มติ ครม. 19 ตุลาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

สรุปมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 2 เรื่อง คือ สรุปผลการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2564 และแนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566

สรุปผลการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2564

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอสรุปผลการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ 

  • กระทรวงศึกษาธิการ ให้ทบทวนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก เน้นรูปแบบการเรียนการสอนให้เด็กได้เรียนรู้หลักวิธีคิดแทนการสอนให้ท่องจำ จัดระยะเวลาในการเรียนที่เหมาะสม รวมถึงจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน นอกจากนี้ ให้มีการปรับรูปแบบการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ ให้มีความแตกต่างจากการสอนในชั้นเรียนตามปกติ
  • ทุกส่วนราชการ
    – ให้ขับเคลื่อนและปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยมีการประสานรวบรวมข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วน และเพื่อให้ทราบถึงความต้องการและปัญหาของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้หน่วยงานสามารถแก้ไขและบรรเทาปัญหารวมถึงสร้างความสุขให้กับประชาชนได้
    – ให้ปรับรูปแบบการทำงานเพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่ โดยมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการทำงาน มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อบูรณาการการทำงานให้มีความเป็นเอกภาพ
    – ให้สรุปผลสัมฤทธิ์การทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ โดยรายงานความก้าวหน้าการทำงานทุกรอบ 3 เดือน ต่อหัวหน้าส่วนราชการ

แนวทางการจัดทำ-ปฏิทินงบประมาณรายจ่ายฯ ปีงบประมาณ 2566

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ แนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้  

  1. แนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566
    1.1 ดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) แผนปฏิบัติราชการของกระทรวง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน นโยบายสำคัญของรัฐบาล รวมทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการจัดสรรงบประมาณ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ ความต้องการในพื้นที่และแผนพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณและผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการภาครัฐ
    1.2 ดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา บรรเทาหรือแก้ไขผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19
    1.3 ให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพิ่มศักยภาพการถ่ายโอนภารกิจการจัดบริการสาธารณะ ลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และประสิทธิผลการใช้จ่ายของ อปท.
    1.4 เพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำงบประมาณให้ครอบคลุมทุกแหล่งเงิน โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณหรือเงินสะสมคงเหลือมาใช้ดำเนินภารกิจของหน่วยงานเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการพิจารณาทบทวนเพื่อชะลอ ปรับลด หรือยกเลิกการดำเนินโครงการที่มีความสำคัญในระดับต่ำหรือหมดความจำเป็น พิจารณาถึงความพร้อมและขีดความสามารถในการใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการนำความสำเร็จในการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และ พ.ศ. 2565 มาประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับศักยภาพการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณ
    1.5 ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 รวมทั้งกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีอย่างครบถ้วน
  2. ปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เป็นการกำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิบัติงานในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่บทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้

รมว.ศธ.มอบนโยบาย​ กศน.​เชียงราย​ และติดตาม​ความพร้อม​เปิดภาคเรียนที่ 2/2564​ ที่ รร.สามัคคี​วิทยา​คม เชียงราย​

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม​ 2564​ นางสาว​ตรีนุช​ เทียน​ทอง​ รมว.ศธ.​ ตรวจ​เยี่ยม​และมอบนโยบาย​แก่สำนักงาน​ ก​ศน.จังหวัด​เชียงราย และติดตาม​การเตรียมความพร้อม​เปิดภาคเรียนที่ 2/2564​ ของสถานศึกษาในจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นาย​สุภัทร​ จำปา​ทอง​ ปลัด ศธ., นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ​ กอศ., นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการ กช., นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการ กศน. รวมทั้งคณะผู้บริหาร​กระทรวง​ศึกษาธิการ​

สำ​นักงาน​ กศน.จังหวัด​เชียงราย

นายสุรพล วงศ์หวัน ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัด​เชียงราย​ กล่าวว่า สำนักงาน กศน.จังหวัดเชียงราย ดำเนินการตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ 12 ข้อ และนโยบายเร่งด่วน 7 ข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการจัดเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน ได้รับการศึกษาตามความต้องการอย่างเต็มตามศักยภาพ ตลอดจนพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมเพื่อ​เตรียม​ความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และการเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ได้จัดการเรียนรู้ให้แก่กลุ่มเด็กด้อยโอกาส (เร่ร่อน) ให้เข้าถึงการเรียนรู้ การพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยใช้ทักษะ​ชีวิต​ทั้ง 4 ด้าน เข้ามาสอดแทรก​ในการจัดการเรียน​การ​สอน​ ได้แก่ 1) ทักษะด้านสุขภาพ​อนามัย​ 2) ทักษะ​ความปลอดภัย​ในชีวิต​และทรัพย์สิน​ 3) ทักษะด้าน​สิ่งแวดล้อม​ และ 4)​ ทักษะด้านคุณธรรม​จริยธรรม​ เพื่อให้เด็กกลุ่มเป้าหมายมีทักษะในการดำเนินชีวิตที่ดีและสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุข ขณะที่​ปัญหา​ในการดำ​เนิน​งาน​คือไม่ได้​รับการจัดสรรงบประมาณ​รายหัวค่าจัดการเรียน​การ​สอน​และค่าจัดการศึกษา​ต่อ​เนื่อง

