สพฐ.แจงกรณีนักเรียนนัดใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียน 1 ธ.ค.

(30 พฤศจิกายน 2563) นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในหลายโรงเรียนได้เชิญชวนกันไม่แต่งชุดเครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียนในวันที่ 1 ธันวาคม โดยให้แต่งชุดไปรเวทไปแทนนั้น

ในเรื่องนี้ นายอัมพรกล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน เห็นว่าควรปฏิบัติตามกฎระเบียบและกฎหมายที่ได้กำหนดไว้ โดยพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการแต่งชุดเครื่องแบบนักเรียน รวมถึงลักษณะของเครื่องแบบนักเรียน วิธีการแต่ง เงื่อนไขในการแต่ง และการยกเว้นไม่ต้องแต่งเครื่องแบบนักเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

ซึ่งตนเห็นว่า เจตนารมณ์ของระเบียบนี้ไม่ได้ต้องการที่จะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของนักเรียน แต่มองในเรื่องของความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพราะเมื่อใส่ชุดนักเรียนก็จะมีความแตกต่างจากบุคคลทั่วไป หากเกิดอันตรายขึ้นเครื่องแบบนักเรียนจะสามารถระบุได้ว่ามาจากโรงเรียนไหน ระดับชั้นอะไร อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างระเบียบวินัยผ่านเครื่องแต่งกาย ให้เด็กมีความรับผิดชอบแต่งกายให้ถูกระเบียบตามกฎกติกา เป็นการเริ่มต้นสร้างวินัยให้คนในชาติ

การแต่งเครื่องแบบยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำภายในโรงเรียน เพราะนักเรียนทุกคนได้แต่งเครื่องแบบที่เหมือนกัน ทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน เป็นการสร้างอัตลักษณ์และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งในแต่ละโรงเรียนมีเด็กที่มาจากครอบครัวที่แตกต่างกันทั้งเชื้อชาติ ศาสนา ฐานะ หากมีกติกากลางที่ใช้ร่วมกันก็จะเป็นการสร้างวินัยให้อยู่ร่วมกันในสังคมโรงเรียนได้อย่างสงบสุข และส่งผลถึงการใช้ชีวิตในสังคมภายนอกต่อไป

ส่วนในเรื่องของการนัดกันแต่งชุดไปรเวทไปโรงเรียนในวันที่ 1 ธันวาคมนั้น ตนเห็นว่าเป็นการเชิญชวนในลักษณะที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขกฎระเบียบ ซึ่งเปรียบเสมือนเชิญชวนให้นักเรียนไม่ปฏิบัติตามกฎกติกา โดยส่วนตัวเชื่อว่านักเรียนมีวิจารณญาณได้เองว่าจะปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือจะปฏิบัติตามคำเชิญชวนดังกล่าว ซึ่งหากต้องการแก้ไขกฎระเบียบในส่วนนี้ ตนเห็นว่านักเรียนมีสิทธิ์ที่จะเสนอความคิดเห็นหรือความต้องการที่ต่างจากกฎระเบียบเดิมได้ แต่ในการเสนอความคิดเห็นนั้นควรเข้าสู่กระบวนการแก้ไขกฎหมายตามระเบียบปฏิบัติ จึงจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ดังนั้นหากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ต้องนำเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงระเบียบ เมื่อปรับปรุงระเบียบเสร็จเรียบร้อยแล้วเสียงส่วนใหญ่เห็นพ้องด้วย และคนในประเทศเห็นชอบด้วย ก็เข้าสู่กระบวนการแก้ไข เมื่อแก้ไขกฎระเบียบแล้วก็ปฏิบัติตามได้ต่อไป

