ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนด พรก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 5, 6

(1 พฤษภาคม 2563) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 5) (ฉบับที่ 6) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

(ฉบับที่ 5)

โดยฉบับที่ 5 เป็นการออกข้อกำหนดเป็นการทั่วไปและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการทั้งหลาย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ คือ

ข้อ 2 (1) ห้ามการใช้อาคารสถานที่ของโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกประเภท เพื่อจัดการเรียนการสอน การสอบ การฝึกอบรม หรือการทำกิจกรรมใด ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เว้นแต่เป็นการดำเนินการสื่อสารแบบทางไกลหรือด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์

ข้อ 2 (2) ห้ามผู้ใดจัดให้มีกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากในลักษณะมั่วสุมประชุมกัน หรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่าย เช่น การประชุม การสัมมนา การแจกจ่ายอาหารหรือสิ่งของ การจัดเลี้ยง เว้นแต่เป็นการจัดโดยพนักงานเจ้าหน้าที่หรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องเว้นระยะห่างทางสังคมระหว่างผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างน้อยหนึ่งเมตร สถานที่ทำกิจกรรมต้องโล่งแจ้งหรือไม่แออัด ใช้ระยะเวลาทำกิจกรรมไม่นาน และมีมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนด ในกรณีเป็นการประชุม การสัมมนา ควรจัดประชุมด้วยวิธีการตามพระราชกำหนดว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

(ฉบับที่ 6)

เป็นการผ่อนคลายการบังคับใช้บางมาตรการในการป้องกันและการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

เช่น การจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มในโรงแรม ท่าอากาศยาน สถารถไฟ สถานีขนส่ง โรงพยาบาล ร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม ร้านสะดวกซื้อ รถเข็น หาบเร่ แผงลอย ซึ่งไม่รวมถึงสถานบริการ ผับ บาร์ ให้เปิดได้โดยอาจให้นำกลับไปบริโภคที่อื่น แต่หากเปิดให้ใช้บริการในสถานที่นั้น ก็สามารถทำได้โดยต้องจัดระเบียบการเข้าใช้บริการให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคและคำแนะนำของทางราชการ

สำหรับร้านอาหารหรือเครื่องดื่มซึ่งจำหน่ายสุรา ให้เปิดได้ แต่ห้ามการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน เป็นต้น

‘คุณหญิง Coding’ หารือภาคเอกชน เตรียมฝึกครูเป็น Teacher as Lead Learner ภาษาอังกฤษ และ Coding 10,000 โรงเรียน

(1 พ.ค. 2563) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม “การส่งเสริมการเรียนรู้และการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding)” ณ ห้องประชุมจันทรเกษม

รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ บริษัท ELERNITY ซึ่งนำเสนอผลการดำเนินโครงการต้นแบบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการออกแบบการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และ Coding สำหรับครูโรงเรียนในเครือข่ายโรงเรียนมีชัยพัฒนา จำนวน 12 แห่งทั่วประเทศ โดยแบ่งโรงเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • โรงเรียนที่มีความพร้อมทางอุปกรณ์และเทคโนโลยี
  • โรงเรียนที่มีความพร้อมทางอุปกรณ์และเทคโนโลยีอยู่บ้าง
  • โรงเรียนที่ไม่มีความพร้อมทางอุปกรณ์และเทคโนโลยี

โดยใช้แนวทางการพัฒนาครูในฐานะผู้นำการเรียนรู้ (Teacher as Lead Learner) มีการอบรมครูแล้วให้ครูกลับไปสอนนักเรียน และมีการประเมินตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ระหว่างดำเนินโครงการ และเมื่อจบโครงการ ซึ่งในช่วงเวลา 1 เทอมที่ผ่านมา พบว่าเด็กมีทัศนคติที่ดีขึ้น มีทักษะเพิ่มมากขึ้นในทุกกลุ่มโรงเรียน

ELERNITY จึงต้องการร่วมมือกับ ศธ. เพื่อขยายผลฝึกอบรมครูกว่า 10,000 โรงเรียน ตามแนวทางการพัฒนาครูในฐานะผู้นำการเรียนรู้ (Teacher as Lead Learner) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือเทคโนโลยีราคาแพง ก็สามารถสอนภาษาอังกฤษ และ Coding ได้ผลดีอย่างไม่แตกต่างกันมากนัก