รมว.ศธ. กล่าว​ว่า ขณะนี้​ ศธ.ได้หารือเบื้องต้นเรื่องปัญหาของกลุ่มเด็กตกหล่นที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 จึงต้องช่วยกันคิดว่าจะช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกจากระบบได้อย่างไร ซึ่งหน่วยงานหลักทั้ง กศน. – สอศ. – สพฐ. เป็นกำลังสำคัญในการเข้าถึงระบบการศึกษา โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดเชียงรายซึ่งมีเด็กกลุ่มนี้อยู่เป็นจำนวนมาก จึงอยากให้มีการร่วมมือของหน่วยงานหลัก เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้เด็กเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

ทั้งนี้ การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย หรือการฝึกอาชีพ ถือเป็นโอกาสให้คนกลุ่มนี้มีทางเลือกในการสร้างทักษะ เพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพตามความต้องการที่แตกต่างกันออกไป และอาจจะกลับเข้าสู่ระบบได้ ส่วนเรื่องของงบประมาณที่ยังขาดอยู่นั้น จะขอรับเรื่องไว้พิจารณาหาทางเยียวยาคนกลุ่มนี้ต่อไป โดยยืนยันว่า ศธ.จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตลอดจนให้กำลังใจข้าราชการ ครู ผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่ทุ่มเทเสียสละเพื่อการศึกษาไทยอย่างเต็มที่​

สำหรับนิทรรศการที่ กศน.เชียงราย นำมาจัดแสดง ​ประกอบด้วยนิทรรศการผลิตภัณฑ์กลุ่มอาชีพ ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน (กลุ่มโซนลุ่มน้ำอิง), นิทรรศการการจัดการศึกษาบนพื้นที่สูง ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (กลุ่มโซนลุ่มน้ำโขง), นิทรรศการนวัตกรรมการทางศึกษา (กลุ่มโซนลุ่มน้ำลาว), นิทรรศการการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ “โคก หนอง นา โมเดล” (กลุ่มโซนลุ่มน้ำกก) และการจัดการเรียนการสอนกลุ่มเป้าหมายเด็กด้อยโอกาส (เร่ร่อน)​ ของ กศน.อำเภอเมืองเชียงราย

โรงเรียน​สามัคคี​วิทยา​คม จังหวัดเชียงราย​

ในช่วงบ่าย รมว.ศธ. และคณะ เดินทาง​ไปติดตาม​การเตรียมความพร้อม​เปิดภาคเรียนที่ 2/2564​ ณ โรงเรียน​สามัคคี​วิทยา​คม อำเภอเมืองเชียงราย​

นายวิญญู​ สันติ​ภาพวัฒนา​ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย กล่าว​ว่า​ จังหวัด​เชียงราย​มีการรวบรวมข้อมูล​การฉีดวัคซีน​เด็กของทุกหน่วยงานและสามารถ​เพิ่มข้อมูล​ได้ตลอดเวลา ส่วนกลุ่มเด็กด้อยโอกาสหรือเด็กนอกระบบ ได้มีการประสานงาน​กับ กศน.ในการลงพื้นที่ ​หาข้อมูล​และตัวตนเด็กกลุ่ม​นี้​อยู่เสมอ

สำหรับความคืบหน้าการฉีดวัคซีน​ให้นักเรียนนักศึกษาใน​จังหวัด​เชียงราย​ ฉีดไปแล้วกว่า 90% และจะฉีดเข็มที่สองในช่วงต้นเดือน​พฤศจิกายน​ มั่นใจ​ว่าโรงเรียน​ในจังหวัด​เชียงราย​สามารถ​เปิดภาคเรียน​ในวันที่ 1 พฤศจิกายน​นี้ได้อย่างแน่นอน

รมว.ศธ.​ กล่าวขอบคุณผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์​ในการเตรียมความพร้อมสำหรับเปิดเรียนภาคเรียนที่ 2/2564 ทำให้เชื่อมั่นว่าจังหวัดเชียงรายพร้อมเปิดเรียน On-Site และฝากผู้บริหารสถานศึกษาให้ช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กในเครือข่ายที่ยังขาดความพร้อมอยู่

พร้อมกล่าวชื่นชมการดำเนินการตามนโยบาย Quick Win ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดหลักสูตร​ฐานสมรรถนะ โดยเห็นได้จากการจัดการเรียนรู้เรื่องนี้ในระดับหนึ่ง ซึ่งความคืบหน้าของหลักสูตร​ฐานสมรรถนะ​ในขณะนี้มีโรงเรียนนำร่องแล้ว และจะดำเนิน​การ​ขยายผลต่อไป

ในส่วนของการฉีดวัคซีน​ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการเป็นห่วงครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างยิ่ง จึงเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนโดยด่วน ซึ่ง​สิ่งสำคัญคือการเปิดเรียนยังต้องเข้มงวดในการเว้นระยะห่าง และดูแลความปลอดภัย​อย่างรัดกุมอยู่

เน้นย้ำว่า ศธ.มีความเป็นห่วงสภาพจิตใจของนักเรียน จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น​การเปิดเทอมช่วงแรกขอให้พยายามดูแลเพื่อเด็กได้ปรับตัวในการกลับมาเรียนที่โรงเรียนก่อน และทำความเข้าใจกับผู้ปกครองในการเรียนแบบ New Normal ควบคู่​กันไปด้วย

ปารัชญ์ ไชย​เวช​ / สรุป​
ศุภณัฐ​ วัฒนมงคล​ลาภ / ถ่ายภาพ​

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบเงินช่วยเหลือเยียวยา​ทายาทครู​จูหลิง จากเหตุการณ์​ความ​ไม่​สงบ​ชายแดนใต้​