ทั้งนี้ หากในวันที่ 1 ธันวาคม มีนักเรียนที่ไม่ใส่เครื่องแบบและใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียน เราคงไม่สามารถห้ามนักเรียนให้เข้าเรียนได้ ต้องให้เด็กเข้าเรียนตามปกติ แต่คุณครูต้องสอบถามสาเหตุของนักเรียนด้วยว่าทำไมจึงไม่ใส่เครื่องแบบ โดยดูก่อนว่าเกิดจากเหตุจำเป็นหรือเจตนาที่จะไม่ใส่ ซึ่งหากนักเรียนเจตนาไม่ปฏิบัติตามกฎ ก็มีระเบียบที่เกี่ยวกับบทลงโทษกำหนดไว้แล้ว คุณครูจะไปลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุไม่ได้เพราะจะเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ต้องเข้าใจว่าตอนนี้ทั้งครูและนักเรียนต่างมีกฎหมายคุ้มครองเหมือนกัน ทุกคนต้องทำตามกฎกติกา ไม่ใช่ว่าครูจะทำอะไรก็ได้แล้วนักเรียนทำอะไรไม่ได้เลย เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายบ้านเมืองเหมือนกัน

ที่มา : เพจประชาสัมพันธ์ สพฐ.

เสมา3 ตรวจเยี่ยม รร.การศึกษาเด็กตาบอดเพชรบุรี เล็งจับคู่โรงเรียนร่วม ลดภาระค่าใช้จ่าย สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาแก่ทุกคน

(30 พฤศจิกายน 2563) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายธฤติ ประสานสอน รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน ชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

โดยมีนายสมสันต์ ลือกำลัง​ ศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี​, นางรัชนุช​ สละโวหาร​ ผอ.กศน.จังหวัด​เพชรบุรี​, นายชวลิต จงเจริญชัยสกุล ประธานกรรมการดำเนินงานมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาชะอำ, นายชนกภัทราณัฐ ข้าวหอม ผอ.โรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน ชะอำ ให้การต้อนรับ

นายชนกภัทราณัฐ ข้าวหอม กล่าวว่า โรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน ชะอำ จัดตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพและพัฒนาศักยภาพคนตาบอดพิการซ้ำซ้อนให้สามารถดำเนินชีวิตที่ดีตามศักยภาพของแต่ละคน ฝึกทักษะชีวิตด้านสังคม การศึกษาและอาชีพให้แก่คนตาบอดพิการซ้ำซ้อน จนสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม

รวมทั้งส่งเสริมให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม และเชื่อมต่อการพัฒนาศักยภาพคนตาบอดพิการซ้ำซ้อน อบรมคุณธรรม จริยธรรม และดูแลช่วยเหลือคนตาบอดพิการซ้ำซ้อนที่ขาดโอกาสทางครอบครัว และสังคม ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีความสุข

การดำเนินงานของโรงเรียน มีการปรับหลักสูตรโดยบูรณาการสอนทุกสาระวิชา เน้นด้านทักษะชีวิต และจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( Individualized Education Program : IEP ) สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการ ซึ่งในปีการศึกษา 2564 จะใช้เครื่องมือสำคัญที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน ได้แก่

  1. Individual Transition Planning (ITP) เป็นแผนการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจะมุ่งกำหนดเป้าหมายในอนาคต โดยประสานกับผู้ปกครอง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กว่าเมื่อจบไปแล้วจะไปประกอบอาชีพอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร ต้องมีทักษะใดติดตัวบ้าง
  2. Professional Learning Community (PLC) โดยการเชิญวิทยากรมาให้ความรู้ ร่วมกันทำงานวางแผนกับคณะครูเหมือนการทำวิจัยอย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ปัญหาเด็กรายบุคคลด้วยความร่วมมือของสหวิชาชีพหลากหลายด้าน

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากที่ได้รับทราบประเด็นปัญหาของโรงเรียน ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะรับไปแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของเงินอุดหนุนรายหัว การสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้พิการซ้ำซ้อนให้เข้าถึงการศึกษาและได้รับการดูแลที่ดีอย่างแท้จริง รวมถึงปัญหาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเรียนในโรงเรียนร่วม ยืนยันว่า ศธ.จะเดินหน้าขับเคลื่อนในทุกส่วนเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาและป้องกันปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

