ครูโอ๊ะปลื้ม ศฝช.สุรินทร์ โชว์ผลงานเด่นเกษตรธรรมชาติผสานทฤษฎีใหม่ อัตลักษณ์ และภูมิปัญญา

ครูโอ๊ะปลื้ม “ศฝช.สุรินทร์” โชว์ผลงานเด่นเกษตรธรรมชาติผสานทฤษฎีใหม่-อัตลักษณ์-ภูมิปัญญา แนะพัฒนาสู่เกษตรอัจฉริยะ สร้างรายได้-วิถีชีวิตยั่งยืน ลั่นพร้อมรับฟังทุกปัญหา ทลายทุกอุปสรรค

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนสุรินทร์ (ศฝช.) อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ พร้อมมอบนโยบายและติดตามความคืบหน้าโครงการ “โคก หนอง นา” โมเดล

โดยมี นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นางวิมลมาลย์ รินไธสง ศธจ.จังหวัดสุรินทร์ นายวิชาญชัย แสบงบาล ผอ.ศฝช.สุรินทร์ ดร.ปัญญา ศาตรา ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดสุรินทร์ ตลอดจน ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และยโสธร ผู้บริหารท้องที่ท้องถิ่น บุคลากร และประชาชน เข้าร่วมและให้การต้อนรับ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนสุรินทร์ เป็นเขตติดต่อระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในขอบเขตความรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ตลอดทั้งประชาชนที่เข้ามารับบริการ

ซึ่งศูนย์ฝึกฯ แห่งนี้ มีความโดดเด่นในเรื่องของเกษตรกรรมการปลูกข้าวหอมมะลิ โดยวิธีเกษตรกรรมธรรมชาติ และในวันนี้ได้มีโอกาสชมการนวดข้าวแบบโบราณ การตำข้าวซ้อมมือ การบอกเล่าถึงเส้นทางของข้าว ได้รับความรู้ในการอนุรักษ์พันธุ์ข้าว วิธีปลูกข้าวเม็ดเดียว ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ได้ทั้งราคา มีกลิ่นหอมและรสชาติดี ตลอดจนร่วมกิจกรรมรอกกะลาพาเพลินและสมุนไพร การร่ายรำตรุษ เป็นประเพณีในช่วงปีใหม่ไทย (สงกรานต์) รวมทั้งเยี่ยมชมการดำเนินโครงการ โคก หนอง นา โมเดล ที่ผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้าน ผ่านฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ อาทิ การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ การเลี้ยงหมูป่า เป็นต้น ตลอดจนการเลี้ยงช้าง การสืบสานอาหารคาวหวาน โดยเฉพาะขนมเนียลและขนมโชค ที่เป็นอาหารพื้นถิ่น และเป็นขนมสำหรับประกอบในประเพณีมงคล จึงถือได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดำเนินงานสอดคล้องกับอัตลักษณ์ วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิม ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่จังหวัดสุรินทร์

นอกจากนี้ ยังจัดการศึกษาตามนโยบาย และจุดเน้นการดำเนินงานขับเคลื่อนการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ชายแดน ให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมอุดมปัญญา สร้างนวัตกร กศน.เพื่อจะต่อยอดเป็นนวัตกรรมในการผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์ ด้วยการจัดการให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกิดเป็นความมั่นคงยั่งยืนในพื้นที่ชายแดน สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

“ตลอดระยะเวลาของการทำงาน ได้เดินทางไปเยี่ยม กศน.จังหวัด อำเภอ และตำบลทั่วประเทศไทย เพื่อรับฟังปัญหาและสร้างขวัญกำลังใจแก่ครู บุคลากร และผู้บริหาร ที่ทำงานในทุกพื้นที่ เช่นเดียวกับการมา ศฝช.สุรินทร์ ในครั้งนี้ มีความตั้งใจมาตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์แห่งนี้ด้วยตนเอง ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับนับเป็นอีก ศฝช.ที่มีศักยภาพ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งยังได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก ดังนั้น ในนามตัวแทนกระทรวงศึกษาธิการ จึงต้องการที่จะช่วยส่งเสริม สนับสนุน ต่อยอดสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น ให้สอดคล้องกับทั้งนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายการพัฒนาของจังหวัดสุรินทร์ อย่างสมดุลกลมกลืน

แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือประชาชนในพื้นที่ตำบลกาบเชิง ตำบลโคกตะเคียน ตำบลตะเคียน และตำบลอื่น ๆ ในอำเภอกาบเชิง มีความตระหนักรู้และสืบสานรักษาวิถีเกษตร ผสานกับอัตลักษ์ท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี ภายใต้การสนับสนุนส่งเสริมของ ศฝช. และชาว กศน. ตลอดจนภาคีเครือข่ายในพื้นที่สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ จึงขอให้ร่วมกันพัฒนาวิถีเกษตร ก้าวไปสู่การเกษตรอัจฉริยะที่มีความยั่งยืน ภายใต้มิติแห่งอัตลักษณ์ของสุรินทร์ ส่งเสริมการสอนภาษาเขมร เพื่อสนับสนุนการค้าชายแดนสุรินทร์และบุรีรัมย์ และภาษาอังกฤษสำหรับลูกเสือมัคคุเทศก์และประชาชน ต่อยอดการท่องเที่ยวต่าง ๆ