วันนี้ (18 ตุลาคม​ 2564)​ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มอบหมายให้นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้แทนมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษา “ครูจูหลิง ปงกันมูล” ณ ​โรงเรียน​อนุบาล​ดอยหลวง อำ​เภอ​ดอยหลวง​ จังหวัด​เชียงราย โดยนายกรัฐมนตรี ร่วมกล่าวคำรำลึกสดุดีวีรชนผ่านระบบ Video Conference จากห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา​ นายกรัฐมนตรี กล่าวสดุดี​คุรุวีรชน “ครูจูหลิง ปงกันมูล” ตอนหนึ่งว่า ครูจูหลิง ปงกันมูล เป็น​ครูที่มีถิ่นพำนักในต่างถิ่น แต่ด้วยเป็นผู้มีความเสียสละและอุดมการณ์ เพื่อให้เด็กในจังหวัด​ชายแดนภาคใต้ได้มีโอกาสทางการศึกษา​เทียบ​เท่าพื้นที่อื่น จึงได้บรรจุเป็นครูสอนวิชาศิลปะ ของโรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ จังหวัดนราธิวาส พร้อมที่จะรับใช้สังคมและประเทศชาติด้วยอาชีพครู สมควรยกย่องให้เป็นแม่พิมพ์ของชาติ​อย่างแท้จริง

ขอแสดงความชื่นชมและเป็นกำลังใจต่อเพื่อนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและอดทน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อญาติของครูวีรชนผู้เสียชีวิตทุกท่าน และขอไว้อาลัยต่อดวงวิญญาณของครูจูหลิง ปงกันมูล และครูวีรชนผู้ล่วงลับ ขอให้อานิสงส์แห่งความดีจงเกื้อหนุนนำส่งดวงวิญญาณของครูจูหลิง ปงกันมูล และครูวีรชนทุกท่านจงไปสู่สุคติในสัมปรายภพ

นางสาว​ตรีนุช​ เทียน​ทอง​ รมว.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวว่า การจัดพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษาครั้งนี้ เพื่อมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาทายาทของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสียชีวิตในสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงสนับสนุนสวัสดิการเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยในระหว่างปี 2547-2556 มีครูถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงทำร้ายจนเสียชีวิต 162 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ “ครูจูหลิง ปงกันมูล” ครูสอนวิชาศิลปะที่โรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ จังหวัดนราธิวาส

จากการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 เห็นชอบสนับสนุนสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้เสียชีวิตย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 มกราคม 2547 โดยให้กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยา รายละไม่เกิน 4 ล้านบาท โดยให้หักลบจากเงินเยียวยาที่เคยได้รับไปแล้ว และให้กระทรวงศึกษาธิการจัดสวัสดิการด้านอื่น ๆ ให้ได้มาตรฐานใกล้เคียงกับส่วนราชการต่าง ๆ ด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการติดตามเร่งรัดให้ความช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เสียชีวิตมาโดยตลอด และออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้เสียชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 และอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รอบที่ 1 จำนวน 14 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 37,182,000 บาท

โดยวันนี้ได้จัดพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่บิดามารดาของครูจูหลิง ปงกันมูล จำนวน 2,742,000 บาท และจะดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิต อีก 13 ราย จำนวน 34,440,000 บาท ภายในเดือนตุลาคม 2564

โอกาสนี้ รมว.ศึกษา​ธิการ​ ได้เยี่ยม​ชม​หอศิลป์​ครู​จูหลิง​ ปงกัน​มูล​ และเดินทาง​ไปมอบเงินช่วยเหลือ​เยียวยา​ให้แก่นายสุน ปงกัน​มูล​ ผู้​ป่วยติดเตียง บิดาของครูจูหลิง​ ปงกัน​มูล

พิธีครั้งนี้มีผู้บริหาร ศธ. เข้าร่วม อาทิ นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นาย​สุภัทร​ จำปา​ทอง​ ปลัด ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ​ กอศ., นายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการ กช., นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการ กศน. รวมทั้งคณะผู้บริหาร​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ ผู้บริหารส่วนราชการ​ ผู้บริหาร​สถานศึกษา​ และคณะครู​ในพื้นที่​

ปารัชญ์ ไชย​เวช​/สรุป
ศุภณัฐ​ วัฒนมงคล​ลาภ/ถ่ายภาพ
ขอบคุณภาพนายกฯ : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

แถลงข่าวระเบิดศึกฟุตบอลชิงแชมป์เยาวชนสานฝันฯ เฟ้น 10 แข้งนักเรียนชายแดนใต้ ฝึกลูกหนังแดนผู้ดี

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับสมาคมสานฝันฯ, สโมสรฟุตบอลยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด, สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาออนไลน์ ระเบิดศึกฟุตบอลชิงแชมป์เยาวชนสานฝันฯ รุ่นไม่เกิน 18 ปี คัด 10 แข้งไปฝึกฟุตบอลสโมสรอ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด ประเทศอังกฤษ 2 เดือนเต็ม เริ่มฟาดแข้ง 30 ต.ค. – 25 ธ.ค.นี้ ที่สนามเขารูปช้าง จ.สงขลา