ส่วนเรื่องเนื้อหา จะสอดคล้องกับหลักสูตรของ สพฐ. เป็นหลัก แต่สามารถเพิ่มเติมเนื้อหาที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดของหลักสูตรร่วมกันได้ ทำให้เนื้อหาหลักไม่ผิดเพี้ยนไปจากหลักสูตรที่สอนอยู่ปกติ รวมถึงการประเมินตัวชี้วัดต่าง ๆ ด้วย โดยรายละเอียดเพิ่มเติมได้มอบหมายให้เลขาธิการ กพฐ. ไปหารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป

บริษัท ELERNITY ยังได้นำเสนอระบบ EDMODO (Online Learning Platform) ซึ่งเป็นพื้นที่การเรียนรู้และการทำงานร่วมกันระหว่างครู ผู้เรียน และผู้ปกครอง รวมทั้งระบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ โดยใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความสามารถและทดสอบจุดแข็ง-จุดอ่อนของผู้เรียนอย่างละเอียดและแม่นยำ เป็นการนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มที่ทันสมัยเข้ามาใช้โดยไม่เพิ่มภาระให้กับครู

ในเบื้องต้นทางบริษัท ELERNITY จะสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยี แพลตฟอร์มต่าง ๆ ทุกอย่างโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ด้วยรูปแบบที่ทันสมัย ซึ่งบทบาทของครูร่วมกับเทคโนโลยีนั้นจะเป็นพี่เลี้ยง ตลอดจนเรียนรู้ร่วมกับนักเรียนไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ทุกปียังมีโครงการอบรมสำหรับผู้ที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย หรือเพิ่งจบการศึกษา จำนวนประเทศละ 20 คน ไปอบรมที่สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ซึ่งจะมีการพิจารณาความร่วมมือโครงการดังกล่าวในระยะต่อไป.

ปารัชญ์ ไชยเวช/ สรุป
สมประสงค์ ชาหารเวียง/ ถ่ายภาพ

ศธ.จับมือ 3 Good Partnership ร่วมกันสร้างสังคมสูงอายุที่มีสุขภาวะ

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จับมือ 3 Good Partnership ร่วมผลักดันการจัดการความรู้ เชื่อมโยง หนุนเสริม ลดช่องว่างพัฒนาศักยภาพบุคลากร กศน. ด้านผู้สูงอายุและคนพิการเตรียมรับมือสังคมสูงวัย

(1 พ.ค.2563) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “การจัดการความรู้สนับสนุนเครือข่ายบูรณาการด้านผู้สูงอายุและคนพิการ” และความร่วมมือการบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการและขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากร กศน. ให้มีศักยภาพในการจัดกิจกรรม กศน. เพื่อร่วมกันสร้างสังคมสูงอายุที่มีสุขภาวะ ระหว่างสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กับ 3 หน่วยงาน คือ สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (สพช.) ณ กระทรวงศึกษาธิการ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความสําคัญของสังคมสูงอายุที่ประเทศไทย กําลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโครงสร้างประชากร และความซับซ้อนของสังคมที่เพิ่มมากขึ้นในทุกมิติ ส่งผลกระทบต่อคนทุกกลุ่มวัย

กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะองค์กรหลักท่ีมีภารกิจในการจัดการศึกษาตลอดชีวิต เห็นว่าเราจะต้องใช้พลังและศักยภาพของแต่ละองค์กรภาคี ร่วมกันทํางานภายใต้หลักการบูรณาการความร่วมมือด้วยการ เชื่อมโยง หนุนเสริม และต่อยอด ซึ่งมีประชาชนหรือกลุ่มเป้าหมายเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา

กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน กศน.จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง 4 องค์กร จํานวน 2 ฉบับ คือ

  • บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดการความรู้สนับสนุนเครือข่ายบูรณาการด้านผู้สูงอายุและคนพิการ ระหว่างสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สํานักงาน และมูลนิธิสถาบันวิจัย
  • บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการและขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากร กศน. ให้มีศักยภาพในการจัดกิจกรรม กศน. เพื่อร่วมกันสร้างสังคมสูงอายุที่มีสุขภาวะ ระหว่างสํานักงานคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสุขภาพชุมชน (มสพช.) เพื่อต้องการสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับของท้ัง 4 องค์กร รวมทั้งองค์กรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อม รองรับสังคมสูงอายุของประเทศไทย ได้รับรู้ถึงการทํางานที่ผ่านมาและความชัดเจนที่ทั้ง 4 องค์กร จะร่วมกันดําเนินงานในปัจจุบันและอนาคต ที่ผ่านการออกแบบภายใต้เงื่อนไขใหม่ของบริบท ท่ีสืบเนื่องจากโรคระบาดโควิด-19

