เสมา3 ลงพื้นที่แพร่-น่าน ปฐมนิเทศนักศึกษา กศน.เตรียมเปิดเทอม ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีรู้ นำร่องโครงการลูกเสือปลูกสักทองให้เมืองแพร่ 1 หมื่นต้น

(26 มิถุนายน 2563) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สำนักงาน กศน.จังหวัดแพร่-น่าน เพื่อพบปะให้กำลังใจครูและบุคลากร ปฐมนิเทศนักศึกษา กศน. เตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 พร้อมทั้งปลูกกล้าต้นสักทอง นำร่องโครงการลูกเสือปลูกสักทองให้เมืองแพร่ 1 หมื่นต้น

รมช.ศธ. กล่าวว่า สำนักงาน กศน. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอำนวยความสะดวกทางการศึกษาในสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นมาก จึงได้มีการปรับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้นักศึกษา กศน.สามารถเข้าถึงบริการทางการศึกษาและสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ทุกที่ และทุกเวลา

ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญในการจัดการศึกษา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนทุกช่วงวัย โดยจัดการศึกษาผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล อีกยังได้ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีรู้ โดยวางแผนและเตรียมความพร้อมในการออกรูปแบบการจัดการเรียนให้สอดคล้องกับการให้บริการบนพื้นฐานของความปลอดภัยภายใต้มาตรการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข ในการจัดการศึกษาสำหรับนักศึกษาเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว ตามความเหมาะสมและความพร้อมของบริบทพื้นที่นั้น ๆ เพื่อให้การเปิดเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 เป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยสูงสุดต่อผู้เรียน และครูผู้สอน

ทั้งนี้ สำนักงาน กศน.ได้จัดรูปแบบการเรียนรู้ ให้นักศึกษาได้เรียนรู้ คือ

  • On-air การเรียนรู้ผ่านโทรทัศน์ดิจิทัล ช่อง 52 และโทรทัศน์เพื่อการศึกษา (ETV)
  • Online การเรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต แอพพลิเคชั่น และการเรียนทางไกล
  • On-Site การเรียนรู้โดยการพบกลุ่มที่สถานศึกษา หรือพื้นที่ที่ปลอดภัย ภายใต้เงื่อนไขและมาตรการที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนด

โอกาสนี้ รมช.ศธ.ได้ปลูกกล้าต้นสักทอง เพื่อเป็นการนำร่องโครงการ “ลูกเสือปลูกสักทองให้เมืองแพร่” เนื่องจากจังหวัดแพร่ มีชื่อเสียงด้านต้นสักเป็นจำนวนมาก ซึ่งในอดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก อีกทั้งป่าไม้ที่มีต้นสักนั้น ทำให้เกิดความสมดุลและสิ่งแวดล้อมที่ดีทางธรรมชาติ

แต่ด้วยปัจจุบันแม้มีการอนุรักษ์ต้นสัก ไม่ว่าจะเป็นการปลูกทดแทน บำรุงรักษา แต่จำนวนต้นสักได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ศธ.จึงได้ร่วมมือกับจังหวัดแพร่ และมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย เพราะเล็งเห็นว่าเพื่อเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ และต้นสักที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจังหวัดแพร่ รวมทั้งก่อให้เกิดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับชุมชนสังคมอย่างยั่งยืน ได้มีนโยบายให้มีกิจกรรมปลูกต้นสักทอง จำนวน 1 หมื่นต้น โดยมีลูกเสือมัคคุเทศก์ ลูกเสือ-ยุวกาชาด จิตอาสาจังหวัดแพร่ ร่วมกันปลูกในพื้นที่วัด ศาสนสถาน โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก แหล่งเรียนรู้ รวมไปถึงพื้นที่สาธารณะทั่วพื้นที่จังหวัดแพร่ต่อไป

“ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤตของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนไทยในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา ทำให้ประชาชนต้องปรับตัวในการดำรงชีวิต และด้วยวิถีชีวิตที่ปรับเปลี่ยนไปของประชาชน รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการมีความห่วงใยในความปลอดภัยและความต่อเนื่องในการจัดการศึกษาสำหรับนักเรียน นักศึกษาเป็นอย่างมาก จึงได้มีนโยบายให้ส่วนราชการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหามาตรการในการจัดการศึกษาที่เหมาะสม ปลอดภัย ให้ความรู้แก่เยาวชนและกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัยต่อเนื่องอย่างดีเยี่ยมในปัจจุบัน และยั่งยืนในอนาคต”