จากนั้น รมช.ศึกษาธิการ และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนธรรมิกวิทยา อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี โดยมี ดร.แสวง เอี่ยมองค์ ประธานประธานกรรมการดำเนินงานมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาเพชรบุรี นายประสม เนาวบุตร ผอ.โรงเรียนธรรมิกวิทยา นำผู้บริหาร ครู นักเรียน เข้าร่วมต้อนรับ

โรงเรียนธรรมิกวิทยา หรือชื่อเดิมว่าโรงเรียนการศึกษาวิทยาศาสตร์คนตาบอด ต่อมาสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อโรงเรียนให้ใหม่ว่า “โรงเรียนธรรมิกวิทยา” มีความหมายว่า โรงเรียนที่มีซึ่งวิชาความรู้และการประพฤติในความดี ต่อมานายแสวง เอี่ยมองค์ ได้บริจาคที่ดินจำนวน 8 ไร่ ในเขตอำเภอเขาย้อยแก่มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อใช้เป็นที่ตั้งสถานศึกษา ซึ่งโรงเรียนธรรมิกวิทยาได้เปิดการเรียนการสอนเป็นครั้งแรกในปีการศึกษา 2551 โดยได้รับอนุญาตให้เปิดเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอขอบคุณ ดร.แสวง เอี่ยมองค์ ที่เป็นผู้บริจาคที่ดิน และรวบรวมทุนจากผู้มีจิตศรัทธามาสร้างโรงเรียนธรรมิกวิทยาแห่งนี้ขึ้นด้วยเงิน 18 ล้านบาท โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว ทั้งนี้แต่เดิมโรงเรียนจะเน้นเรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อมีความต้องการที่หลากหลาย ทางโรงเรียนก็ปรับตัวให้สอดคล้องกับปัจจุบัน แต่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ทำให้เงินบริจาคลดลง ในส่วนของเงินอุดหนุนจากรัฐบาลก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากการบริหารจัดการและดูแลการศึกษาสำหรับผู้พิการตาบอด มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเด็กนักเรียนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ศธ.จะนำปัญหาดังกล่าวไปขับเคลื่อนในภาพรวม ทั้งในเรื่องของเงินอุดหนุนรายหัวที่เพิ่มขึ้น สวัสดิการที่จะเป็นของขวัญกำลังใจกับครูเอกชน นอกจากนี้ รมช.ศึกษาธิการ ยังมอบหมายให้ผู้บริหาร สช. ไปศึกษาแนวทางการจับคู่โรงเรียนร่วมในพื้นที่ ที่มีความพร้อมในการรับนักเรียนพิการเข้าไปเรียนด้วย เพื่อแก้ปัญหาการหาสถานศึกษาเรียนต่อ ปัญหาค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และด้านอื่น ๆ ด้วย

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ

รมว.ศธ.เปิดการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงซีมีโอ ครั้งที่ 43 ย้ำรับมือวิกฤตโควิดด้วยการลงทุนเพื่อปฏิรูปการศึกษา เร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนการสอน

รมว.ศึกษาธิการ เปิดการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 43 เน้นย้ำรับมือวิกฤตโควิด-19 ด้วยการลงทุนเพื่อปฏิรูปการศึกษา เร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนการสอน จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษาอย่างเพียงพอ ให้เกิดความเท่าเทียมกันของคุณภาพทางการศึกษา

(30 พฤศจิกายน 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 43 (43rd SEAMEO High Official Meeting: SEAMEO HOM) ผ่านระบบการประชุมทางไกล (WebEX) โดยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ., นางสาวชฎารัตน์ สิงหเดชากุล ผู้ตรวจราชการ ศธ., ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษม

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 55 ปี ขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีมีโอ ตลอดจนแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้โลกเปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อทุกด้าน รวมทั้งด้านการศึกษา

ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาล ผู้บริหาร และบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ของทุกประเทศในภูมิภาค จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว โดยการลงทุนเพื่อปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ ก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ยังมุ่งให้ประเทศในภูมิภาคปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงาน เร่งรัดการปฏิรูปการจัดการศึกษา แบ่งปันทรัพยากร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษาอย่างเพียงพอ เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศในภูมิภาคให้เกิดความเท่าเทียมกันของคุณภาพทางการศึกษา

