พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทอดพระเนตรการแสดงมหกรรมดนตรีเมโลเดียนอนุบาล ครั้งที่ 12

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563 เวลา 14.55 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จไปยังศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ในการทอดพระเนตรการแสดงมหกรรมดนตรีเมโลเดียนอนุบาล ครั้งที่ 12 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมดุริยางค์ทหารบก กลุ่มวิทยาลัยในเครือไทยเทค และสมาคมเมโลเดียนจัดขึ้น เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในการนี้ นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน มหกรรมดนตรีเมโลเดียอนุบาล ครั้งที่ 12 ครั้งนี้ว่า เป็นการเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังเป็นการเสริมสร้างทักษะทางดนตรีให้แก่นักเรียนและเยาวชน รวมทั้งให้ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของดนตรี และได้ซาบซึ้งในบทเพลงพระราชนิพนธ์

ในงานฯ ยังมีการแสดงการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์บทเพลงต่าง ๆ อาทิ แผ่นดินของเรา, When, ชะตาชีวิต, Oh I Say, และยามเย็น นอกจากนี้ มีการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม 2 ฝั่งโขง โดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และการแสดงโขน “กลลวงอสุรี พระรามาปราบไพรี ใต้พระบารมีจักรีวงศ์”

แนวทางเบิกค่าใช้จ่าย กรณียกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางไปราชการ จัดฝึกอบรม จัดงาน จัดประชุมระหว่างประเทศ ที่มีผลกระทบจาก COVID-19

(2 มี.ค.63) กระทรวงการคลัง มีหนังสือแจ้งทุกส่วนราชการ เรื่อง การอนุมัติหลักการ เบิกค่าใช้จ่าย กรณียกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางไปราชการ การจัดฝึกอบรม การจัดงาน และการจัดประชุมระหว่างประเทศ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสไคโรนา 2019 (COVID-19)

รมว.ศธ.ย้ำ 3 เรื่องสำคัญการศึกษาในภูมิภาค เน้นกระจายอำนาจ-พัฒนาผู้บริหารโรงเรียนให้เข้มแข็ง-สร้างสุขอนามัยในโรงเรียน

(2 มี.ค.63) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2563 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ

รมว.ศธ.ฝากให้ขับเคลื่อน 3 เรื่องที่สำคัญในการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในที่ประชุมว่า ต้องการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง วางฐานการดำเนินงานการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค 3 เรื่องที่สำคัญ คือ

1. การกระจายอำนาจ ต้องการให้ ศธ.กระจายอำนาจไปยังภูมิภาค โดยส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนเป็นนิติบุคคลให้มากขึ้น ปัจจุบัน ศธ.มีหลายโรงเรียนที่สามารถบริหารจัดการได้ดี เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย อาจนำไปเป็นแนวทางดำเนินการได้ โดยเริ่มต้นการให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล ต้องพิจารณาจากความพร้อม ซึ่งอาจจัดกลุ่มที่จะกระจายอำนาจตามบริบทของแต่ละโรงเรียน

2. การเข้าสู่ตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษา ต้องมีความเข้มข้นในการพัฒนาก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง เพื่อวางฐานผู้ที่จะเป็นผู้บริหารสถานศึกษาให้มีความพร้อมก่อนการปฏิบัติงาน โดยต้องได้รับการอบรมพัฒนาก่อน 1 ปี เพราะหาก ศธ.มีผู้บริหารที่ดี มีความสามารถ และเข้มแข็งในการบริหารงาน ก็จะส่งผลถึงคุณภาพของสถานศึกษาและการศึกษาอย่างแท้จริง