“หวังว่าการบูรณาการความร่วมมือคร้ังนี้ จะช่วยให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสําคัญของการเตรียมความพร้อมทางทัศนคติ ระบบการบริหารจัดการ ระบบการทํางาน บนฐานของความรู้เพื่อรองรับ “สังคมสูงอายุ” ของประเทศไทยต่อไป”

นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า ความร่วมมือการจัดการความรู้สนับสนุนเครือข่ายบูรณาการด้านผู้สูงอายุและคนพิการ เกิดขึ้นเนื่องจากเครือข่ายบุคลากร กศน.ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ทุกระดับ ต่างมีบทบาทการส่งเสริมการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยตลอดชีวิต โดยเฉพาะประเด็นการขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุและการเตรียมความพร้อมสังคมสูงอายุ

ซึ่งสอดรับภายใต้นโยบาย กศน.WOW ส่งผลอย่างยิ่งที่จะทําให้บุคลากร กศน. สามารถจัดการรวบรวม จัดทําเนื้อหา และร่วมบริหารจัดการข้อมูลคลังปัญญา ภูมิปัญญาผู้สูงอายุ และแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพภายใต้การดําเนินงานของภาคีเครือข่าย กศน. ครอบคลุมในพื้นที่

ทั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือกับ สวทช. และ มสพช. และความต่อเนื่องของการ ดําเนินการร่วมกัน เรื่อง ระบบข้อมูลบูรณาการและช่องทางสื่อสาร คือ สาระที่ได้จากการจัดการความรู้บนเว็บไซต์รวมพลัง (www.thaisynergy.org) ซึ่งเป็นเว็บไซต์กลางที่ร่วมกันพัฒนาขึ้น โดยได้เชื่อมโยงกับเว็ปไชต์ของ กศน. (www.nfe.go.th) และ มสพช. (www.thaiichr.org)

สำหรับความร่วมมือการบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการและขับเคลื่อนการ พัฒนาบุคลากร กศน. ให้มีศักยภาพในการจัดกิจกรรม กศน. เพื่อร่วมกันสร้าง “สังคมสูงอายุที่มีสุขภาวะ” เป็นความร่วมมือเพื่อการบริหารจัดการระบบการพัฒนาศักยภาพบุคลากร กศน. ในภาพรวม และร่วมมือกันกําหนดกลุ่มเป้าหมาย พัฒนาโครงการและงบประมาณการสนับสนุนการจัดกิจกรรม รวมทั้งการกํากับติดตามประเมินผลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญ บทบาทของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (มสพช.) จะช่วยทําให้เนื้อหาการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในมิติสุขภาพมีความชัดเจน และทําให้เกิดหลักสูตร แนวทางการทํางานของบุคลากร กศน. ท่ีส่งผลที่ดีต่อประชาชนและกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ต่อไป

อิชยา กัปปา / สรุป
สมประสงค์ ชาหารเวียง / ภาพ

สพฐ.ปรับปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563

(30 เมษายน 2563) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปรับปฏิทินการรับนักเรียน สพฐ. ปีการศึกษา 2563 เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรฯ

โดยการรับสมัครนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร่วมกับโรงเรียน ร่วมกันกำหนดแนวทางการรับนักเรียน โดยใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อสำคัญ เพื่อช่วยในการบริหารจัดการ และต้องเป็นไปตามนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สพฐ. ปีการศึกษา 2563 อย่างเคร่งครัดด้วย

ปฏิทินการรับนักเรียน สพฐ.
(30 เมษายน 2563)

  • การรับนักเรียน โดยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รับสมัครระหว่างวันที่ 3-12 พฤษภาคม 2563
  • การสอบ/คัดเลือก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในวันที่ 6 มิถุนายน 2563 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในวันที่ 7 มิถุนายน 2563 และจับฉลาก (ถ้ามี) ในวันที่ 12 มิถุนายน 2563
  • การประกาศผลสอบ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในวันที่ 10 มิถุนายน 2563 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในวันที่ 11 มิถุนายน 2563
  • การจัดหาสถานศึกษาและการรับรายงานตัว/มอบตัว ของนักเรียนทุกคน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในวันที่ 12-13 มิถุนายน 2563 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในวันที่ 14-15 มิถุนายน 2563