ศธ.จัดพิธีถวายราชสดุดี “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” ประจำปี 2563

(25 พฤศจิกายน 2563) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีถวายราชสดุดี และถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า หรือวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2563

โดยมีนายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. ในฐานะเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) ผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ข้าราชการ ลูกเสือเนตรนารี จากหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 1,500 คน เข้าร่วมพิธี ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ด้วยวันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของคณะลูกเสือแห่งชาติ ตลอดจนบรรดาลูกเสือ เนตรนารี บุคลากรทางการลูกเสือ ตลอดจนพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ซึ่งเป็น “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” หรือวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย ที่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบปีอีกวาระหนึ่ง

บรรดาลูกเสือทุกหมู่เหล่าได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาธรรม ด้วยการมาร่วมวางพวงมาลา และถวายราชสดุดี ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ พร้อมทั้งเชิญชวนลูกเสือเนตรนารี บุคลากรทางการลูกเสือประกอบพิธีถวายราชดุดี และร่วมปฏิบัติกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ โดยพร้อมเพรียงกันทั่วราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเพณีของลูกเสือที่ปฏิบัติมาอย่าต่อเนื่อง เพื่อถวายเป็นราชสักการะ พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกล ทรงเห็นว่าประเทศชาติจะมีความมั่นคงได้นั้น ต้องมีกำลังกองทัพที่มีคุณภาพ ประชาชนมีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงทรงตั้งกองเสือป่า และนำเยาวชนมาฝึกอบรมตามหลักวิชาการทหาร เพื่อเป็นกำลังสำรองในการป้องกันประเทศ

ต่อมาได้ทรงเล็งเห็นถึงการปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักหน้าที่ในการประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง จึงทรงตั้งกองลูกเสือขึ้น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454 ทรงดำเนินการตราพระราชบัญญัติ ระเบียบ ข้อบังคับ ลักษณะการปกครองและฝึกอบรมลูกเสือ ในกองที่ตั้งใหม่ด้วยพระองค์เอง และมีพระราชประสงค์ให้นำกิจการลูกเสือไปเผยแพร่ตามโรงเรียนต่าง ๆ ในทุกมณฑลของประเทศ เพื่อฝึกอบรมเด็กและเยาวชนของขาติ ไว้เป็นกำลังในการป้องกันชาติบ้านเมือง และเป็นพลเมืองดีเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ จึงทำให้กิจการลูกเสือมีความเจริญรุ่งเรือง และพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ตามกาลสมัยจวบจนปัจจุบันเป็นเวลา 109 ปี

ปัจจุบันได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า กิจการลูกเสือเป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาเยาวชน ให้เป็นพลเมืองดีด้วยระบบอย่างมีคุณค่า คือ สร้างเยาวชนให้มีระเบียบวินัย รู้จักเสียสละ พึ่งตนเอง บำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม และช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ ทั้งยังเป็นการวางรากฐานในอนาคตให้เกิดความแข็งแกร่งมั่นคง เป็นเกราะกำบังในการเผชิญปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ

หากเยาวชนปฏิบัติตนตามกฎและคำปฏิญาณของลูกเสืออย่างเคร่งครัด เปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจให้มุ่งมั่นต่อการทำความดี ด้วยหลักคุณธรรม จริยธรรม สร้างความสมานฉันท์ และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมที่จะให้การส่งเสริมสนับสนุนกิจการลูกเสือด้วยความยินดี

ในโอกาสที่ได้มาพร้อมกันต่อหน้าเบื้องพระพักตร์ พระบรมราชานุสรณ์ของพระองค์ในวันนี้ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดลูกเสือไทย จึงให้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และลูกเสือทั้งหลายจงพร้อมใจกัน รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพวกเรา ขอให้ทุกคนจงตั้งจิตปณิธานอันแน่วแน่ สนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชประสงค์เห็นคนในชาติบ้านเมืองมีความสามัคคี มีวินัย

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วน จะได้ทบทวนและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนากิจการลูกเสือ ไม่ว่าลูกเสือทั้งในและนอกระบบโรงเรียน จงพร้อมใจกันประสานสัมพันธ์พัฒนาหล่อหลอมเด็ก เยาวชน และประชาชนให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งเชื่อมั่นว่าหากเด็ก เยาวชน และประชาชนมีคุณภาพและเข้มแข็ง สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จะมีความมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป

“ข้าแต่พระวิญญาณอันทรงศิริเสาวภาคย์ กอร์ปด้วยพระเมตตา พระกรุณาและพระปัญญาคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะเสด็จสวรรคตไปเป็นเวลา 95 ปีแล้ว พระองค์ทรงประทับอยู่ ณ สรวงสวรรค์ชั้นใด ขอพระองค์ทรงพระกรุณาทราบว่า บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะยึดมั่นในกตัญญูกตเวทิตาธรรม รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อยู่เสมอ และจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้กิจการลูกเสือ ตลอดจนประเทศชาติอันเป็นที่รัก และหวงแหนของปวงชนชาวไทย ได้เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปตลอดกาลนาน”

รองปลัด ศธ. ในฐานะเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กล่าวว่า วันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระรามธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ซึ่งคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ กำหนดให้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของ “คณะลูกเสือแห่งชาติ”

ตามประเพณีที่ปฏิบัติ ลูกเสือ เนตรนารี และบุคลากรทางการลูกเสือ ได้ร่วมกันแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาธรรมต่อองค์ พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย ด้วยการประกอบพิธีวางพวงมาลา ถวายราชสดุดี และแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ออกบำเพ็ญประโยชน์ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร เพื่อถวายเป็นราชสักการะ และแสดงออกถึงเกียรติของลูกเสือ

สำหรับส่วนกลาง นับเป็นประเพณีอันสำคัญยิ่ง ที่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดประกอบพิธีวางพวงมาลาและถวายราชสดุดี ในนาม “คณะลูกเสือแห่งชาติ” ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
ปรานี บุญยรัตน์, อานนท์ วิชานนท์ / ภาพ

รมว.ศธ.เปิดงาน ’10 ปี การพัฒนาต่อยอดโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยตามอุดมการณ์’ แนะเตรียมวางรากฐานความพร้อมโลกอนาคตด้าน Quantum Computing

(25 พฤศจิกายน 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน ’10 ปี การพัฒนาต่อยอดโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยตามอุดมการณ์’ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, HE Mr Nashida Kazuya เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นฯ, HE Mr Taha Macpherson เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เข้าร่วมงาน

VTR : ครบรอบ 10 ปี การเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย
เอกสารที่เกี่ยวข้อง : เอกสาร และโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ ปี 2561-2562

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 10 ปี การพัฒนาต่อยอดโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จนเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำ มีความสามารถสร้างองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีให้กับประเทศชาติและสังคมไทยในอนาคต ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง คือ

  • คุณสัมพันธ์ ทองสมัคร อดีต รมว.ศธ. ที่ริเริ่มจัดตั้งโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย มาตั้งแต่ปี 2536 จำนวน 10 แห่ง จนถึงปัจจุบัน ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 12 แห่งทั่วประเทศ
  • คุณชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีต รมว.ศธ. ที่ได้เสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพื่อดูแลนักเรียนในกลุ่มจุฬาภรณราชวิทยาลัย ในอัตราที่สูงพอสมควร ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
  • คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ. ที่รับผิดชอบ ดูแล ต่อยอด กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ในปัจจุบัน
  • เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ ที่มีส่วนร่วมส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมทางวิชาการร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง
  • มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง ที่จัดสรรบุคลากรในการสนับสนุนโรงเรียนที่เป็นต้นแบบ
  • ครู-ผู้บริหาร ที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการดูแลเด็กนักเรียนให้มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โอกาสนี้ จึงขอท้าทายระบบการเรียนการสอนของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยให้แข็งแรงมากไปกว่านี้ เพราะเด็กเหล่านี้ถือเป็น ‘หัวกะทิ’ หรือ Elite ของประเทศไทย อยากให้ไปยืนในลำดับต้น ๆ ของโลก ได้รับการส่งเสริม พัฒนาต่อยอด เพื่อทำผลประโยชน์ให้กับประเทศไทยได้อีกหลากหลายรูปแบบ

ที่ผ่านมา เคยไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยหลายแห่ง ทำให้ได้เห็นการบริหารจัดการที่เข้มข้น ความมีวินัย ความเป็นระเบียบ จึงอยากเห็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำรูปแบบที่ดีไปพัฒนา กระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อยกระดับโรงเรียนในสังกัดให้มีคุณภาพมากขึ้น