3. การสร้างสุขลักษณะ-สุขอนามัยของโรงเรียนในภูมิภาค ต้องการให้ทุกสังกัดได้นำเรื่องนี้มาดำเนินการอย่างจริงจัง เช่น น้ำ ขยะ ส้วม ฯลฯ โรงเรียนจึงจำเป็นต้องเป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย พร้อมทั้งการส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขภาพที่ดี ตลอดระยะเวลาที่นักเรียนอยู่ในโรงเรียน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ย้ำเรื่องการจัดสรรบุคลากรให้โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกล (Stand Alone) ซึ่งมีอยู่กว่า 5,000 โรงเรียน ให้มีบุคลากรที่พร้อม ตรงกับความต้องการ ลดความเหลื่อมล้ำ โดยจะดำเนินการให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ซึ่ง สพฐ. จะสำรวจความต้องการของโรงเรียนแต่ละแห่ง ซึ่งจะมีการหารือในเรื่องนี้ในการประชุมองค์การหลัก ศธ. วันที่ 4 มี.ค.นี้

การอนุมัติตัดโอนอัตราเงินเดือนครูสายงานการสอน

นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัด ศธ.ในฐานะโฆษก ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาอนุมัติให้ตัดโอนอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายการสอน ตำแหน่งครู สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปกำหนดเป็นตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จำนวน 1,023 อัตรา และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวน 820 อัตรา รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,843 อัตรา โดยมีเงื่อนไขในการใช้ตำแหน่งเพื่อการบรรจุและแต่งตั้ง คือ ให้ได้รับเงินเดือนอันดับครูผู้ช่วย ตามวุฒิที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยอาศัยเบิกในอัตราเงินเดือนที่กำหนด และอัตราเงินเดือนที่กำหนดนี้ เมื่อนำไปใช้บรรจุและแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วยแล้ว อัตราเงินเดือนที่เหลืออยู่ไม่สามารถนำไปใช้เป็นอัตราเงินเดือนสำหรับตำแหน่งว่าง ไม่มีเงิน หรือนำไปกำหนดเป็นตำแหน่งเพิ่มใหม่ได้

ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบการตัดโอนอัตราตำแหน่ง และเงินงบประมาณแผ่นดินประจำอัตรา รวมทั้งบุคลากรที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตั้งไว้สำหรับตำแหน่งที่เกลี่ยนั้นมาเป็นของส่วนราชการอื่น เนื่องจากที่ผ่านมาคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ได้มีมติตัดโอนอัตราตำแหน่งครูผู้ช่วยให้แก่สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา (อำเภอเทพา สะบ้าย้อย นาทวี และจะนะ) สังกัด กศน. แต่ไม่สามารถโอนค่าจ้าง และเงินอื่นที่เกี่ยวข้องจาก สพฐ.มาให้ กศน.ได้ เพราะพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ได้ยกเลิกไปแล้ว และให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 ส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นที่เกี่ยวข้องได้ ดังนั้นที่ประชุมจึงได้มีมติให้ปรับข้อกฏหมายเกี่ยวกับการจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีผู้บริหารที่เข้าร่วมประชุม เช่น คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอนุชา บูรพชัยศรี เลขานุการ รมว.ศธ., นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์), นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. (นางกนกวรรณ วิลาวัลย์), นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัด ศธ.และโฆษก ศธ., นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ กพฐ. ฯลฯ

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ

ผลประชุม ป.ย.ป.ศธ. ครั้งที่ 1/2563

(2 มีนาคม 2563) ดร.ธีรพงษ์ สารแสน รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง กระทรวงศึกษาธิการ (ป.ย.ป.ศธ.) ครั้งที่ 1/2563 ณ ห้องประชุม 5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ดร.ธีรพงษ์ สารแสน กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางสำคัญเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง กระทรวงศึกษาธิการ และร่างยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ.2563 – 2564)

ทั้งนี้ เพื่อกำหนดเป้าหมายและทิศทางการดำเนินงานในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีความสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561 – 2580 และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแผนปฏิรูปการศึกษา และแผนปฏิรูปประเทศด้านอื่น ทั้ง 11 ด้าน เพื่อให้สามารถสร้างผลผลิต ผลลัพธ์ จากการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิกา รที่ส่งผลต่อการพัฒนาเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษาและประชาชน ซึ่งเป็นผู้รับบริการจากกระทรวงศึกษาธิการได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามพันธกิจ 4 ด้านของกระทรวงศึกษาธิการ คือ