(17 ตุลาคม 2564) มีพิธีแถลงข่าวฟุตบอลชิงแชมป์เยาวชนสานฝันรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ครั้งที่ 1 ณ หอประชุมราชพฤกษ์ รร.นวมินทรราชูทิศ ทักษิณ จ.สงขลา โดยมี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานกรรมาธิการการกีฬาวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีแถลงข่าว พร้อมด้วยนายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการ กพฐ., นายมนัสฌาน์ ชูเชิด เลขาธิการสมาคมสานฝันฯ, นายวันกล้า ขวัญแก้ว นายกสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาออนไลน์, นายสราวุธ เดชมณีรัตน์ ผอ.สพก.จชต.สพฐ., นายฌานุวัฒน์ ตัณฑุลลเวส ผอ.สโมสรฟุตบอลยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด, นายจุฑา ติงศภัทิย์ ที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด ร่วมแถลงข่าว มีผู้บริหารโรงเรียน 12 โรงเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันและนักกีฬา เข้าร่วมงานแถลงข่าวครั้งนี้

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ กล่าวว่า การแข่งขันรายการนี้ กำหนดการแข่งขันระหว่างวันที่ 30 ต.ค. – 25 ธ.ค. 2564 ที่สนามเขารูปช้าง อ.เมืองฯ จ.สงขลา มีทีมจากโครงการสานฝันสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 11 ทีม ได้แก่ รร.สุวรรณไพบูลย์ จ.ปัตตานี, รร.โพธิ์คีรีราช จ.ปัตตานี, รร.สวนพระยาวิทยา จ.นราธิวาส, รร.ร่มเกล้า จ.นราธิวาส, รร.บันนังสตาวิทยา จ.ยะลา, รร.รือเสาะชนูปถัมภ์ จ.นราธิวาส, รร.ทู่งยางแดงพิทยาคม จ.ปัตตานี, รร.ละงูพิทยาคม จ.สตูล, รร.เฉลิมพระเกียรติ จ.ยะลา, รร.มัธยมสุไหงปาดี จ.นราธิวาส และ รร.นวมินทราชูทิศ ทักษิณ จ.สงขลา อีก 1 ทีม รวมเป็น 12 ทีม จัดการแข่งขันโดยแบ่งเป็น 2 สาย สายละ 6 ทีม เอา 2 ทีมคะแนนดีที่สุดผ่านไปเล่นในรอบรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศต่อไป

สำหรับทีมชนะเลิศ ได้รับเงินสนับสนุน 3 หมื่นบาท รองชนะเลิศ 1.5 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังมีการคัดเลือกผู้เล่นยอดเยี่ยมจำนวน 10 คน นำไปฝึกฝีเท้ากับสโมสรฟุตบอลอ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด ในลีกวัน (EFL League One) ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีนายสัมฤทธิ์ ธนกาญจนสุทธิ์ เป็นประธานสโมสร ที่ให้การสนับสนุนร่วมกับสโมสรยังสิงห์ หาดใหญ่ ยูไนเต็ด เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่ง ดร.จุฑา ติงศภัทิย์ และ นายวันกล้า ขวัญแก้ว จะเป็นผู้คัดเลือกตัวก่อนนำไปเข้าแคมป์เบื้องต้น 25 คน และคัดให้เหลือ 10 คน เดินทางไปอังกฤษ เดือน กุมภาพันธ์ 2565 ต่อไป

รมว.ศธ.เปิดศูนย์บริหาร​เครือข่าย​การผลิต​และพัฒนากำลัง​คนอาชีวศึกษา​ สาขา​การท่องเที่ยว​ วิทยา​ลัยอาชีวศึกษา​เชียงราย​

จังหวัด​เชียงราย : เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม​ 2564​ ณ วิทยา​ลัยอาชีวศึกษา​เชียงราย​, นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายการจัดการศึกษา​ และเปิดศูนย์​บริหาร​เครือข่าย​การผลิต​และพัฒนากำลัง​คนอาชีวศึกษา​ สาขาวิชา​การท่องเที่ยว​ พร้อมด้วยนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศธ., นาย​สุภัทร​ จำปา​ทอง​ ปลัด ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการ​ กอศ. และผู้บริหาร​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ โดยมีนายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัด​เชียงราย​ นายสัมฤทธิ์​ ไกล​ถิ่น ประธาน​กรรมการ​อาชีวศึกษา​จังหวัด​เชียงราย​ นางสาวอรพิน ดวงแก้ว​ ผอ.วิทยา​ลัย​อาชีวศึกษา​เชียงราย​ ผู้บริหารส่วนราชการ​ ครู และนักเรียน​นักศึกษา ​ร่วมให้การต้อนรับและจัดนิทรรศการความก้าวหน้าการอาชีวศึกษาของพื้นที่

นางสาวอรพิน ดวงแก้ว​ ผอ.วิทยา​ลัย​อาชีวศึกษา​เชียงราย กล่าวว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษา​เชียงราย​ มุ่งเน้นการจัดการอาชีวศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ หน่วยงานรับรองมาตรฐาน และหน่วยงานการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ มีการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ พัฒนาครูให้ได้รับการรับรองสมรรนะตามมาตรฐานอาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม ภายใต้รูปแบบการบริหารสถานศึกษา CVC Model

ในปีการศึกษา 2564 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ประกาศให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย เป็นศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (Center of Vocational Manpower Networking Management : CVM) สาขาวิชาการท่องเที่ยว และสถานศึกษาที่มีความเป็นเลิศ (Excellent Center) สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ โดยความร่วมมือของคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนในการผลิตกำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กลุ่มอาชีพการโรงแรมและการท่องเที่ยว และกลุ่มอาชีพภาคธุรกิจและบริการอาหาร เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ เข้าสู่สถานประกอบการและตลาดแรงงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและในระดับนานาชาติ ตามนโยบายวาระเร่งด่วนของ ศธ.

