าร่วมการบริหารรูปแบบการจัดการเรียนการสอน และใช้ทรัพยากรร่วมกันได้มีประสิทธิภาพ เช่น โรงเรียนอนุบาลวังน้ำเย็นมิตรภาพที่ 179 ซึ่งเป็นโรงเรียนคุณภาพต้นแบบ บริหารจัดการนำนักเรียนโรงเรียนวัดเกศแก้ว ซึ่งเป็นโรงเรียนเครือข่าย มาเรียนรวม 100% ในทุกระดับชั้น และที่กำลังจะปรากฎผลสำเร็จในระยะอันใกล้ คือ ชุมชนบ้านพักครู ซึ่งจะเป็นต้นแบบระดับประเทศ “หนึ่งอำเภอ หนึ่งชุมชนบ้านพักครู” นอกจากนี้ยังมีการตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยสระแก้ว, การปรับปรุงอาคารเรียน อาคารประกอบ การจัดหาครุภัณฑ์ให้แก่โรงเรียน สื่ออุปกรณ์การสอน และการสนับสนุนทางเทคโนโลยี

“การขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ในทุกมิตินี้ เป็นเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ภาพทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้ในภาพรวมของประเทศ การดำเนินนโยบายทางการศึกษาภายใต้โครงการต่างๆ กำลังปรากฏผลลัพธ์ของการปฏิบัติงาน อาทิ โครงการพาน้องกลับมาเรียน ติดตามเด็กตกหล่นและออกกลางคัน กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ,ความปลอดภัยในสถานศึกษา,โครงการอาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี , การกำหนดงบประมาณ เพื่อสร้างบ้านพักครู การส่งเสริมการเรียนรู้ “Active Learning” ผ่านการปฏิบัติจริง , การนำประวัติศาสตร์ชาติไทย หน้าที่พลเมือง เข้ามาสอดแทรกในการเรียนรู้หลักสูตรต่างๆ การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ทั้งกลุ่มเด็กปฐมวัยและกลุ่มผู้สูงอายุ และการสร้างโรงเรียนคุณภาพ เป็นต้น ” รมว.ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ รมว.ศธ.ได้มอบรถรับ-ส่งนักเรียนให้แก่โรงเรียนคุณภาพ จำนวน 2 โรงเรียน คือ โรงเรียนอนุบาลวังน้ำเย็นมิตรภาพที่ 179 และโรงเรียนบ้านทุ่งพระ , มอบธงโรงเรียนคุณภาพ ให้โรงเรียนใน สพป.สระแก้ว 2 จำนวน 28 โรงเรียน มอบสัญลักษณ์โรงเรียนปลอดภัยให้ 10 โรงเรียน และมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนตามโครงการพาน้องกลับมาเรียนในจังหวัดสระแก้ว รวม 468 คน พร้อมปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึก ที่โรงเรียนอรัญประเทศ ในโอกาสบรรยายพิเศษเรื่อง “ความเชื่อมั่นและการพัฒนาการศึกษาโครงการโรงเรียนคุณภาพจังหวัดสระแก้ว “สระแก้วโมเดล”

“ตรีนุช” พอใจโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” เฟสแรก 52,760 ราย เดินหน้าต่อเฟส 2

รมว.ศธ. “ตรีนุช เทียนทอง” พอใจโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” เฟสแรก 52,760 ราย เดินหน้าต่อเฟส 2 ตั้งเป้านำเด็กการศึกษาภาคบังคับกลับเข้าระบบ 100% ภายในกันยายนนี้

25 มิถุนายน 2565 / นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย “โครงการพาน้องกลับมาเรียน” ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 35 จังหวัดพังงา โดยกล่าวว่า โครงการนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนอย่างเต็มที่ ด้วยแนวคิดที่ว่า “การศึกษาไทยต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ผ่านการบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งในและนอกสังกัด ศธ. ในการค้นหาและติดตามเด็กตกหล่นและออกกลางคัน ให้มีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง ซึ่งจังหวัดพังงา มีเด็กหลุดออกจากระบบ จำนวน 149 คน พบตัวแล้ว 127 คน และกลับมาเรียนแล้ว 64 คน ซึ่งถือเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดได้ดี

จากการดำเนินโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ในเฟสแรก ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 ข้อมูลล่าสุดวันที่ 10 มิ.ย. 2565 จากจำนวนนักเรียน นักศึกษา นักเรียนพิการ และผู้พิการ ที่ตกหล่นและออกกลางคัน รวม 121,642 คน ในจำนวนนี้เป็นนักเรียน นักศึกษา กลุ่มปกติ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) รวมทั้งสิ้น  67,129 คน พบตัวแล้ว 52,760 คน ในจำนวนที่พบตัวนี้กลับเข้าระบบ 31,446 คน ไม่กลับเข้าระบบ 21,314 คน อยู่ระหว่างการติดตาม 5,628 คน และติดตามแล้วไม่พบตัว 8,741 คน ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มนักเรียนพิการ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) สพฐ. และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษา กศน.อายุเกิน 18 ปี ที่เกินวัยการศึกษาภาคบังคับและมีความต้องการประกอบอาชีพ