ประเทศไทยยินดีที่จะร่วมมือกับประเทศสมาชิกซีมีโอ เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการขจัดปัญหาอุปสรรคด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของภูมิภาคต่อไป

สำหรับการประชุมผ่านระบบ WebEX ในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 140 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนอาวุโสระดับสูงจากประเทศสมาชิกซีมีโอ 11 ประเทศ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ผู้แทนประเทศสมาชิกสมทบ, หน่วยงานที่เป็นสมาชิกสมทบ, ผู้แทนศูนย์ระดับภูมิภาคและเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการซีมีโอ ตลอดจนหุ้นส่วนความร่วมมือต่าง ๆ โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติเพื่อพัฒนาการศึกษา กำหนดแนวทางในการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ในการพัฒนาการศึกษา วิทยาศาสตร์ รวมทั้งวัฒนธรรมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในการนี้ ประเทศสมาชิกซีมีโอได้ร่วมกันนำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ/กิจกรรมภายใต้ 7 ประเด็นสำคัญด้านการศึกษาของซีมีโอ (7 Priority Areas) คือ

  1. การส่งเสริมการจัดการศึกษาและการดูแลเด็กปฐมวัย (Early Childhood Care and Education)
  2. การจัดการอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา (Addressing Barriers to Inclusion)
  3. การเตรียมความพร้อมการศึกษาเพื่อเผชิญกับสภาวะฉุกเฉิน (Ensuring Resiliency in the Face of Emergencies)
  4. การส่งเสริมการศึกษาด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา (Promoting Technical and Vocational Education and Training)
  5. การปฏิรูประบบการพัฒนาครู (Revitalising Teacher Education)
  6. การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาและการวิจัย (Promoting Harmonisation in Higher Education and Research)
  7. การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Adopting a 21st Century Curriculum)

โดยเชื่อมโยงระหว่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา อีกทั้งสอดคล้องกับเป้าหมายที่มุ่งเน้นให้การศึกษามีความเท่าเทียม ทั่วถึง ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชนทุกช่วงวัย และเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อบรรลุวาระการศึกษาของซีมีโอภายในปี 2578 (2035 SEAMEO Education Agenda) ต่อไป

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ภาพ
สต.สป. / ข้อมูล

เกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เปิดเผยถึงเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งที่ประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ 8/2563 ได้เห็นชอบให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวขึ้น เนื่องจากหลักเกณฑ์เดิมใช้มาตั้งแต่ปี 2545 ไม่สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาในปัจจุบัน

โดยหลักเกณฑ์ใหม่นี้ จะทำให้การเกลี่ยอัตรากำลังจากโรงเรียนขนาดใหญ่ไปโรงสู่โรงเรียนขนาดเล็กจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ภายในระยะเวลา 5 -7 ปี ในการเกลี่ยอัตรากำลัง โดยใช้วิธีการบรรจุเข้าไปใหม่ หากมีตำแหน่งว่างและการเกลี่ยโดยการย้าย

ซึ่งจะทำให้โรงเรียนจะมีครูครบชั้น ทุกวิชาเอก การบรรจุ และการย้าย เป็นไปตามวิชาเอกที่โรงเรียนขาด พร้อมทั้งนำไปสู่การวางแผนอัตรากำลังในระยะ 10 ปี ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งการวางแผนการผลิตครูในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้การผลิตครูเหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่ง ก.ค.ศ.ได้ประมาณงานกับสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย เพื่อทำแผนการผลิตร่วมกัน พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกัน 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ก.ค.ศ. คุรุสภา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย เสนอ รมว.ศึกษาธิการ ลงนาม เพื่อร่วมกันวางแผนการใช้อัตรากำลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ และการผลิตครูต่อไปในอนาคต