รมว.ศธ.​ กล่าวตอน​หนึ่ง​ว่า การเรียนรู้ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด 19 ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ซึ่ง ศธ.ได้เร่งฉีดวัคซีนครูมากกว่า 70% และเร่งฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน เพื่อเข้าสู่กระบวนการเปิดภาคเรียนให้ได้มากที่สุด ซึ่ง​ในส่วนของอาชีวศึกษาถือว่ามีการปรับตัวเป็นอย่างมากโดยเฉพาะการเรียน​ที่ต้องลงมือปฏิ​บัติงานจริง​

จึงขอชื่นชม​การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 เชื่อมโยงการจัดอาชีพเข้ากับกรอบคุณวุฒิวิชาชีพแห่งชาติ (NQF) และกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) สู่การปฏิบัติ ในการผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกได้

ทั้งนี้ ​การพัฒนากำลังคน ต้องทำให้มีสมรรถนะสอดรับกับความต้องการของสถานประกอบการในพื้นที่​และภาคเศรษฐกิจ เพื่อให้เยาวชนเรียนจบแล้วสามารถประกอบอาชีพได้ โดยทางอาชีวศึกษาต้องให้ความสำคัญในการร่วมมือกับภาคเอกชนและเครือข่ายต่าง ๆ ขณะเดียวกัน​ทางส่วนกลางได้เร่งดำเนินการด้านความร่วมมือกับภาคเอกชนหลายส่วนเช่นกัน ขอให้ทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อนการศึกษาให้เยาวชนมีงานทำและพัฒ​นา​เศรษฐกิจประเทศ​ต่อไป

โอกาสนี้ รมว.ศธ. ได้มอบเกียรติ​บัตร​รางวัล​ Excellence Award แก่ผู้บริหาร​ ครู และนักศึกษา​ ในการส่งผลงานเข้าประกวด “นวัตกรรม​การท่องเที่ยว​นานาชาติ” สำหรับ​นักศึกษา​มหาวิทยาลัย​จีน-อาเซียน​ โดยมหาวิทยาลัย​การท่องเที่ยว​กุ้ยหลิน​ และคณะกรรมการ​บริหาร​เมือง​ชายฝั่งกัมพูชา​

ปารัชญ์ ไชย​เวช ​/ สรุป
ศุภณัฐ​ วัฒนมงคล​ลาภ / ถ่ายภาพ​

นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมศูนย์ให้บริการผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี รวมพลังอาชีวะเมืองดอกบัว

(15 ตุลาคม 2564) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เยี่ยมให้กำลังใจ มอบกล่องธารน้ำใจ และมอบความห่วงใยให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะผู้บริหารจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา อาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี และอาชีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ ให้การต้อนรับ ณ ศาลาประชาวาริน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ที่ได้ช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติ

ขณะที่ รมว.ศธ.กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นำทีมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชุน (Fix It Center) จัดตั้งจุดบริการเพื่อบรรเทาภัย และช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัย โดยให้เตรียมพร้อม และจัดทำแผนการให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่ หากเกิดภัยพิบัติในที่ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากได้ช่วยเหลือประชาชนแล้ว นักเรียนนักศึกษายังได้ใช้ช่วงวิกฤต สร้างโอกาส และประสบการณ์ในการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง  ซึ่งเป็นการส่งเสริม พัฒนาให้นักเรียน นักศึกษา ได้นำความรู้ ความสามารถ ทักษะในวิชาชีพสาขาวิชาต่าง ๆ มาใช้ มีจิตอาสา และเสริมทักษะชีวิต และการช่วยเหลือประโยชน์ต่อสังคม

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ศูนย์ Fix It Center จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด ตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปด้วยกัน

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า นักเรียนนักศึกษาอาชีวะได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยให้บริการซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนและอุปกรณ์อื่น ๆ สำหรับการประกอบอาชีพของประชาชนที่ชำรุดเสียหายจากภัยน้ำท่วม นอกจากนี้ยังจัดทำอาหารกล่อง จำนวน 250 กล่อง พร้อมน้ำดื่ม จำนวน 600 ขวด แจกจ่ายให้กับประชาชนที่ประสบภัยในครั้งนี้ด้วย

ข้อมูลฉีดวัคซีนนักเรียน ฉีดแล้ว 8.2 แสนคน ไม่ประสงค์ฉีด 1.3 ล้านคน

น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนนักเรียน อายุ 12-18 ปี มีนักเรียนที่ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว 820,718 ราย คิดเป็น 22.05% ถือว่าการฉีดวัคซีนยังเป็นไปตามแผนที่กำหนด ขณะเดียวกันยังมีรอบเก็บตก สำหรับเด็กที่ตัดสินใจฉีดภายหลัง เพราะมีวัคซีนเตรียมไว้เพียงพอสำหรับเด็กอยู่แล้ว