  1. ยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา
  2. ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
  3. มุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  4. ปรับปรุงระบบบริหารจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร เพิ่มความคล่องตัวในการรองรับความหลากหลายทางการศึกษา และเสริมสร้างธรรมาภิบาล

ที่สำคัญ นอกจากจะได้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้มีการกำหนดการวัดระดับทักษะการเรียนรู้ที่จะอยู่กับผู้อื่น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ของรัฐบาลอีกด้วย

อิชยา กัปปา / สรุป
คณะทำงาน ป.ย.ป. / ภาพ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการ

รมช.ศธ.”กนกวรรณ วิลาวัลย์” เยือนถิ่นชากังราว ยืนยันบรรจุครู กศน. 891 อัตรา ตุลาคมนี้ พร้อมผลักดันการศึกษาเอกชนเต็มที่

(2 มีนาคม 2563) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อมอบขวัญกำลังใจในการเปิดสอบบรรจุครู กศน. 891 อัตรา พร้อมทั้งเปิดอบรมหลักสูตรนักบริหารเอกชนระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (นบส.สช.) โดยมีนางสาวสุพัตรา คล้ายทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวให้การต้อนรับ ณ สำนักงาน กศน.จังหวัดกำแพงเพชร

รมช.ศธ. กล่าวว่า สถานการณ์น่าเป็นห่วงปัจจุบันคือการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ซึ่ง ศธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งออกมาตรการในการป้องกันอย่างเต็มที่ รวมถึงการจัดงานในครั้งนี้ ก็ได้มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขมาตั้งจุดคัดกรองตรวจก่อนเข้าในบริเวณงาน

เรื่องสำคัญคือ ข่าวดีของพี่น้องชาว กศน. ในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ครู กศน. 891 คน จะได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูอย่างแน่นอน และขอเน้นย้ำอีกครั้งหากมีผู้ใดเสนอตัวว่าช่วยดำเนินการให้บรรจุเข้ารับราชการครู กศน.ได้ โปรดอย่าหลงเชื่อและให้แจ้งมาที่ รมช.ศธ.โดยตรง เพื่อจะได้ดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

สำหรับเรื่องอาคาร วัสดุ อุปกรณ์ ของสำนักงาน กศน.ตำบล ต่าง ๆ ในจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งชำรุดเสียหายนั้น ฝากให้ ผอ.กศน.ตำบลต่าง ๆ ส่งรายละเอียดเสนอไปตามขั้นตอนอย่างเร่งด่วนเพื่อพิจารณาต่อไป

ทางด้านการศึกษาเอกชนนั้น ต้องขอชื่นชมผู้บริหารและครูโรงเรียนปัทมดรุณวิทย์ ที่ได้จัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การสอบประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศทุกวิชา และเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ครูเอกชน จึงมุ่งมั่นผลักดันสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน จากเดิมไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี เพิ่มขึ้นเป็น 150,000 บาท/คน/ปี และจะเร่งดำเนินการผลักดันสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมให้แก่ครอบครัวครูเอกชนต่อไป

นอกจากนี้ การจัดอบรมหลักสูตรนักบริหารเอกชนระดับสูง (นบส.สช.) นั้น ก็ต้องการให้ผู้เข้ารับการพัฒนามีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ เสริมสร้างสมรรถนะในการบริหารจัดการศึกษาเอกชนอย่างมีคุณภาพ มีความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีคุณธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีในการจัดการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมสร้างความผูกพัน พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการศึกษาเอกชนการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสู่ศตวรรษที่ 21 จะเริ่มดำเนินการพัฒนาในปีงบประมาณ 2563 เป็นต้นไป จำนวนรุ่นละ 120 คน โดยมีระยะวลาการพัฒนา 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เตรียมความพร้อม/ภาคทฤษฎี จำนวน 15 วัน / ระยะที่ 2 การศึกษาดูงานประเทศ/ต่างประเทศ จำนวน 3-10 วัน / ระยะที่ 3 การประยุกต์ใช้องค์ความรู้สู่การพัฒนาสถานศึกษา และจัดทำรายงานกลุ่ม/รายบุคคล จำนวน 30 วัน / ระยะที่ 4 การนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จำนวน 3 วัน

