หมวดหมู่
เสมา 3

รมช.ศธ.”กนกวรรณ วิลาวัลย์” ลงพื้นที่เมืองไข่มุกแห่งอันดามัน ผลักดันสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์นานาชาติฯ ติดตามนโยบาย กศน.-การศึกษาเอกชน

(2 พฤศจิกายน 2563) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ, นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ., นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศึกษาธิการ, นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ., นายธนู ขวัญเดช และนายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ., นายพีรศักดิ์ รัตนะ รองเลขาธิการ สกศ., นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการ กพฐ., นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการ กอศ. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ด้านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการศึกษาเอกชน ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 3/2563 กลุ่มจังหวัดอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา สตูล ภูเก็ต ระนอง) โดยมีนายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ กศน. กล่าวให้การต้อนรับ ณ สำนักงาน กศน.จังหวัดภูเก็ต และนายธฤติ ประสานสอน รองเลขาธิการ กช. กล่าวให้การต้อนรับ ณ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต

ลงพื้นที่ติดตามนโยบาย กศน. ที่สำนักงาน กศน.จังหวัดภูเก็ต

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มภาคใต้ฝั่งอันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา สตูล ภูเก็ต ระนอง) ได้รับฟังปัญหาของการจัดการศึกษาของ กศน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยภาพรวมปัญหามีความคล้ายคลึงกัน อาทิ

  • อาคารสถานที่ ซึ่ง กศน. ตำบลไม่ได้มีสถานที่เป็นของตัวเอง จึงไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้ แต่ที่เป็นอยู่แล้วได้รับการดูแลที่ดีขึ้น
  • อัตรากำลังและความมั่นคงของบุคลากร โดยเฉพาะตำแหน่งที่เป็นจ้างเหมาบริการ ตำแหน่งบรรณารักษ์ ซึ่งยังขาดอัตรากำลังอยู่
  • เทคโนโลยีอุปกรณ์ที่ยังไม่ทันสมัย บางที่ที่ทันสมัยก็ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงอื่น แต่ยังมีหลายพื้นที่ที่ยังขาดแคลน
  • กฎระเบียบไม่เอื้อต่อการพัฒนาการศึกษาของ กศน. ซึ่งบางเรื่องได้ดำเนินการแล้ว และบางเรื่องจะดำเนินการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนี้ ภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ตได้มีการนำเสนอในเรื่องของอุทยานวิทยาศาสตร์นานาชาติเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งมีความทันสมัย เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของภาคใต้กลุ่มอันดามัน ตลอดจนระดับนานาชาติ แต่ยังมีความกังวลในเรื่องสถานที่ งบประมาณการก่อสร้าง และงบประมาณการบริหารจัดการสถานที่ ที่ค่อนข้างสูง จึงต้องมีการหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และประสานกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการผลักดันการสร้างอุทยานวิทยศาสตร์ฯ ต่อไป

ในส่วนของนโยบาย กศน. มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของหน่วยงานและบุคลากร กศน. ทุกคน สามารถพัฒนา กศน. ไปสู่การศึกษาในยุคดิจิทัลได้อย่างมีคุณภาพ ปรับปรุงหลักสูตรการจัดการเรียนสอนของ กศน. ให้ทันสมัยสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลาผ่านสื่อออนไลน์โดยปราศจากข้อจำกัด รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ Brand กศน. ตําบล 5 ดีพรีเมี่ยม ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนพัฒนา Co-learning Space ให้เป็นสถานที่ของประชาชนในการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกช่วงวัยในพื้นที่ทั้ง 5 ภูมิภาคของประเทศ

นายธนภัทร อุทวราพงศ์ ตัวแทนภาคีเครือข่ายภาคเอกชน เปิดเผยว่า โครงการสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์นานาชาติเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดภูเก็ต ภายใต้แนวทางการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Public Private Partnership: PPP หรือการอนุญาต หรือให้สัมปทาน หรือให้สิทธิแก่เอกชนดําเนินกิจการของรัฐ ทั้งในกิจการ เชิงพาณิชย์และสังคม) คาดว่าจะใช้งบประมาณเบื้องต้นราว 200 ล้านบาท ในการก่อสร้างเพื่อพร้อมเปิดตัวเป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชนทั่วภาคใต้รวมถึงนานาชาติต่อไป

ตรวจเยี่ยมโรงเรียนสองภาษา ณ โรงเรียนขจรเกียรติศึกษา

รมช.ศึกษาธิการ และคณะ ได้พบปะผู้บริหาร ครู นักเรียนโรงเรียนขจรเกียรติศึกษา จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสองภาษา ที่มีหลักสูตรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ทั้งนี้ ได้เยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนเด็กนานาชาติปฐมวัย และห้องสมุดของโรงเรียนฯ โดยมีนางสาวธิดาพร เหล่าวิเศษกุล ผู้รับใบอนุญาต คณะครู นักเรียน ให้การต้อนรับ โดยเด็กนักเรียนได้นำเสนอ Education 4.0 to Student 4.0 to Nation 4.0 to Thailand 4.0 จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่

  • Innovation Project Learning (การเรียนรู้จากโครงงานสิ่งประดิษฐ์(EAT BY application:แจ้งเตือนวันหมดอายุของสินค้า อีกทั้งสามารถเปรียบเทียบพฤติกรรมการบริโภคในแต่ละช่วงเวลาเพื่อดูแลสุขภาพได้)
  • Digital Education (การเรียนรู้การเขียนโปรแกรมออกแบบทักษะป้อนคำสั่งหุ่นยนต์(Coding))
  • Young Entrepreneur (ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์)
  • Excellent English Trainer (ก้าวไปสู่มาตรฐานสากลผ่านการทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษระดับนานาชาติ อาทิ O-Net ภาษาอังกฤษ , OTE , IELTS)