ส่วนกรณีการจัดสรรชุดตรวจการติดเชื้อโควิด 19 ที่สามารถทดสอบได้ในเบื้องต้น (Antigen Test Kit : ATK) สำหรับสถานศึกษานั้น ได้มอบหมายให้นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. หารือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อวางแนวทางร่วมกัน อาจจะเป็นการสุ่มตรวจในพื้นที่เสี่ยง หรือชุมชนที่มีการระบาดอย่างหนัก ไม่ได้ปูพรมเหมือนกันทั้งหมด

สำหรับข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2564 นักเรียนนักศึกษาที่ประสงค์ฉีดวัคซีน จำนวน 3,722,806 ราย จากจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดทั้งหมด 5,067,173 ราย โดยตัวเลขนักเรียนที่ประสงค์ไม่ฉีดวัคซีน จำนวน 1,344,367 ราย คิดเป็น 26.53% รายละเอียดดังนี้

  • ภาคเหนือ นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 425,535 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 312,361 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 113,174 ราย  ฉีดวัคซีนแล้ว 61,574 ราย
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน จำนวน 1,670,766 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 1,140,931 ราย  ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 529,835 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 285,816 ราย
  • ภาคตะวันออก นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 374,481 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 303,244 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 71,237 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 103,019 ราย
  • ภาคตะวันตก นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 257,116 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 188,775 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 68,314 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 39,614 ราย
  • ภาคกลาง นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 1,552,697 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน1,168,555 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 384,142 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 217,046 ราย
  • ภาคใต้ นักเรียนที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีน 786,578 ราย ประสงค์ฉีดวัคซีน 608,940 ราย ไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน 177,638 ราย ฉีดวัคซีนแล้ว 113,649 ราย

รายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.matichon.co.th/education/news_2987144

คณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ ศธ. สรุปผลตรวจสอบหนังสือชุด “นิทานวาดหวัง”

คณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือชุดนิทานวาดหวัง ที่แต่งตั้งโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สรุปผลตรวจสอบหนังสือชุด “นิทานวาดหวัง” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็น ชี้ 3 เล่มเป็นประโยชน์ แนะนำเด็ก-เยาวชนนำไปใช้ได้ ส่วนอีก 5 เล่ม เข้าข่ายเนื้อหาควรเฝ้าระวัง พร้อมส่งข้อสรุปถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำไปใช้พิจารณาต่อไป

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) – นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เเละนโยบาย (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ในฐานะประธานคณะทำงานชุดเฉพาะกิจตรวจสอบหนังสือชุดนิทานวาดหวัง กล่าวว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจดังกล่าว แต่งตั้งโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินงานมากว่า 3 สัปดาห์แล้ว เนื่องจาก ศธ. มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการรับผิดชอบเยาวชนในช่วงวัยเรียน มีหน้าที่ปกป้องเยาวชน โดยการทำงานดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน รวมถึงนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ความเห็นตกผลึกออกมาเป็นข้อสรุป เป็นความเห็นทางวิชาการถึงความเหมาะสมของหนังสือในแต่ละเล่มว่ามีประโยชน์อย่างไร และจะส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใดต่อเด็กและเยาวชน โดยไร้อคติใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ความขัดแย้งทั่วโลกถือเป็นเรื่องปกติ แต่เราต้องแก้ไขด้วยการสร้างพลังบวก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช่ความรุนแรง ซึ่งคุณหญิงกัลยาฯ ให้ความสำคัญตรงนี้มาก การทำงานของคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ มีจุดประสงค์เพื่อจะช่วยตรวจสอบสิ่งที่สังคมกำลังมีความขัดแย้ง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และ ศธ. มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการปกป้องเด็กและเยาวชน

สำหรับข้อสรุปที่ได้ในวันนี้ จะรายงานต่อ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รวมถึงข้อคิดเห็นทั้งหมดจะส่งต่อถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาของแต่ละหน่วยงาน อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รวมทั้งเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) ประธานร่วมคณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ กล่าวว่า มุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาคณะทำงานชุดเฉพาะกิจครั้งนี้ คือ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ให้ความเห็นว่า หนังสือนิทานชุดนี้ ผู้จัดทำระบุไว้ว่าเหมาะกับเด็กในระดับอายุ 5-12 ปี โดยในข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เด็กที่มีอายุ 6 ขวบปีแรกจะยังไม่สามารถแยกแยะโลกแห่งจินตนาการและโลกความเป็นจริงได้ หากได้รับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เด็กเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันสร้างสังคมคุณธรรมที่เป็นสังคมเชิงบวก เพื่อปลูกฝังสิ่งที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน และสร้างสื่อที่สร้างสรรค์

ซึ่งจากการประชุมพิจารณาหนังสือชุดนิทานวาดหวังทั้ง 8 เล่มนั้น ที่ประชุมมีความเห็นว่า หนังสือชุดนิทานวาดหวังมีทั้งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และเนื้อหาที่อาจนำไปสู่การบ่มเพาะปลูกฝังความขัดแย้ง รุนแรง