อิชยา กัปปา / สรุป
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ถ่ายภาพ

‘ครูพี่​โอ๊ะ’ ​ลงพื้นที่​ กศน.ประจวบคีรีขันธ์-เพชรบุรี​ ย้ำเพิ่มช่องทางการขายผลิตภัณฑ์ กศน. พร้อมแก้ไขปัญหา​ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ​

ดร.กนก​วรรณ​ วิ​ลา​วัลย์​ รมช.ศึกษาธิการ​ พร้อมด้วย​ ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ กศน.​ ลงพื้น​ที่​ตรวจ​เยี่ยมการจัดการศึกษา​สำนักงาน​ กศน.จังหวัด​ประจวบคีรี​ขันธ์ โดยเน้นให้เพิ่มช่องทางการขาย เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์​ กศน.สู่สายตาชาวไทย และตรวจเยี่ยมสำนักงาน กศน.เพชรบุรี​ โดยให้เร่งแก้ปัญหา​ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ​ ย้ำชาว​ กศน.มีศักดิ์ศรี​เป็นพลเมือง​ดีของชาติ

กศน.จังหวัด​ประจวบคีรีขันธ์​ : เน้นเพิ่มช่องทางการขาย ดันผลิตภัณฑ์​ชาว​ กศน.สู่สายตาชาวไทย

29​ พฤศจิกายน​ 2563 – ​​ดร.กนก​วรรณ​ วิ​ลา​วัลย์ รมช.ศึกษาธิการ​ และคณะ ตรวจเยี่ยมสำนักงาน กศน.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนางสาวชไมพร อำไพจิตร​ รองผู้ว่าราชการ​จังหวัด​ประจวบคีรีขันธ์,​ นางกัลยาณี ศิวธรรมปัญญา รองศึกษาธิการจังหวัด รักษาการศึกษาธิการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์​, นางเรียงตะวัน​ สิทธิ​เชนทร์​ ผอ.กศน.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์​ นำผู้บริหาร​ ครู​ นักเรียน​ นักศึกษา​ ร่วมต้อนรับ​

รมช.ศึกษาธิการ​ เยี่ยมชมนิทรรศการ​ผลงานอำเภอ​ต่าง​ ๆ​ ของจังหวัด​ประจวบคีรีขันธ์​ พร้อมขอบคุณ​ความร่วมมือร่วมใจในการจัดการศึกษา​ กศน.​ ภายใต้​บริบทที่แตกต่าง​กัน​ ด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย​ จนทำให้ผลงานของชาว​ กศน.​ เกิดผลเป็นที่ประจักษ์​

สิ่งที่ต้องเร่งดำเนิน​การคือทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์​ของชาว​ กศน.เป็นที่รู้จัก​และมีช่องทางการขายมากขึ้น​ รวมถึงส่งเสริม​การสร้าง​ผลิตภัณฑ์​ที่มีความเป็นอัตลักษณ์​ นำไปสู่การจดอนุสิทธิบัตร​ และต่อยอดให้เป็น​อาชีพ​

สิ่งที่อยากฝากให้ครู​ กศน.​ เร่งพัฒนา​ผู้เรียน​คือ​ เทคนิค​การนำเสนอที่ดึงดูด​ความสนใจ​ เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขัน​ในเวทีที่ใหญ่​ยิ่งขึ้น​ ทั้งนี้ขอให้รับฟังความต้องการ​ของผู้​เรียน​ เพื่อนำมาปรับหลักสูตร​อย่างเหมาะสม​ มุ่งให้ทุกคนมีงานทำ​ มีรายได้​ และมีความภาคภูมิใจ​ในตนเอง

ขอชื่นชม​ กศน.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และทุกอำเภอ​ ที่ได้พัฒนาให้มีหลักสูตรหน้าที่พลเมือง ตามรอยพระยุคลบาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนน้อมนำแนวทางสืบสาน​ รักษา​ ต่อยอด​ ของรัชกาลที่ 10 มาสร้างเสริมความเป็นปึกแผ่นของประเทศ​ และยังอนุรักษ์อาชีพท้องถิ่น​ เช่น​ การจัดหลักสูตรเกี่ยวกับการร่อนทอง​ ถือเป็นอัตลักษณ์พิเศษของประจวบคีรีขันธ์ที่จะทำให้คนเรียน​ กศน.​ และประชาชนมีรายได้อย่างยั่งยืน