“เป็นกำลังใจให้คุณครูทุกท่าน ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหน สังกัดใด ภายใต้การนำของรมช.กนกวรรณ จะพยายามผลักดันทุกอย่างที่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ พร้อมทลายทุกข้อจำกัด เพื่อชาว กศน. สช. และ สลช. ทุกคน” ดร.กนกวรรณ กล่าว

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ e0b881e0b8a8e0b899.e0b881e0b8b3e0b981e0b89ee0b887e0b980e0b89ee0b88ae0b8a3_e0b992e0b990e0b990e0b993e0b990e0b992_0018.jpg

นางคนึงนิตย์ วันนิตย์ ผอ.กศน.จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน กศน.จังหวัดกำแพงเพชร เป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยได้ดำเนินการตามนโยบายและจุดเน้นการดำเนินงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายและจุดเน้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ด้วยการจัดการให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตที่เหมาะสมกับช่วงวัย สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีทักษะที่จำเป็นในโลกศตวรรษที่ 21 ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาลและสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 นโยบายไทยแลนด์ 4.0

อีกทั้งยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดกำแพงเพชร คือ “ผู้นำการผลิต และแปรรูปเกษตรปลอดภัย และการท่องเที่ยวถิ่นมรดกโลก”

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการ

75 ปี การสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา “มุ่งสร้างมาตรฐานและจิตวิญญาณความเป็นครู สู่คุณภาพการศึกษาไทย”

(2 มีนาคม 2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ 75 ปี และบรรยายพิเศษ เรื่อง “การยกระดับมาตรฐานการผลิต การคัดกรอง การใช้และการพัฒนาครู” ณ หอประชุมคุรุสภา โดย ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ และร่วมพิธี

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้เห็นการขับเคลื่อนการทำงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ที่เป็นประโยชน์ต่อการวางรากฐานของการผลิตครู ร่วมกับสถาบันผลิตครูต่าง ๆ เพื่อให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ครูเป็นบุคลากรที่สำคัญที่จะทำให้การศึกษาไทยได้รับการพัฒนาเพื่อให้เท่าเทียมกับประเทศอื่น

ทั้งนี้ ศธ.ให้ความสำคัญในเรื่องของมาตรฐานวิชาชีพครู โดยเฉพาะมาตรฐานที่เกี่ยวกับจรรยาบรรณของวิชาชีพ ครูต้องปฏิบัติตัวตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ เพราะครูเป็นตัวอย่างของเด็กและเยาวชนไทย

จึงขอฝากให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาและสถาบันที่จะผลิตครู ร่วมกันผลักดันและเป็นหลักในการขับเคลื่อนให้บุคลากรที่จะมาเป็นครู มีความรู้ทั้งด้านวิชาการ จริยธรรม และศีลธรรม เนื่องจากประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติในหลายด้าน เรามองไม่เห็นเลยว่าอนาคตอันใกล้นี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่เราอาจจะใช้โอกาสนี้นำกระบวนการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยมาพัฒนาครู ทั้งที่อยู่ในระบบและกำลังจะเข้ามาสู่ระบบ ให้มีรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ ๆ

เพื่อให้ครูของประเทศไทยต้องเป็นคนที่เก่ง คนเก่งต้องอยากมาเป็นครู อยากใช้คำว่า “เก่งเป็นครู มากกว่าคำว่า ผิดเป็นครู” โดยในการใช้งบประมาณปี 2563 – 2564 ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาครูทั้งระบบ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เพื่อให้ทุกคนมีขวัญและกำลังใจในการทำงานมากขึ้น