โดยนิทานเรื่องที่เป็นประโยชน์และควรให้การสนับสนุน ได้แก่ 1) นิทานเรื่องตัวไหนไม่มีหัว ซึ่งมีจุดอธิบายและขมวดปมได้ว่าตัวอักษรทุกตัวมีความเท่าเทียมกัน สอนเด็กให้เรียนรู้ถึงความเท่าเทียม และเคารพความเห็นต่างของแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี 2) เรื่องแค็ก แค็ก มังกรไฟ สอนให้เด็กรู้จักรักสิ่งแวดล้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ปกป้องไฟป่า ร่วมมือร่วมใจดับไฟป่า 3) เรื่องเด็ก ๆ มีความฝัน ถือเป็นหนังสือที่ตอบโจทย์ทุกคนรวมถึงเยาวชน เพราะท้ายที่สุดเด็กทุกคนมีความฝัน เป็นเสรีภาพในการใช้ชีวิต ซึ่งในมุมมองนักวิชาการหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดี น่าชื่นชม เด็กและเยาวชนสามารถนำไปใช้เรียนรู้ได้ทุกช่วงอายุ

ส่วนหนังสือที่มีเนื้อหาเข้าข่ายควรระวัง ตามความเห็นของนักวิชาการ ที่มองว่าอาจบ่มเพาะเยาวชนให้นำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้งโดยการใช้ความรุนแรง มาตัดสินในอนาคตได้นั้น ได้แก่ 1) หนังสือเรื่องแม่หมิมไปไหน 2) เรื่องเป็ดน้อย 3) เรื่องเสียงร้องของผองนก 4) เรื่อง 10 ราษฎร5) เรื่อง จ จิตร ซึ่งหนังสือทั้ง 5 เล่มนี้ไม่มีเนื้อหา มีแต่การเล่าเรื่องโดยภาพ ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะเด็กวัยนี้จะเกิดการจดจำและแยกแยะความเป็นจริงไม่ได้ อาจเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ ส่วนนี้จึงเป็นข้อกังวลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจจะบ่มเพาะความรู้สึกรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนได้ จึงมีความไม่สบายใจหากหนังสือทั้ง 5 เล่มนี้ถูกนำไปใช้ จึงอยากวิงวอนให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งครู ผู้ปกครอง ช่วยตรวจตรา ให้คำชี้แนะ ระวังบุตรหลานของท่าน

ข้อสรุปจากการประชุมในวันนี้ ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจฯ ดำเนินงานโดยปราศจากอคติโดยสิ้นเชิง และใช้หลักวิชาการในการตรวจสอบ โดยไม่ได้ทำหน้าที่ในการตัดสินถูกผิด แต่ยึดถือประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ

ปกรณ์ เรืองยิ่ง / ภาพ

พิธีปิดโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน หลักสูตรผู้บังคับบัญชาฯ ในสถานศึกษา รุ่นที่ 1 ณ ค่ายลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ

รมช.ศธ. “กนกวรรณ วิลาวัลย์” เป็นประธานปิดโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน หลักสูตรผู้บังคับบัญชาฯ ในสถานศึกษา รุ่นที่ 1 ที่ศรีสะเกษ ย้ำให้เป็นตัวอย่างที่ดี ปรับรูปแบบการถ่ายทอดสู่เด็กเยาวชนให้สอดคล้องกับยุคสมัย ตามความสมัครใจ พร้อมสนับสนุนการปรับปรุงค่ายลูกเสือของรัฐ 133 แห่ง ในการจัดกิจกรรม และบริการประชาชน

เมื่อวันพุธที่ 13 ตุลาคม 2564 เวลา 15.30 น. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีปิดการอบรมโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน หลักสูตรผู้บังคับบัญชาลูกเสือจิตอาสาพระราชทานในสถานศึกษา รุ่นที่ 1 พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 30 คน ณ ค่ายลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ (ห้วยคล้า) โดยมีนายวัฒนา พุทธิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ.), นางสาวทรงศรี วิระรังษิยากรณ์ รองเลขาธิการ กศน., นายเจษฎา ภานุพรหนองแสง รองศึกษาธิการภาค 14, ว่าที่ร้อยตรี ทวีศักดิ์ นามศรี ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1, นายสมยศ พรหมจันทร์ ผอ.ค่ายลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งคณะวิทยากร บุคลากรทางการลูกเสือ เข้าร่วมพิธีปิด

รมช.ศธ. กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระราชทานหลักสูตรลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน เพื่อให้ลูกเสือทุกเหล่าทุกกอง ได้มีโอกาสถวายงานด้านจิตอาสาพระราชทาน ในการช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งได้พระราชทานตราสัญลักษณ์ลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความร่วมใจ ถวายงานด้านจิตอาสาพระราชทานของเหล่าลูกเสือ และบุคลากรทางการลูกเสือ ต่อโครงการลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถบริหารจัดการ การฝึกอบรมบ่มเพาะ แก่ลูกเสือและเนตรนารีในสถานศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ

ขอเน้นย้ำถึงการถ่ายทอดสู่เด็กเยาวชนในสถานศึกษา ควรดำเนินการอย่างเพียบพร้อม เข้มแข็ง และเป็นตัวอย่างที่ดี โดยปรับวิธีการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และลูก ๆ นักเรียนที่จะเข้ารับการอบรม จะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจและเต็มใจ เพราะหลักสูตรจิตอาสาเป็นการฝึกความรับผิดชอบ เสียสละ เพื่อทำให้เกิดการอบรมและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยความเต็มใจ และมีจิตอาสาอย่างแท้จริง นอกจากนี้ เมื่อจบการอบรมในสถานศึกษาไปแล้ว หากมีเวลาก็ควรทำงานจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง เพื่อถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างสมพระเกียรติ สง่างาม และสร้างลูกเสือจิตอาสาพระราชทานให้ยืนยง ยั่งยืน