“ถึงแม้ว่าผลการติดตามตัว พบนักเรียนเด็กกลุ่มปกติเป็นจำนวนที่น่าพึงพอใจ แต่เมื่อดูตัวเลขการตัดสินใจไม่กลับเข้าสู่ระบบ ก็มีจำนวนถึง 21,314 คน โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กที่อยู่ในวัยการศึกษาภาคบังคับ หรือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5,625 คน ซึ่ง ศธ.จะเดินหน้าต่อพาน้องกลับมาเรียน เฟส 2 โดยเน้นช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาในวัยการศึกษาภาคบังคับที่ตามตัวพบแล้วแต่ยังไม่กลับเข้าสู่ระบบให้ได้กลับมาเรียนอีกครั้ง โดยตั้งเป้าหมายดำเนินการพากลับมาได้ 100% ภายในเดือนกันยายนนี้ รวมถึงเด็กกลุ่มอื่นที่ยังไม่กลับเข้าระบบและตามตัวไม่พบด้วย”

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันในกลุ่มเด็กที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว จะมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและป้องกันการหลุดจากระบบการศึกษาซ้ำ โดยโรงเรียนรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล จำแนกกลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง กลุ่มมีปัญหา เพื่อการดูแลช่วยเหลือตามสาเหตุ เช่น จัดหาทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีฐานะยากจน บิดามารดาเสียชีวิต หรือกรณีเรียนรู้ช้า ก็ปรับวิธีการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความสามารถ สอนซ่อมเสริม เป็นต้น

ขอขอบคุณทุกภาคส่วน โดยเฉพาะครูและบุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรของ ศธ. ทุกคน ที่ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันตามหาตัวนักเรียนนักศึกษาและส่งต่อให้ได้มีโอกาสกลับมาเรียน ตัวเลขการค้นพบนักเรียนนักศึกษากว่า 5 หมื่นคน นับเป็นผลความสำเร็จของการดำเนินงานพาน้องกลับมาเรียน” นางสาวตรีนุช กล่าว

สารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก (26 มิถุนายน) ประจำปี 2565

สารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “นางสาวตรีนุช เทียนทอง” เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก (26 มิถุนายน) ประจำปี 2565

สป.ศธ.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบเข้ารับราชการในตำแหน่ง บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ วัน เวลา สถานที่ และระเบียบการสอบเข้ารับราชการในตำแหน่ง บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) สังกัด สป.ศธ. จำนวน 208 อัตรา

  • ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน สอบวันที่ 2 กรกฎาคม 2565
  • ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ สอบวันที่ 3 กรกฎาคม 2565

หมายเหต

“ตรีนุช” เตรียมพร้อมรับกฎหมายแก้ไขคำสั่ง คสช.19/2560 ปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ของกระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ. กล่าวว่า หลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ผ่านการลงมติเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ ไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณา ถ้าวุฒิสภาพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะสามารถนําขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

สำหรับสาระสำคัญในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มี 4 เรื่องหลัก ๆ คือ

  1. ให้อํานาจหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
  2. การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อํานวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้มีอํานาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง
  3. ให้มี อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา โดยจํานวน องค์ประกอบ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กําหนด
  4. นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น กศจ. ยังคงมีอํานาจและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้เดิม ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เช่น อํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการกําหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการจัดการศึกษา, เป็นศูนย์กลางการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาในภาพของจังหวัดทุกระดับและทุกประเภท รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนาสถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษาในรูปแบบ ที่หลากหลาย, การให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัด ตลอดจนการยุบรวมเลิกสถานศึกษาหรือ แม้กระทั่งการจัดตั้งศูนย์การเรียนที่เป็นอํานาจของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

“การแก้ไขคําสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าว เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายทางการศึกษาและให้การปฏิบัติงานของบุคลากรทุกฝ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเป้าหมาย ซึ่งดิฉันจะไม่รอให้การพิจารณากฎหมายแล้วเสร็จก่อน โดยจะมีการประชุม ก.ค.ศ.เพื่อเตรียมพร้อมออกหลักเกณฑ์และวิธีการได้มา ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะ ก.ค.ศ.ต้องดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ ขณะเดียวกันจะเตรียมความพร้อมในการรองรับบทบาทใหม่ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้เป็นไปตามกฎหมายฉบับใหม่ สำหรับปัญหาการทุจริตเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งโยกย้ายในอดีต ก็จะมาดูในรายละเอียด และกำหนดเพิ่มเติมเพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้น และช่องว่างในจุดต่าง ๆ เหล่านั้นหายไป” นางสาวตรีนุช กล่าว

สป.ศธ.ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมและการสร้างนวัตกรรมในการปฏิบัติราชการ ปีงบประมาณ 2565