ตอนนี้โลกอนาคตของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะยกระดับไปเป็น Quantum Computing (หรือการประมวลผลควอนตัม ที่เป็นการยกระดับของฟิสิกส์ เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่เปลี่ยนจากการทำงานบนแผงวงจร มาใช้คุณสมบัติพิเศษของอะตอมแทน ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวทำให้แต่ละ Qubit ทำงานได้เร็วกว่า Bit อย่างมหาศาล มีความเร็วมากกว่า PC ทั่วไปถึง 100 ล้านเท่า) ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ประมาณ 300 คนเท่านั้น หากเราวางรากฐานเรื่องนี้ ไม่ต้องรอให้ประเทศอื่น ๆ มาชี้นำ เช่น อาจจะต้องส่งเสริมด้านภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น เยอรมนี พร้อมทั้งจัดสรรทุนเด็ก ให้ไปเรียนต่อยอดในเรื่องเหล่านี้ ก็ถือเป็นความท้าทายของระบบบริหารจัดการ การจัดสรรงบประมาณ เพื่อพัฒนาทักษะวิชาการที่แตกต่างกัน

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการพัฒนาโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยนั้น ความทุ่มเทของผู้อำนวยการและครู ถือว่ามีบทบาทต่อความเจริญก้าวหน้าของโรงเรียนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นลักษณะโรงเรียนประจำ เด็กสามารถเรียนรู้ได้ 24 ชั่วโมง และการที่มีกิจกรรมการแข่งขันต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ ทำให้เด็กและครูตื่นตัว ขยับคุณภาพขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเด็กพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว โรงเรียนในกลุ่มทั้ง 12 แห่ง มีการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ต่าง ๆ หลากหลาย ทำให้เด็กอยากเรียนในสิ่งที่สนใจ ถือเป็นความสามารถของคณะกรรมการฯ โรงเรียน ครูผู้สอน มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ที่เป็นต้นแบบให้กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยได้เรียนรู้

จากการตรวจเยี่ยมที่ผ่านมา จึงมีความประทับใจในกลุ่มโรงเรียนหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เด็กมักนำเอาปัญหาของท้องถิ่นมาเป็นโครงงานวิจัย เช่น เด็กพบปัญหาเกี่ยวกับท่อแก๊สหุงต้มของแม่ค้าในโรงเรียน ก็ได้ทำการวิจัยว่า จะทำอย่างไรให้แม่ค้าขายอาหารกลางวันได้โดยไม่ต้องดมกลิ่นแก๊สหุงต้ม

หรืออีกความประทับใจในการเยือนญี่ปุ่นเมื่อปี 2562 เด็ก ม.3 จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี และพิษณุโลก ที่ได้รับการคัดเลือกไปเรียน KOSEN ที่ญี่ปุ่น ครูของญี่ปุ่นก็ทึ่งกับผลการเรียนเด็กต่างจังหวัดของไทยที่ชนะเด็กญี่ปุ่นด้วย

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ถือเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ และยืนยันได้ว่าหากเด็กของเราได้รับโอกาส และมีบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี เด็กไทยสามารถทำได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว อีกทั้งเด็กนักเรียนกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยก็มีผลการสอบสูงกว่ามาตรฐาน PISA อีกด้วย

นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการ กพฐ. ในนามของคณะกรรมการโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยได้พัฒนาก้าวหน้าเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพในระดับนานาชาติ ทั้งยังประสบความสำเร็จในการรักษาคุณภาพการเรียนการสอนทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง โดยนักเรียนได้รับการบ่มเพาะความรู้ ทักษะ และการศึกษาที่เน้นคุณภาพ สำหรับการเตรีบยมความพร้อมด้านกำลังคน อันเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศด้านการเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ นักคิดค้นนวัตกรรม ซึ่งกลุ่มโรงเรียนทั้ง 12 แห่งอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อกระจายโอกาสและการพัฒนานักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านดังกล่าวได้อย่างทั่วถึง

ดังนั้น ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 จึงเป็นวาระสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จก้าวหน้า ตามอุดมการณ์และเป้าหมายของการพัฒนาโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย

กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์​จุฬาภรณ​ราช​วิทยาลัย ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 12 แห่ง กระจายในทุกภูมิภาคของประเทศ คือ จังหวัดเชียงราย, พิษณุโลก, ลพบุรี, ปทุมธานี, เลย, มุกดาหาร, บุรีรัมย์, ช​ลบุรี, เพชรบุรี, นครศรีธรรมราช, ตรัง และสตูล

ลิงก์รับชม Facebook Live
ของ รมช.ศธ.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / ถ่ายภาพ

WordPress.com.

Up ↑