“อะไรที่ทำให้เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานวิชาชีพต้องจัดการอย่างรวดเร็ว และไม่ทำให้เรื่องเหล่านั้นกลับมาอยู่ในกระบวนการศึกษาไทยอีก ทั้งในเรื่องของยาเสพติด การทุจริตคอร์รัปชั่น และการล่วงละเมิดทางเพศของครู สิ่งเหล่านี้เราปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ ผิดวินัยร้ายแรง และไม่สามารถเข้ามาสู่กระบวนการศึกษาของไทยได้อีก ตนจะไม่ผ่อนปรนในเรื่องดังกล่าวเด็ดขาด ที่ผ่านมามีหลายคดีที่มีการตัดสินล่าช้า ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ซึ่งคงต้องแก้ไขกฎหมายระเบียบที่มีอยู่ เพราะในปัจจุบันยังไม่เป็นที่พอใจ ไม่เหมาะสมกับสิ่งที่ควรจะเป็น ให้ทุกคนได้รู้ว่ามาตรฐานวิชาชีพของการเป็นครูมีความสำคัญ หากมีการฝ่าฝืนจะต้องดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้เรื่องเหล่านี้หายไปจากระบบการศึกษาของประเทศไทย” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ กล่าวว่า ในปีที่ 75 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เน้นหลักการทำงานโดย “มุ่งสร้างมาตรฐานและจิตวิญญาณความเป็นครู สู่คุณภาพการศึกษาไทย” ที่จะเป็นหลักประกันแก่สังคมว่าผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษามีจิตวิญญาณความเป็นครู มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างแท้จริง สู่คุณภาพ การจัดการศึกษาและคุณภาพผู้เรียน สอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ นโยบายปฏิรูปการศึกษา ในการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูที่มีคุณภาพและมีจิตวิญญาณของความเป็นครู เพราะ “ครู” เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศ ผ่านโครงการและกิจกรรมที่สำคัญ ดังนี้

  • การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา ปรับปรุงมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ และมาตรฐานการปฏิบัติงานของครู ให้มีสมรรถนะที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อคัดกรองคนเข้าสู่วิชาชีพทางการศึกษา
  • การยกระดับการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพระบบบริการ เพื่ออำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนกระบวนงาน ลดสำเนาเอกสาร โดยการนำระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Service มาใช้ในการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ
  • การกำกับดูแลจรรยาบรรณวิชาชีพ สร้างระบบการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม และการสร้างเครือข่ายทางจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา ด้วยการอบรมใน 4 ภูมิภาค เพื่อเป็นเครือข่ายสร้างความเข้มแข็ง ด้านจรรยาบรรณของวิชาชีพให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • การพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุน วิชาชีพ กำหนดให้มีระบบการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพที่ต่อเนื่อง มีเครือข่ายในการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพ และมีกิจกรรมการพัฒนาหลากหลายรูปแบบ ทั้งการจัดประชุมทางวิชาการของคุรุสภา การคัดสรรผลงานวิจัย การคัดสรรผลงาน หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม การส่งเสริมสนับสนุนเครือข่ายพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ PLC
  • การยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และเป็นต้นแบบของครูดีที่สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ร่วมวิชาชีพและสังคม โดยยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นับตั้งแต่เริ่มประกอบวิชาชีพจนถึงเกษียณอายุการทำงาน เช่น รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น รางวัลคุรุสภา รางวัลครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น รางวัลครูผู้สอนดีเด่น รางวัลคุรุสดุดี และครูอาวุโส
  • การเสริมสร้างการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษากับองค์กรวิชาชีพในต่างประเทศ ดำเนินการประสานความร่วมมือด้านการศึกษาและพัฒนาวิชาชีพกับองค์กรวิชาชีพครู ในประเทศต่าง ๆ ทั้งในภูมิภาคอาเซียน และระดับนานาชาติ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กร และผู้ประกอบวิชาชีพ และส่งเสริมให้ครูได้เปิดโลกทัศน์ และมีประสบการณ์ด้านการสอน
  • การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสาร เพื่อพัฒนาคุรุสภามุ่งสู่การเป็นคุรุสภาดิจิทัล โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของคุรุสภา ทั้งการบริหารจัดการ และการบริการ โดยจัดทำระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Service ทั้งการยื่นผ่านสถาบันผลิตครู ด้วยระบบ KSP BUNDIT การยื่นผ่านสถานศึกษาด้วยระบบ KSP SCHOOL และการยื่นคำขอด้วยตนเอง ด้วยระบบ Self Service รวมทั้งสามารถตรวจสอบสถานะการประกอบวิชาชีพทางการศึกษาบนเว็บไซต์คุรุสภา สมาร์ทโฟน และแท๊บเล็ต รวมถึงการให้บริการ หอสมุดคุรุสภา e- Library โดยบริการทรัพยากรสารสนเทศผ่านทาง “เว็บไซต์หอสมุดคุรุสภา”

