หมวดหมู่
เสมา 2

เสมา 2 ‘ครูกัลยา’ ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาพิเศษปัตตานี พร้อมเดินหน้าสร้างความเท่าเทียม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

(22 กรกฎาคม 2563) ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ และนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานยุทธศาสตร์ รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและมอบนโยบายผู้บริหารกลุ่มสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 8 ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 40 อำเภอเมืองฯ จังหวัดปัตตานี โดยมีนายพรหมพิริยะ กิจนุสนธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา ร่วมให้การต้อนรับ

นายพรหมพิริยะ กิจนุสนธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวรายงานว่า จังหวัดปัตตานีมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นลำดับต้น ๆ ของประเทศ เนื่องจากมีผู้เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค โดยในส่วนของสถานศึกษาในจังหวัดปัตตานีมีทั้งสิ้น จำนวน 1,437 แห่ง ได้รับการประเมินความพร้อมในการเปิดภาคเรียนผ่านเกณฑ์ จำนวน 1,420 แห่ง เหลือเพียงสถานศึกษาสังกัด สช. อีก 17 แห่งที่ยังไม่สามารถเปิดเรียนได้ จึงได้จัดการเรียนการสอนทางไกลตามนโยบายของ ศธ.ไปก่อน

นายสุรัตน์ บุญฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดปัตตานี ในฐานะประธานกลุ่มสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 8 กล่าวว่า การจัดการศึกษาสำหรับผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้สามารถจัดได้ค่อนข้างครบถ้วน แต่ยังมีสภาพปัญหาที่ต้องการความช่วยเหลือ ได้แก่ การปรับครูอัตราจ้างและวิทยากรสอนศาสนาอิสลามให้เป็นพนักงานราชการ การปรับตำแหน่งการจ้างเหมาบริการเป็นลูกจ้างชั่วคราว แก้ไขปรับปรุงการประเมินวิทยฐานะให้เหมาะสมกับความยากลำบากในงานการศึกษาพิเศษ เร่งปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงาน ศธ. และให้มีหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษเป็นสถานศึกษาในระดับอำเภอทั่วประเทศ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากนี้จะดำเนินนโยบายก้าวสู่ปีที่ 2 “ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน” ในด้านความเท่าเทียมจะยกระดับศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา จำนวน 13 ศูนย์ ให้ดำเนินการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม (STI) โดยรวบรวมงานวิจัย องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาไว้ด้วยกันและปรับให้เป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกกับโรงเรียนและศูนย์โดยรอบ ขณะเดียวกันจะดำเนินการจัดทำระบบข้อมูลของทั้งหมดคนพิการและครูทั้งหมด เพื่อให้เห็นว่ามีเด็กพิการกี่คน อาศัยอยู่ที่ใดบ้าง ทำให้สามารถติดตามข้อมูลและนิเทศการศึกษาได้ด้วยความชัดเจน

ในส่วนของการพัฒนาครู ขณะนี้มีหลักสูตรการอบรมครูผู้ดูแลคนพิการครบแล้ว และได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการศึกษาพิเศษจากประเทศอังกฤษมาทำงานร่วมกัน เพื่อนำมาผสมผสานกับรูปแบบการฝึกอบรมพื้นฐานของ ศธ. ตลอดจนประกอบกับหลักสูตรโค้ดดิ้งสำหรับคนพิการ โดยร่วมกับ สสวท. รวบรวมเด็กออทิสติกที่มีทักษะก้ำกึ่งเป็นเด็กอัจฉริยะมาช่วยพัฒนาทักษะ STEAM (Science Technology Engineering Art Mathematics) ให้ฝึกอาชีพ และส่งต่อให้กับการศึกษาพิเศษได้ ทั้งนี้คาดว่าเริ่มในเดือนสิงหาคม – กันยายนนี้ โดยจะเริ่มในโรงเรียนกลุ่มปัญญานุกูล 19 แห่ง ก่อนจะขยายผลไปยังสถานศึกษาสำหรับเด็กพิการอื่นต่อไป

ส่วนเรื่องวิทยฐานะครู ได้หารือเบื้องต้นกับ ก.ค.ศ. เรื่องการขอวิทยฐานะให้ครูการศึกษาพิเศษโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นทักษะที่แตกต่างจากครูโรงเรียนปกติ และเรื่องการเพิ่มเงินค่าตอบแทนครูการศึกษาพิเศษ โดยจะพยายามหาทางปรับเพิ่มให้สอดคล้องกับลักษณะงาน ขณะที่ในอนาคตการผลิตครูสำหรับการศึกษาพิเศษจะต้องเป็นคนที่เฉพาะเจาะจง มีจิตใจเอื้อเฟื้อ เสียสละ อดทน และมีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้พิการ ซึ่งจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

“เรื่องของร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่ทุกคนต้องการความช่วยเหลือ ศธ.จึงเน้นย้ำเรื่องการขับเคลื่อนการศึกษาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งการดูแลเด็กพิการและด้อยโอกาสเป็นงานที่ยากมากที่สุด แต่ครูก็ทำอย่างเต็มที่ เห็นได้ชัดจากจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 40 ที่ได้รับรางวัลมากมายไม่แพ้โรงเรียนเด็กปกติ ขอชื่นชมผู้บริหาร ครู บุคลากรของการศึกษาพิเศษที่เป็นผู้เสียสละอย่างมากในการดูแลเด็กพิเศษในทุกด้าน รวมถึงไปเยี่ยมบ้านทุกอำเภอด้วย เป็นสิ่งที่กลุ่มสถานศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 8 ทำได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าทำอย่างไรจะขยายผลได้ดียิ่งขึ้น ซึ่ง ศธ. พร้อมให้การสนับสนุนในทุกมิติ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

จากนั้น ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เดินทางไปเยี่ยมชมกิจกรรมการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดปัตตานี อาทิ สระว่ายน้ำธาราบำบัด การเตรียมความพร้อมนักเรียนบกพร่องทางร่างกาย การเตรียมความพร้อมนักเรียนบุคคลออทิสติก กิจกรรมบำบัด เป็นต้น พร้อมให้ข้อแนะนำว่า ควรส่งเสริมให้บุคคลภายนอกได้มาเรียนรู้การใช้เทคนิควอยตา (Vojta Therapy) หรือการกดจุดกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกายแบบอัตโนมัติ ซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19  ศธ. ได้มีนโยบายให้เปลี่ยนบ้านเป็นโรงเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู จึงควรให้พ่อแม่มาเรียนรู้แล้วกลับไปทำที่บ้าน ตลอดจนคนในชุมชนที่สนใจเกี่ยวกับการนวดกดจุด ก็ให้มาเรียนรู้แล้วไปช่วยกันเผยแพร่องค์ความรู้ในการดูแลผู้พิการต่อ จะสามารถแบ่งเบาภาระของครูที่ศูนย์การศึกษาพิเศษได้อีกด้วย

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ทิพย์สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s