หมวดหมู่
ผู้บริหาร

ชีวิตวิถีใหม่ ประเทศไทยหลังโควิด “พร้อมรับ ปรับตัว เปลี่ยนแปลง”

รมช.ศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุมปี 2563 ของ สศช. “ชีวิตวิถีใหม่ ประเทศไทยหลังโควิด” โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ ย้ำการพัฒนาประเทศไทยในยุค New Normal ต้องสร้างสมดุลของมนุษย์และธรรมชาติ เสริมจุดแข็งเดิม สร้างจุดแข็งใหม่ “พร้อมรับ ปรับตัว เปลี่ยนแปลง (Cope Adapt Transform)” เพื่อเผชิญสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ไม่ว่าจะรวดเร็วรุนแรงเพียงใด และก้าวเดินต่อไปด้วยความสมดุล

(21 กันยายน 2563) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมประจำปี 2563 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เรื่อง “ชีวิตวิถีใหม่ ประเทศไทยหลังโควิด” โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีเข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บนโลกใบนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่ร้ายแรงขนาดนี้ แต่เราจำเป็นต้องตั้งหลักเตรียมพร้อม รวมทั้งปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แม้ทุกประเทศจะล้มกันหมด แต่สิ่งสำคัญคือ จะต้องหาวิธีลุกขึ้นให้ได้โดยเร็ว

ดังนั้น ประเทศไทย โดย สศช. จึงปรับแนวทางการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับ “ชีวิตวิถีใหม่” (New Normal) ด้วยคำนึงถึงประเด็นสำคัญ คือ สร้างสมดุลของมนุษย์และธรรมชาติ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของมนุษย์ในสังคม ตลอดจนสร้างการเติบโตอย่างพอเพียง

ด้วยเหตุนี้ แนวทางใหม่ของการพัฒนาประเทศช่วงครึ่งหลังของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาในแผนฯ ฉบับที่ 13 จึงประกอบด้วยการปรับจุดอ่อน เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้สามารถรองรับชีวิตวิถีใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำ ก่อให้เกิดความยั่งยืน และเสริมจุดแข็งเดิม สร้างจุดแข็งใหม่ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น ภายใต้แนวคิด “Resilience” (ความยืดหยุ่น) จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาความสามารถของประเทศ 3 ด้าน คือ

  1. Cope: พร้อมรับ เป็นความสามารถในการต้านทาน เยียวยา และฟื้นสภาพจากวิกฤต
  2. Adapt: ปรับตัว ความสามารถในการปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น
  3. Transform: เปลี่ยนแปลง เพื่อพร้อมเติบโต ความสามารถในการพลิกโฉมหน้าประเทศให้ก้าวหน้า

หากประเทศมีความสามารถทั้ง 3 ด้าน จะช่วยให้เป็นประเทศที่พร้อมเผชิญสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ไม่ว่าจะรวดเร็วหรือรุนแรงเพียงใดก็ตาม และสามารถที่จะก้าวเดินต่อไปด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ สู่จุดหมายการพัฒนาที่เหมาะสม มีความสมดุล มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ผลกระทบและวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไปจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องมีการทบทวนและปรับแก้แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เร็วกว่าปกติที่เคยกำหนดไว้ให้มีการปรับทุก 5 ปี (พ.ศ.2561-2565)

โดยมีการกำหนดประเด็นการพัฒนาที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ (Priority Focus Areas) ได้แก่ การเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ (Local Economy), การยกระดับขีดความสามารถของประเทศเพื่อรองรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (Future Growth), การพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตมนุษย์ (Human Capital) และการปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศ (Enabling Factors)

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งบริบทโลกและบริบทในประเทศ ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาวและระยะสั้นหลายเรื่อง อาทิ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยที่อาจส่งผลต่อการขาดแคลนแรงงานในอนาคต ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยธรรมชาติ เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ส่งผลกระทบทั้งในด้านบวกและด้านลบต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบริบทโลกที่มากระทบ ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาประเทศ แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและเชิงนโยบายภายในประเทศ ที่ส่งผลเอื้อต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12

อย่างไรก็ตาม บางบริบทกลับเป็นความท้าทาย หรือเป็นอุปสรรคที่ประเทศไทยต้องข้ามผ่านไปให้ได้ ด้วยการยกระดับขีดความสามารถของคน ผ่านการศึกษาการสร้างความรักความสามัคคี ภายใต้อัตลักษณ์ที่สำคัญของชาติไทย

อนึ่ง ภายในงานได้มีการเสวนาเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และประเด็นท้าทายในระยะต่อไป โดยศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สศช. ได้นำเสนอประเด็น “ครึ่งทางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 เตรียมพร้อมรับมือชีวิตวิถีใหม่” สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมเสวนา ได้แก่ นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายวิศิษฐ์  ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายอุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม “Ricult”

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ภาพ

2 replies on “ชีวิตวิถีใหม่ ประเทศไทยหลังโควิด “พร้อมรับ ปรับตัว เปลี่ยนแปลง””

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s