“คุรุสภาจะมุ่งมั่นพัฒนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาให้เป็นองค์กรสมัยใหม่ พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการปฏิบัติงานและการบริการ เพิ่มระบบบริการทางแอพพลิเคชั่น เพื่ออำนวยความสะดวกผ่านทางสมาร์ทโฟน และจัดทำคลังข้อมูลการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา (Big Data) ที่เชื่อมโยงบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้ใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้นโยบายที่สอดคล้องกับทิศทางของยุทธศาสตร์ชาติ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เร่งผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อร่วมแก้ปัญหาและร่วมมือกันพัฒนาวิขาชีพทางการศึกษา ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

อิชยา กัปปา / สรุป
กิตติกร แซ่หมู่ / ถ่ายภาพ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการ

ศธ.Big Cleaning ลุยฆ่าเชื้อ-ทำความสะอาด ยกระดับมาตรการป้องกัน COVID-19


(2 มี.ค. 63) นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เห็นว่าจากสภาพการในปัจจุบัน โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประเทศเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น ถึงแม้ว่า ศธ.จะยังไม่พบผู้ป่วย แต่เพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ e0b89be0b8a3e0b8b0e0b88ae0b8b8e0b8a1e0b8ade0b899e0b8b8e0b8af26-2-63_e0b992e0b990e0b990e0b992e0b992e0b996_0001.jpg

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา (วันเสาร์ที่ 29 ก.พ. และอาทิตย์ที่ 1 มี.ค.63) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) จึงได้ดำเนินการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในและภายนอกอาคารสำนักงาน พร้อมทั้งเช็ดทำความสะอาดพื้น ผนัง อุปกรณ์สำนักงานต่าง ๆ ทุกพื้นที่ในบริเวณ ศธ. เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 อีกทั้งยังได้ให้บริการเจลล้างมือประจำหน่วยงาน รวมทั้งโรงอาหาร เพื่อให้บริการแก่ผู้มาติดต่อราชการไว้ด้วยแล้ว

นอกจากนี้ ศธ.ยังได้ยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันโรคติดเชื้อ COVID-19 ร่วมกับหน่วยงานในสังกัด ดังนี้

  1. สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) ได้มีหนังสือขอความร่วมมือหน่วยงานในสังกัด ศธ. แจ้งสถานศึกษาในสังกัด ให้ชะลอการนำนักเรียน นักศึกษา เข้าค่ายพักแรมลูกเสือไว้ก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
  2. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) ได้มีหนังสือแจ้งขอความร่วมมือไปยังศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ ชะลอการจัดกิจกรรมลูกเสือหรือยุวกาชาดที่มีลักษณะเป็นการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนจำนวนมาก เช่น การฝึกอบรม การอยู่ค่ายพักแรม เป็นต้น
  3. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
    – ได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต แจ้งโรงเรียนในสังกัดเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ตามมาตรการควบคุมและป้องกันที่ออกไปก่อนหน้านี้
    – ขอให้สถานศึกษาติตตามสถานการณ์ ข่าวสารการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อย่างใกล้ชิด
    – แจ้งแนวทางการขออนุญาตไปราชการยังประเทศหรือเขตการปกครองที่เสี่ยงต่อโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ให้บุคลากรและโรงเรียนในสังกัดปฏิบัติตาม
    – กรณีที่โรงเรียนดำเนินการสอบปลายภาคเสร็จสิ้นแล้ว ให้สถานศึกษาประกาศปิดภาคเรียนและไม่ควรดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไป
    – กรณีที่จะต้องรับผลการเรียน ขอให้ติดต่อเป็นรายกรณี หรือใช้สื่อเทคโนโลยีในการประสานงาน
    – ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมควบคุมโรคประจำจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการขอความอนุเคราะห์ให้เข้าทำความสะอาด ฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 ด้านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขอให้ประสานงานกับหน่วยงานกรุงเทพมหานคร
  4. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้เข้มงวดและดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีหนังสือมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ถึงผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชน เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาด โดยกำชับโรงเรียนถือปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด
  5. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน นักเรียน นักศึกษา จึงมอบหมายให้ สอศ. ดำเนินการผลิตหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 และเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่ง สอศ. ได้มอบหมายให้วิทยาลัยที่มีการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ดำเนินการตัดเย็บหน้ากาก โดยกระจายภารกิจให้แก่สถานศึกษาในภูมิภาคต่างๆ ทั้ง 5 ภูมิภาค ภาคละ 10,000 ชิ้น รวมทั้งสิ้น 50,000 ชิ้น และเบื้องต้น รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยเลขาธิการ กพฐ. ได้นำหน้ากากอนามัยดังกล่าวไปแจกให้นักเรียนที่เข้าสอบ O-Net เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาแล้ว