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ภาพ

ผลการประชุมหารือออนไลน์ระดับอนุภูมิภาค ระหว่างสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก เพื่อจัดเตรียมร่างยุทธศาสตร์ แผนงาน และงบประมาณของยูเนสโก

นางสาวดุริยา  อมตวิวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เปิดเผยผลการประชุมหารือออนไลน์ระดับอนุภูมิภาค ระหว่างสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก เมื่อวันที่ 24-25 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อจัดเตรียมร่างยุทธศาสตร์ แผนงาน และงบประมาณของยูเนสโก

นางสาวดุริยา  อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เป็นประธานและเข้าร่วมการประชุมหารือระดับอนุภูมิภาคระหว่างสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก เพื่อจัดเตรียมร่างยุทธศาสตร์ระยะกลาง และร่างแผนงานและงบประมาณของยูเนสโก (Sub-Regional Online Consultation of National Commissions for UNESCO on the Preparation of the Draft Medium-Term Strategy for 2022-2029 (41 C/4) and the Draft Programme and Budget for 2022-2025 (41 C/5)

โดยยูเนสโกกำหนดจัดการประชุมระหว่างวันที่ 24-25 มิถุนายน 2563 แบบออนไลน์ มีผู้แทนจากสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และบางประเทศจากเอเชียใต้และเกาะขนาดเล็ก รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานยูเนสโกระดับภูมิภาค/ประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ จาการ์ตา ปักกิ่ง เวียดนาม และกัมพูชาเข้าร่วมการประชุม

การประชุมหารือดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อคิดเห็นจากประเทศสมาชิกสำหรับจัดเตรียมร่างยุทธศาสตร์ระยะกลาง (เอกสาร C/4) ระหว่างปี 2022-2029 และร่างแผนงานและงบประมาณของยูเนสโก (เอกสาร C/5) ระหว่างปี 2022-2025

การประชุมในวันแรก นางสาวดุริยา  อมตวิวัฒน์ ได้รับการเลือกตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุม  โดยมีวาระสำคัญในการพิจารณาข้อคิดเห็นเพื่อจัดทำร่างยุทธศาสตร์ระยะกลางของยูเนสโก (เอกสาร C/4) ประกอบด้วยภารกิจและหน้าที่ของยูเนสโก กรอบการดำเนินงาน ประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหาท้าทายของโลก การพัฒนาความร่วมมือกับหุ้นส่วนต่างๆ รวมถึงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของยูเนสโก

การประชุมวันที่สอง Dr. Shamsiah Zuraini Kanchanawati เลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก บรูไนดารุซซาลาม ทำหน้าที่ประธาน เป็นการพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนงานและงบประมาณ (เอกสาร C/5) ทั้ง 5 สาขาของยูเนสโก ได้แก่ การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน รวมถึงแผนงานด้านสมุทรศาสตร์

ในส่วนของประเทศไทย นายสมทรง  งามวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก ได้กล่าวถึงภาพรวมกรอบการทำงานของยูเนสโกว่า สถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้นั้น ยูเนสโกควรจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินงานตามหน้าที่และภารกิจให้สอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยยูเนสโกควรให้ความสำคัญกับบทบาทในเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศและการสร้างสันติภาพอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกันก็เสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการในระดับประเทศด้วย

ในส่วนของข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานของยูเนสโก และประเด็นที่คาบเกี่ยวกันนั้น นางสาวสุปราณี คำยวง หัวหน้ากลุ่มความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ ในฐานะผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก ได้กล่าวว่า ควรสานต่อการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาสหประชาชาติหรือ 2030 Agenda for Sustainable Development เป็นให้เป็นกรอบการดำเนินงานของยูเนสโก โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 (สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต – Ensure inclusive and equitable quality education and promote lifelong learning opportunities for all) ซึ่งยูเนสโกเป็นเจ้าภาพหลัก อีกทั้งการส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นเพื่อการบรรลุเป้าหมาย SDGs

นอกจากนี้ ประเทศไทยสนับสนุนแผนงานของยูเนสโกด้านการพัฒนาแอฟริกา ความเสมอภาคทางเพศ และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ได้แก่ เยาวชน และกลุ่มประเทศที่เป็นเกาะแก่งขนาดเล็กที่พัฒนาน้อยที่สุด

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้โครงการการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development – ESD) และการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship Education) เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบันได้ และยินดีที่จะแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีดังกล่าวเพื่อส่งเสริมเยาวชนผ่านกลไก เช่น เครือข่าย ASP ต่อไป

ภาพ/ข่าว สต.สป.