ติดตามนโยบายการศึกษาเอกชน ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและความคาดหวังต่อการจัดการศึกษาเอกชนจากผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองโรงเรียนเอกชนทุกภูมิภาค เพื่อรับฟังความคิดเห็น สะท้อนปัญหาสู่การพัฒนาและสร้างค่านิยมเชิงบวกในหลายประเด็น ซึ่งรมช.ศึกษาธิการ ได้กำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาการจัดการศึกษาเอกชนหลายประการจำแนกเป็น 4 ด้าน ได้แก่

  • ด้านการบริหารจัดการเรียนการสอน อาทิ ศธ.กำหนดให้มีการปรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยแยกสัดส่วนแต่ละกลุ่มสาระวิชาการเรียนรู้หลักให้มีความเหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงชั้น มุ่งผลิตผู้เรียนตามความต้องการของประเทศในอนาคต ส่งเสริมให้เด็กมีทักษะ คิดวิเคราะห์เป็น และให้ผู้เรียนมีทางเลือกในการเรียนรู้หลากหลายมากยิ่งขึ้นตามความชอบและความถนัด ซึ่งในเรื่องนี้ได้มอบให้สช.ประสานขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการปรับหลักสูตรกับ สพฐ.ด้วย อีกทั้งได้ปรับปรุงกฎ ระเบียบ ให้เอื้อต่อการบริหารจัดการ รวมทั้งให้ สช. จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้ด้วยระบบดิจิตอล สช.” โดยให้ประสานความร่วมมือจากพันธมิตรเครือข่ายมาให้การสนับสนุนเป็นระบบบริหารการเรียนการสอน เป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 1 ภาคเรียน โดยนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งจะช่วยให้ครูและผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนด้านปฐมวัยจัดการศึกษาให้เด็กมีพัฒนา 4 ด้าน (ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา) พัฒนาด้านตัวตน (Self Development) พัฒนาทักษะสมอง (Executive Function: EF) ให้เด็กคิดเป็น มีความเชื่อมั่น ภูมิใจในตนเอง เป็นต้น
  • ด้านครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา อาทิ พัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล โดยส่งเสริมให้โรงเรียนเอกชนสามารถพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน พัฒนาทักษะครูด้านการพัฒนาเครื่องมือและประเมินผลระดับสถานศึกษา และขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา อีกทั้งส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) โดยจัดอบรมครูผู้สอนกลุ่มสาระวิชาเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้วิทยาการคำนวณ จำนวน 1,100 คน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือการพัฒนาการสอนภาษาจีน โดยประสานการดำเนินการรับครูอาสาสมัครชาวจีนเข้ามาสอนในโรงเรียนเอกชน และพัฒนาศักยภาพด้านภาษาจีนของนักเรียนโรงเรียนเอกชน ตลอดจนพัฒนาครูที่สอนนักเรียนพิการเพื่อเพิ่มศักยภาพครูให้นำความรู้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเด็กที่มีความพิการหรือมีความจำเป็นพิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
  • ด้านการบริหารจัดการของโรงเรียน ความสะอาด สุขอนามัย และความปลอดภัย อาทิ ให้สช.จัดทำมาตรการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนเอกชนในระบบ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมสนับสนุนให้สถานศึกษามีมาตรการบริหารจัดการสถานศึกษา ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมีมาตรการด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านบุคลากรในสถานศึกษา ด้านอาคารสถานที่ ด้านรถรับ-ส่งนักเรียน ด้านการป้องกันอุบัติเหตุ ด้านภัยพิบัติ ด้านสุขาภิบาลอาหาร ด้านสุขภาพอนามัยของนักเรียน ด้านปัญหาทางสังคม ให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
  • ด้านการติดต่อสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ และการรับเรื่องร้องเรียน อาทิ เปิดช่องทางการติดต่อสื่อสาร จัดทำแอปพลิเคชัน On Mobile ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มช่องทางในการอำนวยความสะดวกด้านการติดต่อสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร พร้อมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลด้านความรู้และสวัสดิการ จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนไปยังผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา  นอกจากนี้ยังมีช่องทางโทรศัพท์สายด่วน เบอร์ 1693  ทาง facebook ทาง twitter อีกทั้งเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและความคาดหวังต่อการจัดการศึกษาเอกชนจากผู้บริหาร ครู บุคลากร นักเรียน ผู้ปกครองในทุกภูมิภาค เพื่อรับฟังความคิดเห็น สะท้อนปัญหา เพื่อนำมาหาแนวทางนโยบายในการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งจัดตั้งคณะทำงานประสานงานการจัดการศึกษาเอกชนในส่วนภูมิภาค แบ่งพื้นที่รับผิดชอบตามเขตตรวจราชการ 18 เขต เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการดำเนินงานการศึกษาเอกชนกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด โรงเรียนเอกชน และส่วนราชการอื่น ๆ ตลอดจนจัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ ร้องเรียน เกี่ยวกับโรงเรียนเอกชน ในการให้บริการรับเรื่องราวร้องทุกข์ ร้องเรียน แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One stop service) เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ในการให้บริการ เป็นต้น

หวังเป็นอย่างยิ่งว่านโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาเอกชนที่ได้ร่วมผลักดัน เพื่อปลดล็อก ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงจากการรับฟังความคิดเห็น และความคาดหวังต่อการจัดการศึกษาเอกชนจากผู้บริหาร ครู นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนเอกชนในทั่วทุกภูมิภาค จะส่งผลให้โรงเรียนเอกชนมีความเข้มแข็ง และเป็นกำลังสำคัญร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยกระทรวงศึกษาธิการจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะการกระทำสำคัญกว่าคำพูด

ภาพเพิ่มเติม
Facebook

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s