หมวดหมู่
เสมา 1 แผน/ยุทธศาสตร์

รมว.ศธ. “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” แถลง กระทรวงศึกษาธิการพร้อมปรับตัว และเดินหน้าการศึกษาไทยอย่างเข้มแข็ง

(5 กันยายน 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ประเด็นข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียน 10 ประเด็น

โดยย้ำว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนและสร้างโอกาสการแข่งขัน จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกด้าน ประเทศไทยจึงจะสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พบปัญหาบางอย่างที่ต้องปรับปรุง จึงเตรียมแผนงานและแนวทางแก้ไขปัญหาไว้แล้ว ควบคู่ไปกับการมองภาพตามโลกปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมจากทุกภาคส่วน พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกด้าน

สำหรับข้อเรียกร้องต่าง ๆ ที่กลุ่มนักเรียนนำเสนอมา ถือเป็นโอกาสอันดีที่ ศธ. ได้รับฟังและนำมาพิจารณา พบว่าร้อยละ 95 ข้อเรียกร้องต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับด้านคุณภาพการศึกษาทุกเรื่อง ได้แก่

1 ทรงผมของนักเรียน

ศธ.ได้ยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน ข้อ 7 โดยให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้ตัดสินใจว่านักเรียนควรไว้ผมอย่างไรจึงจะเหมาะสม แต่ให้คงความสะอาดและเรียบร้อยไว้ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถแสดงเสรีภาพในการไว้ทรงผม และรักษาความสะอาด ควบคู่กันไปด้วย

2 การแต่งกายชุดนักเรียน

ขณะนี้ทั่วโลกยังมีการแต่งกายในชุดยูนิฟอร์มของนักเรียนอยู่ จึงถือเป็นเรื่องที่ยังไม่มีความจำเป็นที่จะนำเรื่องนี้มาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหา แต่ในอนาคตหากจะมีการเปลี่ยนแปลง อาจต้องมาทำความเข้าใจกันก่อน เพราะว่าการใส่ชุดนักเรียนยังมีประโยชน์อยู่ เช่น เรื่องของการรักษาความปลอดภัยให้นักเรียน ทั้งนี้ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะให้เรียนแต่งกายตามอิสระ ขณะเดียวกันมีการทำแบบสอบถามนักเรียน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังอยากใส่ชุดนักเรียนอยู่ และให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าหากไม่มีการใส่ชุดนักเรียน จะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนมากขึ้น  เช่น อาจจะมีการแข่งขันแต่งตัวกันด้วย

3 ความหลากหลายทางเพศในโรงเรียน

ขณะนี้รัฐบาลได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ไปแล้ว และอยู่ในกระบวนการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมในขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎร แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเริ่มมีความเข้าใจถึงความสำคัญเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องใช้เวลาสำหรับขั้นตอนต่าง ๆ ขณะที่ ศธ.ได้ยอมรับและเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศในโรงเรียนเป็นอย่างดี และพร้อมจะรับฟังความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวจากทุกฝ่าย

4 การคุกคามทางเพศในโรงเรียน

ขณะนี้ ศธ. จัดตั้ง  “ศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ” (ศคพ.) โดยมีหน่วยงานภายในกระทรวงมาบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อดูแล คุ้มครองนักเรียนนักศึกษาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และความรุนแรงในโรงเรียน รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายกับครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดที่กระทำความผิด โดยปัจจุบันมีการให้ครูออกจากราชการไปแล้ว 15 คน และมีการสืบสวนตามขั้นตอน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

5 ภาระงานครูที่มีมากเกินไป

ศธ. รับฟังข้อเรียกร้องของนักเรียนที่พูดถึงเรื่องนี้ และจากการลงพื้นที่ ก็พบว่าปัญหาเรื่องงานเอกสารของครูมีเป็นจำนวนมาก จนไม่สามารถใช้เวลากับนักเรียนและถ่ายทอดความรู้ได้อย่างเต็มที่ โดย ศธ.พร้อมปลดล็อคภาระงานดังกล่าว รวมถึงมีแนวทางรวบรวมงานผ่าน Social Media และกระบวนการต่าง ๆ ที่ทันสมัย ซึ่งหากสามารถลดภาระของครูได้ จะทำให้ครูได้ใช้เวลากับนักเรียนมากขึ้น และเป็นประโยชน์กับนักเรียนทั่วทั้งประเทศ

6 ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ขณะนี้ ศธ.ได้จัดทำแพลตฟอร์มด้านการศึกษา DEEP (Digital Education Excellence Platform) ช่วยสร้างการเรียนรู้ที่มีหลักสูตรต่าง ๆ รองรับ เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถเข้าถึงได้และให้ภาคเอกชนเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้การเรียนการสอน โดยผู้เรียนสามารถเลือกหัวข้อเรียนตามสมรรถนะที่ต้องการพัฒนาได้ ในช่วงระยะแรกของ DEEP เริ่มต้นให้การพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษและดิจิทัล ให้กับนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถเข้ามาเรียนเพื่อการ Re-Skill เพิ่มทักษะของตัวเองได้เช่นกัน รวมถึงสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดและประเมินว่านักเรียนมีความสามารถด้านใดบ้าง นอกจากนี้ยังมีศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลด้วยความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center : HCEC) ที่จะร่วมกับภาคเอกชนจัดตั้ง ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 185 ศูนย์ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