ในส่วนปัญหาที่ได้นำเสนอ​ เช่น​ กศน.บางอำเภอ​ไม่มีพื้นที่ก่อสร้างสำนักงาน​เป็นของตนเอง​ ซึ่งได้รับเรื่องไว้และประสานจังหวัดผ่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด​ประจวบคีรีขันธ์​ให้ช่วยจัดสรร​ที่ดิน​เพื่อก่อสร้าง​สำนักงาน​ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับบุคลากร​ กศน. ที่ยังไม่มีความมั่นคงก็เป็นปัญหาภาพรวมที่จะนำไปพิจารณา​หาทางออกให้ดีที่สุด เพื่อเป็นขวัญกำลังใจกับบุคลากร​ กศน.​ ต่อไป

กศน.เพชรบุรี​ : เร่งแก้ปัญหา​ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ​ ย้ำชาว​ กศน.มีศักดิ์ศรี​เป็นพลเมือง​ดีของชาติ

จากนั้น​ รมช.ศึกษาธิการ​ และคณะ​ เดินทาง​ไปตรวจ​เยี่ยม​การจัดการศึกษา​ สำนักงาน​ กศน.จังหวัดเพชรบุรี​ โดยมีนางวันเพ็ญ มังศรี​ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี​ นายสมสันต์ ลือกำลัง​ ศึกษาธิการจังหวัดเพชรบุรี​ นางรัชนุช​ สละโวหาร​ ผอ.กศน.จังหวัด​เพชรบุรี​ นำคณะครู​ นักเรียน​ นักศึกษา​ ให้การต้อนรับ​

รมช.ศึกษา​ธิการ​ กล่าวว่า​ วันนี้ได้เห็นความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนที่ช่วยกันขับเคลื่อนนโยบาย​และกระบวนการเรียนรู้​สู่เป้าหมาย​ เปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค จึงอยากฝากให้นักศึกษาทุกคนมีความคิดเป็นผู้ใหญ่​ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล​ มีความดีงาม​ ทำนุบำรุงชาติ​ ศาสน์​ กษัตริย์ ตลอดจนขอให้พัฒนาการสื่อสารภาษาที่สอง​ เพื่อนำไปสู่การเป็นมัคคุเทศก์อาชีพ ทั้งนี้ยินดี​น้อมรับฟังข้อเสนอแนะทุกมิติ​ เพื่อนำไปพัฒนางานด้านการศึกษาให้มีประโยชน์กับ​ กศน.​ ต่อไป

ฝากถึงสังคม​ว่า​ กศน.​เป็นสถานศึกษาที่ให้โอกาสกับคนทุกช่วงวัยที่ต้องการโอกาสในการศึกษา​ ดังนั้นจึงมีจัดการศึกษาอย่างเต็มที่​ และขอให้สังคมเชื่อมั่นว่าทุกคนที่เรียน​ กศน.​ มีเกียรติยศ​ มีศักดิ์ศรี​ และสามารถ​เป็น​พลเมืองดีของประเทศได้อย่างแน่นอน​

ส่วนปัญหา​ที่ได้พบในวันนี้คือ​ มีนักศึกษาที่เป็นผู้ต้องการความดูแลเป็นพิเศษ​ หรือนักศึกษาผู้พิการ​ ต้องการให้​ กศน.​ จัดหลักสูตรการเรียนที่เปิดกว้าง​​ และรับนักศึกษาให้มากขึ้น​ แต่ทาง​ กศน.​ ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามือที่จะทำการสอนนักศึกษาอยู่ ซึ่งถือเป็นความสำคัญเร่งด่วน​ที่กระทรวงศึกษาธิการจะนำไปผลักดันให้สอดคล้อง​กับความต้องการของผู้เรียน​ต่อไป

ปารัชญ์​ ไชย​เวช ​ /สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ /​ ถ่ายภาพ​

WordPress.com.

Up ↑