“ทั้งนี้ ยินดีที่จะสนับสนุนการทำนุบำรุงค่ายลูกเสือ ให้พร้อมรองรับการจัดกิจกรรมค่ายและการให้บริการประชาชน ทั้งค่ายลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ และค่ายลูกเสือของรัฐ ที่มีอยู่ 133 แห่งทั่วประเทศด้วย ขอแสดงความชื่มชมผู้บริหารและบุคลากรลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ ที่ดำเนินการอย่างเข้มแข็ง พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในจังหวัด ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน ประชาสังคม ตลอดจนท้องที่ท้องถิ่น เพื่อการมีส่วนร่วมพัฒนาเด็กเยาวชนและการศึกษาของศรีสะเกษอย่างแท้จริง” รมช.ศธ. กล่าว

สำหรับหลักสูตรผู้บังคับบัญชาลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ระดับสถานศึกษา เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ณ ค่ายลูกเสือจังหวัดศรีสะเกษ (ห้วยคล้า) มีจำนวน 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 11–13 ตุลาคม 2564 รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 15 -17 ตุลาคม 2564 และรุ่นที่ 3 ระหว่างวันที่ 19 – 21 ตุลาคม 2564 โดยมีเนื้อหาการอบรมเกี่ยวกับหลักสูตร ความหมายและตราสัญลักษณ์ลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมือง บทบาทหน้าที่ผู้บังคับบัญชาหน่วยลูกเสือจิตอาสาพระราชทานในสถานศึกษา ทักษะพื้นฐานของลูกเสือจิตอาสาพระราชทานด้านการพัฒนา การบริการ และช่วยเหลือภัยพิบัติ

นวรัตน์ รามสูต : สรุป/เรียบเรียง
สถาพร ถาวรสุข : ถ่ายภาพ
14/10/2564

รมว.ศธ.เปิดโครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง”

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2564 ณ โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรปราการ : กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดโครงการอารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 245 แห่ง เข้าร่วมพิธีผ่านระบบ Video Conference

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นางาสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในนามของข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโครงการ อารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” อันจะเป็นคุณประโยชน์ต่อระบบการศึกษาของเด็กไทย และของประเทศชาติสืบไป

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ต่างประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงห่วงใยพสกนิกรทุกหมู่เหล่า น้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา โดยเฉพาะทรงห่วงใยการศึกษาของเด็กไทยที่กำลังจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ

โครงการ อารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงด้วย “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” เป็นการน้อมนำแนวทางพระราชทาน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง และทำนา ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นการสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก และสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานแนวความคิด ฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริงในท้องถิ่น สู่การเรียนรู้ในสถานศึกษาให้เกิดผลในมิติต่าง ๆ ทางด้านการพึ่งพา มีความกตัญญู การพัฒนาจิตใจ การพัฒนาทางปัญญา รวมทั้งสามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของปวงข้าพระพุทธเจ้าทุกคน และพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ จักตราตรึงอยู่ในจิตใจของปวงข้าพระพุทธเจ้าตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ให้เป็นการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ แบบชาวบ้าน ปั้นโคก ขุดหนอง และทำนา เพื่อเป็นการสร้างต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็ก และสามารถดำเนินการได้ในทุกเงื่อนไขของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพื้นฐานแนวความคิด ฝึกวินัย ลงมือปฏิบัติ แก้ปัญหาจริงในท้องถิ่นสู่การเรียนรู้ในสถานศึกษา ให้เกิดผลในมิติต่าง ๆ ทางด้านการพึ่งพาตนเอง มีความกตัญญู พัฒนาจิตใจ ปัญญา รวมทั้งสามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สพฐ. ตระหนักถึงความสำคัญและได้น้อมนำโครงการมาปฏิบัติ โดยดำเนินการคัดเลือกสถานศึกษานำร่อง ระยะที่ 1 และระยะที่ 1 (เพิ่มเติม) จำนวน 102 โรงเรียน และได้ประสานความร่วมมือกับ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ศูนย์การเรียนกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง (โรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัย) และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ระยะที่ 1 เตรียมการพื้นฐานโครงการ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับสถานศึกษานำร่อง ระยะที่ 1 และระยะที่ 1 (เพิ่มเติม) เมื่อวันที่ 13 – 22 กันยายน และวันที่ 29 กันยายน 2564 ส่งผลให้สถานศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางที่ชัดเจน สำหรับนำมาพัฒนาจัดระบบการเรียนการสอน ตามหลักการ 5 เปลี่ยน 5 ประเมิน โดยสามารถปรับให้เข้ากับภูมิสังคมและบริบทของแต่ละท้องถิ่น อันจะนำพานักเรียนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนเป็นที่พึ่งของชุมชนต่อไป

ทั้งนี้ สพฐ. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จะทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ร่วมกันดำเนินงานโครงการ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเยาวชนให้เป็นคนดี มีความกตัญญู เป็นกำลังในการพัฒนาชาติสืบไป

“อารยเกษตร จะเป็นต้นแบบตัวอย่างของความสำเร็จ ทางด้านรูปธรรมและนามธรรม โดยน้อมนำองค์ความรู้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ตลอดจนคุณธรรม จากการได้ลงมือ ลงใจศึกษา และมาปฏิบัติด้วยตนเอง จนเกิดผลตามแนวทางพระราชทานอารยเกษตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

WordPress.com.

Up ↑