ในส่วนของเสียงสะท้อนความต้องการของบุคลากร กศน. ทั้งค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร การพัฒนาแหล่งน้ำให้เพียงพอ ตลอดจนถึงการเพิ่มอัตรากำลังของบุคลากร พร้อมกับได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมและมีความมั่นคงมากขึ้น (ครูอาสา) และการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมของทุกศูนย์ฯ จาก 6 แสนบาท เป็น 1 ล้านบาท เพื่อให้สามารถสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้แก่คนทุกช่วงวัยได้ตามเป้าหมาย โดยจะรวบรวมรายละเอียดทั้งหมด เพื่อนำสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบของ ศฝช.ทั่วประเทศ ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการยุบเลิก ศฝช.แห่งนี้นั้น ขอยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีนโยบายในเรื่องนี้

และท้ายสุดนี้ ขอแสดงความชื่นชม ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดสุรินทร์ ที่เชื่อมโยงการทำงานกับทั่วทุกอำเภอ เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าการนำนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างชัดเจน พร้อมขอเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทุกคน ที่ปฏิบัติหน้าที่สร้างการเรียนรู้เพื่อประชาชนได้เป็นอย่างดี นับเป็น กศน.เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้การสนับสนุนของเครือข่ายทุกภาคส่วน (Good partnerships) ตามนโยบาย กศน. WOW เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนสิ่งดีให้กับพื้นที่นี้และประเทศ และขอขอบคุณการต้อนรับที่แสนอบอุ่นของชาวสุรินทร์และพื้นที่ใกล้เคียง ถือเป็นอีกจังหวัดที่สร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

จันทนา เชียงทอง, นวรัตน์ รามสูต: สรุป
นวรัตน์ รามสูต: เรียบเรียง
สถาพร ถาวรสุข, อิทธิพล รุ่งก่อน: ถ่ายภาพ
26/11/2563

ศธ.จัดพิธีรับพระราชทานโฉนดที่ดินในพระปรมาภิไธย รร.ราชวินิต และ รร.ราชวินิต มัธยม

กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิธีรับพระราชทานโฉนดที่ดินในพระปรมาภิไธย โดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งผู้บริหารโรงเรียนราชวินิต และโรงเรียนราชวินิต มัธยม เข้าร่วมพิธี

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 เวลา 13.30 น. ณ ห้องดำรงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานโฉนดที่ดินในพระปรมาภิไธย เนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 65.70 ตารางวา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนราชวินิต โดยนางสุพรรัตน์ สัตตธนชัยภัทร ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิต เป็นผู้รับมอบ และโฉนดที่ดินในพระปรมาภิไธย เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนราชวินิต มัธยม โดย ดร.เทพฤทธิ์ ยอดใส ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิต มัธยม เป็นผู้รับมอบ ซึ่งโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับออกให้ ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2562

นางสุพรรัตน์ สัตตธนชัยภัทร ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิต กล่าวว่า ตามบันทึกประวัติของโรงเรียน โรงเรียนได้รับพระราชทานการก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2509 มีพื้นที่ 6 ไร่ แต่ในโอกาสนี้โรงเรียนราชวินิตได้รับโฉนดที่ดินจำนวนพื้นที่ 10 ไร่ 2 งาน 65.70 ตารางวา ซึ่งพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นมาด้วยเป็นพระเมตตา ในหลวงรัชกาลที่ 10 พระราชทานพื้นที่ให้โรงเรียนได้ใช้สอยมากขึ้น ในนามของข้าราชการครู บุคลากร นักเรียน และผู้ปกครองของโรงเรียนราชวินิต ขอตั้งจิตอธิษฐานจะปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการที่ดี พัฒนาการศึกษาของนักเรียนอย่างยั่งยืนตลอดไป

นายเทพฤทธิ์ ยอดใส ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิต มัธยม กล่าวว่า โรงเรียนราชวินิต มัธยม สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้พระราชทานโฉนดที่ดิน เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวา ให้กับโรงเรียนราชวินิต มัธยม ซึ่งคณะครู ผู้บริหาร บุคลากร นักเรียน ผู้ปกครอง เครือข่าย รวมถึงครูอาวุโสทุกท่าน มีความปลาบปลื้มปิติอย่างยิ่ง และขอสัญญาว่าจะนำที่ดินดังกล่าวมาสร้างประโยชน์ตามที่ได้ทรงพระเมตตาตาพระราชทานให้ต่อไป

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

เสมา 2 ร่วมพิธีลงนามความร่วมมือ “สร้างเจนซีให้เป็นซีอีโอ (From Gen Z to be CEO)”

(26 พฤศจิกายน 2563) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมเป็นสักขีพยาน พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ โครงการ “สร้างเจนซีให้เป็นซีอีโอ (From Gen Z to be CEO)” โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผู้แทน 14 หน่วยงาน เป็นตัวแทนลงนาม ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์

รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พณ. กล่าวตอนหนึ่งว่า โครงการนี้เป็นการติดอาวุธทางความรู้ให้กับกลุ่มคนเจนเนอเรชั่นซี (Gen Z) หรือผู้ที่มีอายุระหว่าง 15-23 ปี ที่ปัจจุบันมีมากถึง 12 ล้านคน คิดเป็นกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเน้นที่จะพัฒนาและสร้างโอกาสให้กลุ่มคนเหล่านี้ ได้เข้าถึงองค์ความรู้ผ่านวิทยากรเอกชนผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งล้วนเป็นผู้ส่งออกที่มากประสบการณ์ ประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งสิ้น เพื่อพัฒนาองค์ความรู้สร้างโอกาสให้กับกลุ่มคน Gen Z จากการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจระหว่างประเทศในระดับสากล เตรียมความพร้อมเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพิ่มมูลค่าส่งออกให้กับประเทศไทย

สิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้ โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในวันข้างหน้าอาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากกว่านี้ รวดเร็วกว่านี้ แบบไม่ทันคาดคิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้นอย่างน้อย Gen Z ต้องเรียนรู้เพื่อปรับตัวจากตัวอย่างของโลกที่เปลี่ยนแปลง 3 ประการ

ประการแรก คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สถานการณ์นี้มาบอกเราว่า เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จะไม่ยอมเผชิญกับโรคก็ไม่ได้ เพราะมาถึงตัวเราแล้ว และไม่ได้มาเฉพาะประเทศเรา แต่ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก

ประการที่สอง คือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีน สงครามที่ไม่ได้เป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่เป็นการต่อสู้ด้วยมาตรการการค้าต่างๆ ทั้งสกัดกั้นการนำเข้า-ส่งออก เราต้องติดตามสงครามการค้าครั้งนี้แบบใกล้ชิด เพราะเชื่อว่าจะมีอีกหลายมาตรการทางการค้าของ 2 ชาติมหาอำนาจที่ออกมาฟาดฟันกันอีกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบตรงตรงต่อการค้าไทยและการค้าโลก

ประการที่สาม คือ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว มีผลมากที่จะทำให้โลกเปลี่ยน ซึ่งไม่สามารถรู้ได้ด้วยการดูแค่ GDP (Gross Domestic Product:ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ) ซึ่งก็ยังขึ้นอยู่ อยู่ในเกณฑ์บวก แต่บวกน้อยลงไปเรื่อยๆ เรียกว่าเป็นช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งวิกฤตนี้ส่งผลทั้งต่อตัวเลขการค้า การส่งออก และตัวเลขการจับจ่ายใช้สอยของคนทั้งโลก

ทั้งสามประการที่กล่าวมานี้ อยากให้ Gen Z ทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง ถ่องแท้ และนำมาซึ่งการเตรียมรับมือ การปรับตัว เผชิญกับภาวะโลกเปลี่ยนอีกมากมายต่อไปในอนาคตอันใกล้ที่จะถึงนี้

อนึ่ง พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ฯ ในครั้งนี้ มี 15 หน่วยงานร่วมลงนาม ได้แก่

1. กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
2. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 47 แห่ง ทั่วประเทศ)
3. บริษัททรู คอร์เปอเรชั่น (มหาชน) จำกัด
4. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี และคณะเศรษฐศาสตร์)
5. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
6. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
8. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
9. วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
10. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
11. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
12. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
13. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
14. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
15. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

ศธ.ประชุมเตรียมจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2564

กระทรวงศึกษาธิการ เชิญหลายหน่วยงานประชุมเตรียมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2564

(26 พฤศจิกายน 2563) นายธนู ขวัญเดช ศึกษาธิการภาค 10 รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็ก ประจำปี 2564 ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยมีผู้แทนจากส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงเข้าร่วมประชุม

การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2564 ของกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ดังนี้

  • งานแถลงข่าว ในวันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม 2563 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการแถลงข่าว
  • กิจกรรมนำเด็กและเยาวชนดีเด่น จำนวน 564 ราย รวมทั้งเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ จำนวน 225 ราย เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี ในวันพุธที่ 6 มกราคม 2564 เวลา 9.00 น. สถานที่รอยืนยัน
  • งานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2564 ในวันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2564 เวลา 8.30 น. ณ กระทรวงศึกษาธิการ โดยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าของการจัดทำหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2564 โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งในปีนี้ใช้ชื่อว่า “สู้ไปด้วยกัน” กรอบแนวคิดของหนังสือ เป็นเรื่องของการปรับตัวของเด็กไทยในยุค New Normal

ในส่วนของตราสัญลักษณ์วันเด็กแห่งชาติ เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์งาน จะยังคงเป็นตราสัญลักษณ์เหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2561-2565) ดาวน์โหลดได้ที่นี่

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ถ่ายภาพ

WordPress.com.

Up ↑