ด้วยมาตรการต่าง ๆ ดังกล่าวของ ศธ. ในการยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยร่วมกับหน่วยงานในสังกัด และกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด จึงเชื่อมั่นว่าจะช่วยเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 และขอให้หน่วยงาน สถานศึกษา และบุคลากรถือปฏิบัติเรื่องนี้อย่างเคร่งครัดต่อไป

นศ.อาชีวะ ร่วมผลิตหน้ากากอนามัย
รมว.ศธ.ร่วมทดลองหน้ากากอนามัยของอาชีวะ
รมว.ศธ.แจกหน้ากากอนามัยแก่น้องๆ นักเรียนที่เข้าสอบ O-Net
เลขาธิการ กพฐ.”อำนาจ วิชยานุวัติ” ร่วมแจกหน้ากากอนามัยให้นักเรียน

ปารัชญ์ ไชยเวช / สรุป
ขอบคุณภาพ : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี
บัลลังก์ โรหิตเสถียร / บรรณาธิการข่าว

เสมา 3 ลงพื้นที่ตรวจราชการ กศน.จังหวัดนครสวรรค์

(1 มีนาคม 2563) ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครสวรรค์ และสำนักงาน กศน.จังหวัดนครสวรรค์

ดร.กนกวรรณ กล่าวว่า การเดินทางมาจังหวัดนครสวรรค์ครั้งนี้ เป็นความตั้งใจในการลงพื้นที่ เพื่อตรวจเยี่ยมหน่วยงานในกำกับแบบไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เพื่อให้ได้เห็นสภาพจริงของการดำเนินงาน และความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง รวมถึงการมาให้กำลังใจ และช่วยเติมเต็มและผลักดันการทำงานตามนโยบายให้มีความพร้อมมากขึ้น เพราะคน กศน.ถือว่าเป็นคนพันธุ์พิเศษ ที่มีความสามารถทำงานได้อย่างหลากหลาย ครอบคลุมทุกมิติ บนพื้นฐานของข้อจำกัดในหลาย ๆ ด้านความยากลำบาก และขาดแคลนมาโดยตลอด

โดยพบว่ามีอุปสรรคปัญหาในการดำเนินงานที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน และจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการซ่อมแซม ปรับปรุง ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครสวรรค์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการกลุ่มเป้าหมายนักเรียน นักศึกษา ทั้งในและนอกระบบโรงเรียนรวมทั้งประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัดได้แก่ อุทัยธานี กำแพงเพชร พิจิตร ตาก และนครสวรรค์ ในรูปแบบของ 4 กิจกรรมหลักคือนิทรรศการ ค่ายกิจกรรมการศึกษาและบริการวิชาการ

ซึ่งที่นี่มีผู้มาใช้บริการนิทรรศการ ค่ายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาอยู่ค่ายต้องมีการพักค้างคืน และใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรม โดยที่ผ่านมาได้ประสบปัญหาค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสืบเนื่องมาจากอายุการใช้งานที่ยาวนานของระบบไฟฟ้าและประปาจนเกิดความชำรุด จึงควรมีการปรับปรุงพื้นที่ เช่น ระบบน้ำประปาระบบไฟฟ้าโซล่าเซลล์บริเวณภายนอกอาคารทั้งหมด รวมทั้งซ่อมแซมพื้นอาคารจัดกิจกรรม ที่เกิดจากการใช้งานมาเป็นเวลานาน ที่มีความชำรุดเสียหาย ให้สามารถใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