สป.ศธ.ประชุมจัดทำแผนดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สำหรับการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤต (BCP) รองรับสถานการณ์โควิด-19

(26 มิถุนายน 2563) ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายและให้กำลังใจในการปฏิบัติงานแก่คณะกรรมการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ในการประชุมจัดทำแผนดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan – BCP) สำหรับการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤต สป.ศธ. ณ โรงแรม เอส ดี อเวนิว กรุงเทพฯ

แผนดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 เพื่อให้ทุกส่วนราชการภาครัฐเตรียมความพร้อมในการบริหารราชการและให้บริการประชาชนในสภาวะวิกฤต รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

การประชุมครั้งนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ประชุมร่วมกับทุกหน่วยงานของ สป.ศธ. เพื่อดำเนินการทบทวนและปรับปรุง BCP ของหน่วยงานให้เป็นปัจจุบัน รองรับการเกิดโรคระบาดอย่างต่อเนื่องได้

ซึ่ง สป.ศธ.จะสรุปผลประชุมและจัดทำแผนฯ ดังกล่าว รายงานให้สำนักงาน ก.พ.ร. ภายในเดือนมิถุนายน 2563 นี้ต่อไป

Business Continuity Plan หรือ BCP คือ แผนที่กำหนดแนวทางการดำเนินการของหน่วยงานเมื่อเกิดสภาวะวิกฤตหรือภัยต่าง ๆ ที่ส่งผลให้กระบวนการทำงานของหน่วยงานหยุดชะงัก เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานบริการภาครัฐที่สำคัญต่อประชาชน

เสมา2 ลงพื้นที่ชุมพร แหล่งปลูกทุเรียนมากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ

เสมา 2 ‘คุณหญิงกัลยา’ ลงพื้นที่ชุมพร แหล่งปลูกทุเรียนมากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ เปิดการฝึกอบรมผลิตทุเรียนคุณภาพ พร้อมส่งเสริมวิทยาลัยเกษตรฯ-ประมง 47 แห่ง เป็นแนวหน้าของประเทศในการผลิตอาหาร พืช และสัตว์ ที่มีคุณภาพ สู่ตลาดโลก

(25 มิถุนายน 2563) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นวิชาการผลิตทุเรียนคุณภาพ (Quality Durian Production) และติดตามการดำเนินงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายอาชีวศึกษาเกษตร ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร จังหวัดชุมพร

โดยมีนายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายสมยศ ณ นคร นายอำเภอทุ่งตะโก นายชาติชาย เกตุพรหม ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง นายวิศวะ คงแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ ผู้บริหาร สถานศึกษา ผู้นำท้องถิ่น คณะครูอาจารย์ และผู้เข้าอบรม เข้าร่วม

นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า จังหวัดชุมพรมีเนื้อที่ปลูกทุเรียนมากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดจันทบุรี สร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ท้องถิ่นไม่ต่ำกว่าปีละ 6,000 ล้านบาท สายพันธุ์ทุเรียนที่นิยมปลูกส่วนใหญ่ ร้อยละ 90 คือ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ส่วนที่เหลืออีก 10% เป็นทุเรียนพันธุ์ซะนี พันธุ์ก้านยาว และทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน ลักษณะพิเศษของทุเรียนชุมพร คือ มีเนื้อเหนียวละเอียดแห้ง หอมหวาน รสชาติมันกลมกล่อม

ว่าที่ร้อยตรีนิพนธ์ ภู่พลับ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร กล่าวว่า ปัจจุบันการผลิตทุเรียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีมาตรฐานต่าง ๆ มากำหนดคุณภาพผลผลิต มาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร (วษท.ชุมพร) ต้องปรับบทบาทการเรียนการสอนไปสู่การสร้างเกษตรกรอัจฉริยะที่มีความสามารถในการทำการเกษตรมัยใหม่ที่เป็นเกษตรกรครบวงจร มีมาตรฐานความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการจัดการดิน น้ำ และสภาพภูมิอากาศ สามารถพัฒนานวัตกรรมด้านทุเรียนที่มีคุณสมบัติพิเศษจากจุดเด่นของทุเรียนไทยที่มีความหลากหลายกว่าประเทศคู่แข่ง ตลอดจนสร้างเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ให้กับทุเรียนของไทยให้เป็นที่รับรู้และยอมรับในตลาดโลก

สำหรับหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นวิชาการผลิตทุเรียนคุณภาพ (Quality Durian Production) จัดขึ้นเพื่ออบรมทักษะอาชีพให้กับประชาชนที่สนใจ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พัฒนาความรู้ความสามารถในวิชาชีพต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว และสามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม ใช้เวลาอบรม 6 วัน โดยมีวิทยากรจากภายในวิทยาลัย และวิทยากรจากภายนอก ซึ่งมีความรู้ความสามารถ ประสบความสำเร็จในอาชีพการปลูกทุเรียน จำนวน 10 คน และมีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 30 คน

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีมีเกษตรกรรมเป็นพื้นฐานที่เข้มแข็งอยู่แล้ว โดยเฉพาะทุเรียนที่เป็นพระเอกของจังหวัดชุมพร ซึ่งการจัดหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นวิชาการผลิตทุเรียนคุณภาพนี้ จัดขึ้นตรงเวลา ตรงโอกาสอย่างมาก โดยสำคัญที่สุดคือ ต้องผลิตของดี มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ปลอดสารพิษ ทำให้สามารถชนะประเทศอื่นที่ปลูกทุเรียนในตลาดโลกได้ สร้างรายได้ให้กับครอบครัวและประเทศชาติ ตลอดจนนำองค์ความรู้ถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ต่อไป

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะมีหลักสูตรให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงทั้ง 47 แห่งทั่วประเทศ ส่งอาจารย์และผู้อำนวยการเข้ามาอบรมการอบรมการใช้ STI (Science, Technology, Innovation) เข้ามาช่วยในภาคการเกษตรเพิ่มเติม จำนวน 5 หลักสูตร โดยจะเรียกว่า Digital Smart Farmer เริ่มวันที่ 29 มิถุนายนนี้ จะทำให้อาจารย์มีความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม แล้วนำไปถ่ายทอดให้ผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้น รมช. ศึกษาธิการ ได้พบปะผู้บริหาร วษท.จังหวัดภาคใต้ และกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอาชีวศึกษาเป็นอย่างยิ่ง โดยต้องการส่งเสริมให้ วษท.เป็นแนวหน้าของประเทศในการผลิตอาหาร พืช และสัตว์ที่มีคุณภาพ โดยนำการบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า เข้ามาช่วยในทุกมิติ ทั้งนี้สิ่งที่จะทำให้ก้าวต่อไปได้หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ Localization โดยนำความสามารถ และทรัพยากรของ วษท.มาใช้เพื่อจะเป็นผู้นำโลกให้ได้

“ขณะที่หัวใจสำคัญของการผลิตอาหารต่อจากนี้ไป คือ ต้องผลิตอาหารที่มีคุณภาพดี ปลอดภัย และมีจำนวนมากพอด้วยต้นทุนที่ถูกลง ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชุมชน วษท.ให้สามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

ฝากให้ วษท.ทุกแห่งนำศาสตร์พระราชาในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ มาปรับใช้โดยยึดหลัก 3 ประการ คือ 1) หาที่ให้น้ำอยู่ 2) หาที่ให้น้ำไหล 3) เก็บน้ำไว้ใต้ดิน โดยให้ วษท.แต่ละแห่งร่วมกับชุมชนไปสำรวจภูมิประเทศโดยรอบ แล้วหาวิธีที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตน ขณะเดียวกัน ศธ.จะประสานงานกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เพื่อบูรณาการให้ความรู้กันเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง

โอกาสนี้ รมช. ศึกษาธิการ ได้ตรวจเยี่ยมวิทยาลัยประมงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพื่อให้กำลังใจผู้บริหาร บุคลากร และรับฟังปัญหาการจัดการเรียนการสอน พบว่าวิทยาลัยประมงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จัดการเรียนด้านประมงและร่วมกับชุมชนในพื้นที่ทำการประมงพื้นบ้านอย่างเข้มแข็ง แต่ปัญหาคือยังขาดแคลนครูและงบประมาณอยู่

จึงฝากผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรประสานกับหอการค้าจังหวัดและสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ในฐานะผู้แทนภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมกันสนับสนุนวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีและวิทยาลัยประมง เพื่อส่งเสริมให้เป็นฐานผลิตอาหารที่สำคัญของโลก.

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ทิพย์สุดา ศรีษะแก้ว / ถ่ายภาพ

WordPress.com.

Up ↑