23 มิถุนายน 2565, ห้องประชุมกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (กพร.สป.ศธ.) / นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินรางวัลการมีส่วนร่วม และการสร้างนวัตกรรมในการปฏิบัติงานราชการ ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยมีนายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายศัจธร วัฒนะมงคล ศึกษาธิการภาค 1 พร้อมด้วยคณะทำงานผ่าน Video Conference

ที่ประชุมได้พิจารณาหลักเกณฑ์การประเมินรางวัลดังกล่าว โดยแบ่งเป็น 4 ประเภทดังนี้

  1. เปิดใจใกล้ชิดประชาชน (Open Governance)
  2. สัมฤทธิ์ผลประชาชนมีส่วนร่วม (Efficient Change)
  3. ผู้นำหุ้นส่วนความร่วมมือ (Engaged Citizen)
  4. ร่วมใจแก้จน (Collaboration toward Poverty Eradication)

สำหรับหน่วยงานที่ส่งเข้าประกวด และได้รับรางวัลระดับกรม สป.ศธ.จะพิจารณาส่งเข้าประกวดขอรับรางวัลระดับประเทศต่อไป

สป.ศธ.ประชุมคณะทำงานดำเนินงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ

24 มิถุนายน 2565 / ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ (ศปท.ศธ.) จัดประชุมคณะทำงานดำเนินงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ โดยนางสาวเจริญวรรณ หนูนาค ผู้ตรวจราชการ ศธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุมแทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และมีผู้แทนส่วนราชการ หน่วยงานในสังกัด ศธ. ร่วมเป็นคณะทำงาน ณ ห้องประชุมณรงค์ บุญมี ชั้น 4 อาคารรัชมังคลาภิเษก 1 พร้อมประชุมผ่าน Zoom Meetings

มติที่ประชุม

  • รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ
  • รับทราบรายงานสถิติเรื่องร้องเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ
  • รับทราบรายงานผลการเร่งรัด ติดตามกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และ พ.ศ.2565
  • รับทราบรายงานผลการศึกษาการกำหนดแนวทางบริหารความเสี่ยง เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมของกระทรวงศึกษาธิการ
  • พิจารณาแนวทางในการกำหนดนโยบาย และการจัดทำมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ

โดยที่ประชุมมีมติให้ฝ่ายเลขาฯ นำข้อเสนอแนะจากคณะทำงาน กำหนดเป็นแนวทางและเสนอในการประชุมครั้งต่อไป

ถ้อยแถลงกรุงเทพฯ 2565 (Bangkok Statement 2022) จากการประชุม APREMC-II

“ถ้อยแถลงกรุงเทพฯ 2565 (Bangkok Statement 2022) มุ่งสู่การฟื้นฟูการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนและการพลิกโฉมการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก” ซึ่งเป็น (ร่าง) จากการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2 หรือ APREMC-II ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2565 ณ กรุงเทพมหานคร โคยมีรัฐมนตรีศึกษาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เข้าร่วมการประชุม 17 ประเทศ เข้าร่วมการประชุมแบบทางไกล 3 ประเทศ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ หน่วยงาน องค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมประมาณ 350 คน

ถ้อยแถลงฉบับนี้ ถือเป็นข้อเสนอแนะที่สำคัญจากภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดเพื่อการปรับเปลี่ยนทางการศึกษา ซึ่งสำนักเลขาธิการสหประชาชาติกำหนดจัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก ในเดือนกันยายน 2565

ดาวน์โหลด
ภาษาไทย https://drive.google.com/file/d/1UYXvzhKQpuFbYHan_BUTYG3_VF6vc_lM
English https://drive.google.com/file/d/1Czi-pxIcHBaVcZTjoQMP07Sf-n0nhSW2

สป.ศธ.ประชุมคัดเลือก “องค์กรคุณธรรม”

23 มิถุนายน 2565 / ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ (ศปท.ศธ.) จัดประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรม กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2565 โดยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. เป็นประธาน, หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานในกำกับ เป็นอนุกรรมการ มีนายธนู ขวัญเดช รองปลัด ศธ. ทำหน้าที่ หน.ศปท.ศธ. เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และรอง หน.ศปท.ศธ.เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

มติที่ประชุม

  • รับทราบผลประกาศยกย่ององค์กรคุณธรรม ศธ.ประจำปี 2564 จำนวน 7 หน่วยงาน
  • รับทราบผลประเมินตนเองของหน่วยงาน ศธ. ส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค เสนอเป็นองค์กรคุณธรรม ระดับจังหวัด จำนวน 18 หน่วยงาน
  • เห็นชอบผลประเมินตนเองเสนอเป็นองค์กรคุณธรรมของ ศธ. จำนวน 9 หน่วยงาน
  • เห็นชอบผลการคัดเลือกหน่วยงานเสนอเป็นองค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น ศธ. จำนวน 1 หน่วยงาน

ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบให้ ศปท.ศธ. ดำเนินการส่งผลไปยังกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อไป