และในส่วนของสำนักงาน กศน.อำเภอเมืองนครสวรรค์ ก็ประสบปัญหาหลังคาสำนักงานชำรุด ทรุดโทรม เพราะมีอายุการใช้งานนานกว่า 30 ปี ประกอบกับเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมามีฝนตกหนัก ลมพายุพัดรุนแรง ทำให้พื้นทรุดอาคารและฝ้าเพดานหลุดร่วง กว่า 325 ตารางเมตร และหลังคารั่ว สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำงาน ทำให้ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีฝุ่นละอองจากฝ้าและเศษบนหลังคาร่วงลงมาตลอดเวลา และเวลาฝนตก อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และไฟฟ้าเสียหาย รวมถึงไม่สะดวกสำหรับผู้ติดต่องานอีกด้วย

โดยอาคารสำนักงานของ กศน.อำเภอเมืองนครสวรรค์ เป็นพื้นที่ปฏิบัติงานของฝ่ายบริหาร กศน.อำเภอเมืองนครสวรรค์ ซึ่งประกอบด้วยห้องทำงาน ผอ.กศน. อำเภอ งานธุรการ งานการเงิน งานพัสดุ งานแผน และเป็นส่วนของการติดต่องานต่าง ๆ ของกศน.อำเภอเมือง นอกจากนี้บ้านพักข้าราชการของสำนักงาน กศน.จังหวัดที่มีอยู่จำนวน 5 หลัง ก็มีสภาพเก่าและผุพังเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ก็ได้มอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งสรุป และติดตามจัดทำงบประมาณเสนอไปยังต้นสังกัดโดยด่วนต่อไป

“การมาในวันนี้ ทำให้ได้ข้อเท็จจริงในการปฏิบัติงานของบุคลากร กศน.ชาวนครสวรรค์ ซึ่งต้องขอชื่นชม และขอบคุณผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ตั้งใจ ขับเคลื่อนงานต่างๆให้สำเร็จตามเป้าหมาย แม้จะขาดความพร้อมในหลายๆด้าน แต่คน กศน.ก็ไม่เคยที่จะยอมแพ้ นี่คือ สิ่งที่ประจักษ์ชัดว่า กศน. คือ ครูพันธุ์พิเศษอย่างแท้จริง ตนสัญญาว่าเราจะก้าวไปด้วยกัน พัฒนาการศึกษาและส่งเสริมให้ประชาชน ให้มีทักษะความรู้ อาชีพ มีงานทำ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขมากขึ้น”

จากนั้น ดร.กนกวรรณ รมช.ศธ. ได้เดินมาตรวจเยี่ยม ณ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเมืองจังหวัดนครสวรรค์ และสำนักงาน กศน.จังหวัดนครสรรค์ ซึ่งมีพื้นที่อยูในบริเวณเดียวกัน โดยการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้สร้างความประทับใจให้แก่ รมช.ศธ.เป็นอย่างมาก เพราะแม้จะเป็นวันหยุด และเป็นช่วงเวลาที่ไม่ใช่เวลาจัดการเรียนการสอนหรือพบกลุ่ม ครูและเจ้าหน้าที่ทุกคนยังขมักเขม้นทำงานกันอย่างเต็มที่

ซึ่ง รมช.ศธ.ได้ซักถามและแนะนำเกี่ยวกับการจัดการศึกษาวิชาเลือกให้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ รวมทั้งเน้นย้ำเรื่องให้ความรู้ การป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า โควิด-19 และปฏิบัติตามตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเคร่งครัด ดร.กนกวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าว: เอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ กรรณิกา พันธ์คลอง
ภาพ: เอื้อมพร สุเมธาวัฒนะ
วีดิโอ : ณัฐวุฒิ วากะดวน

WordPress.com.

Up ↑