7 หลักสูตรภาษาต่างประเทศ

ตามที่มีการเรียกร้องให้ ศธ. สนับสนุนภาษาอังกฤษให้เป็นหนึ่งในภาษาหลักของประเทศไทย ขณะนี้ที่ประชุม ครม. ได้อนุมัติให้มีตำแหน่งครูต่างประเทศ ภาษาอังกฤษ 10,000 ตำแหน่ง และภาษาจีน 10,000 ตำแหน่ง แต่ขณะนี้ยังดำเนินการไม่ได้ เนื่องจากอยู่ในสถานการณ์โรคโควิด-19   อย่างไรก็ตามได้มีการพูดคุยกับประเทศต่าง ๆ ที่ให้ความสนใจแล้ว เพื่อดำเนินการในระยะต่อไป

8 ปรับหลักสูตรการศึกษา

ศธ. โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทราบดีว่า หลักสูตรการศึกษามีข้อที่ต้องปรับปรุงอยู่บ้าง โดยวางแผนไว้ว่าจะปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่เน้นสมรรถนะของผู้เรียน ซึ่งจะผลักดันให้เกิดขึ้นทั่วประเทศในปี 2565 แต่เมื่อมีข้อเรียกร้องให้มีการปรับหลักสูตรการศึกษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทาง ศธ.ก็ยินดีจะผลักดันให้รวดเร็วขึ้นในปี 2564 เพียงแต่อาจเป็นกระบวนการที่ประเทศไทยยังไม่คุ้นเคย โดยอาศัยการนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาผสมผสานกัน เพื่อให้ได้หลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของประเทศไทยและของโลกยุคปัจจุบัน

9 ยกเลิกสอบ O-NET

ได้มีการเรียกประชุมเพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการสอบ O-NET ในปีนี้ เพราะปีนี้เป็นปีที่การศึกษาไม่เท่าเทียมกันทั้งประเทศ จากสถานการณ์โรคโควิด-19 ทำให้บางโรงเรียนเปิดสอบปกติได้ แต่บางโรงเรียนต้องสลับวันหรือเวลามาเรียน ทำให้ไม่สามารถที่จะทดสอบผู้เรียนในมาตรฐานเดียวกันได้ ขณะเดียวกันในอนาคต 6-7 เดือนข้างหน้า ก็ไม่ทราบว่าจะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นอีก เช่น อาจจะมีการระบาดของโรคซ้ำ จนส่งผลกระทบต่อการเปิดหรือปิดโรงเรียน ยิ่งทำให้ความพร้อมหรือความเท่าเทียมกันในการศึกษาต่างกันมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่กำลังพิจารณาถึงความจำเป็นในการสอบ O-NET ของปีนี้

ศธ. มีช่องทางที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็น ทำแบบสอบถาม หรือรับทราบข้อมูลต่าง ๆ ของนักเรียนได้ รวมถึงเปิดช่องทางให้เข้ามาพบผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันสามารถรับทราบข้อมูลแล้ว และเห็นว่าหลายโรงเรียนมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางผ่านสภานักเรียน ถือเป็นโอกาสที่จะปฏิรูปการศึกษาจากข้อคิดเห็นของทุกคนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป เพื่อร่วมกันผลักดันการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าได้อย่างเข้มแข็ง

ตอบข้อเรียกร้ององกลุ่มนักเรียน

วันนี้ ศธ. ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ข้อเสนอทุกเรื่องจากการรับฟังกลุ่มนักเรียนที่มาชุมนุมเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการนำมาตรวจสอบและเร่งดำเนินการทุกเรื่อง สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเสนอแนะจากคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จำเป็นต้องมีการรับฟังอย่างรอบด้านก่อนที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ส่วนเรื่องครูกับการแสดงเชิงสัญลักษณ์ของนักเรียนที่ยังมีความไม่เข้าใจกัน ขณะนี้ได้พูดคุยและปรับความเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี หาทางออกที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของครู นักเรียน และผู้ปกครองแล้ว

รมว.ศึกษาธิการ เน้นย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญทุกเรื่องในด้านการศึกษา มีความเข้าใจและพร้อมปรับตัวไปด้วยกันเสมอ ส่วนเรื่องดีเบต (Debate)  กับกลุ่มนักเรียนที่จะเดินทางมายังกระทรวงศึกษาธิการในวันที่ 5 กันยายนนั้น มองว่าการดีเบตกันเป็นเรื่องของคนที่เห็นต่างแล้วมาเสนอข้อมูลในด้านของตนเอง

แต่ในวันนี้ขอยืนยันว่า ศธ.ไม่ได้เห็นต่างกับข้อเรียกร้องในการปฏิรูปการศึกษา เพียงแต่บางเรื่องต้องใช้เวลา และยินดีที่จะพูดคุยรับฟัง เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความพร้อมในการปรับตัว ให้การศึกษาไทยเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็ง

ปารัชญ์ ไชยเวช, บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / ภาพ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s