หมวดหมู่
เสมา 1 เสมา 2 เสมา 3 แผน/ยุทธศาสตร์

ศธ.แถลงผลการประเมิน PISA2018 คณิต-วิทย์คงที่ แต่การอ่านเด็กไทยลดลงต่อเนื่อง

(3 ธ.ค. 62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงผลการประเมิน PISA 2018 โดยมี ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ประธานคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ, ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และรองประธานกรรมการบริหารโปรแกรม PISA ผู้บริหารระดับสูง บุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ สื่อมวลชนเข้าร่วม ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล กระทรวงศึกษาธิการ

ประเด็นสำคัญ
– PISA คือ Programme for International Student Assesment หรือ โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล
– ผลประเมินปี 2018 นักเรียนจากจีน 4 มณฑล และสิงคโปร์ มีคะแนนทั้ง 3 ด้านสูงที่สุด
– เมื่อเปรียบเทียบผลประเมินนักเรียนไทยกับ PISA 2015 ด้านการอ่านมีคะแนนลดลง 16 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีคะแนนเพิ่มขึ้น 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลำดับ ซึ่งในทางสถิติถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับรอบการประเมินที่ผ่านมา
– นักเรียนหญิงทำคะแนนได้สูงกว่านักเรียนชายในทุกวิชา
– ครั้งต่อไปจะมีการจัดประเมินในปี 2021 โดยเน้นการประเมินด้านคณิตศาสตร์

รมว.ศธ. กล่าวว่า ต้องภูมิใจกับการที่เราสามารถรักษาระดับและขยับผลการประเมิน PISA ให้สูงขึ้นในส่วนของคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าในการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ได้เน้นในเรื่องของคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ถือว่าประสบผลสำเร็จ และต้องรักษาระดับนั้นต่อไป รวมถึงขยายผลให้กว้างไปกว่านั้น

ในส่วนของประเด็นการอ่าน มีผลที่ต้องปรับปรุงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกเรื่องที่เรากำลังปรับปรุงและพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรที่มีการปรับให้มีการอ่านและวิเคราะห์มากขึ้น ไม่ใช่เพื่อการสอบ แต่เป็นทักษะในการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในขณะเดียวกันการส่งเสริมให้มีการขยายคุณภาพการศึกษาอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ ก็เป็นแนวทางที่จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะผลการประเมินของ PISA จะเห็นว่าเป็นการสุ่มสอบ

ฉะนั้น วิธีที่เราปกป้องปัญหาได้ดีที่สุด คือทำให้เด็กทั่วประเทศไทยมีความสามารถใกล้เคียงกัน หรือลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งมั่นใจได้ว่าอีก 2 ปี ข้างหน้า เมื่อมีการสอบ PISA อีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเน้นไปด้านไหน เด็กของเราน่าจะทำคะแนนได้ดีในทุกภาคส่วนอย่างแน่นอน

“ในส่วนของเด็กที่มีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่อยู่ใน รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ จุฬาภรณราชวิทยาลัย หรือสาธิตต่าง ๆ ได้เห็นแนวทางในการปรับโครงสร้างของโรงเรียนในการบริหารจัดการตนเองในระดับหนึ่ง ดังนั้น เมื่อเราเห็นแล้วว่าการกระจายอำนาจไปแล้วประสบความสำเร็จ ก็ควรขยายผลไปมากกว่านี้ อะไรที่เราทำแล้วเห็นผลที่ดี เราต้องกล้าตัดสินใจที่จะขยายผลหรือข้อมูลในวงกว้าง ส่วนอันไหนที่เราคิดว่าต้องปรับปรุงต้องรีบมาแก้ไข ณ ขณะนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการชัดเจนในแนวทางที่เราจะดำเนินการ และวันนี้ผลที่ออกมาก็ยืนยันว่าเราจำเป็นต้องเดินตามแผนแม่บทที่วางไว้ในหลายปีที่ผ่านมา” รมว.ศธ.กล่าว

การทำงานในทุกอย่าง ทักษะในการใช้ชีวิตจริง เมื่อเห็นเนื้องานแล้วต้องใช้เวลากับการอ่านตรงนั้น เพื่อจะได้เอามาวิเคราะห์ได้ถูก ที่ผ่านมาการอ่านฉาบฉวยหรือการอ่านแล้วไม่สามารถวิเคราะห์แยกแยะในความเหมาะสมถูกต้อง เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาพอสมควรในสังคมไทย เราต้องช่วยกันโดยกลับมาที่หลักสูตร กลับมาที่ครูผู้สอน ที่จะต้องปรับบ้างในเรื่องของวิธีการสอน หลักสูตรการสอนที่ให้อิสรภาพเด็กในการใช้ความคิด หรือการวิเคราะห์โดยการประเมิน PISA 2018 ไม่มีการจัดลำดับของแต่ละประเทศ เพื่อให้แต่ละประเทศนำคะแนนตนเองมาเปรียบเทียบกับการประเมินในครั้งที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาปรับปรุง มากกว่าการไปแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษศิลป์ ประธานคณะกรรมการ PISA กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคะแนนตั้งแต่การประเมินรอบแรกจนถึงปัจจุบัน พบว่า ผลการประเมินด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของไทยไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผลการประเมินด้านการอ่านมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง มีข้อสังเกตที่สำคัญ 3 ประการ คือ

  1. ระบบการศึกษาไทยมีส่วนหนึ่งที่มีคุณภาพและสามรถพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถในระดับสูงได้ หากระดับนโยบายสามารถสร้างความเท่าเทียมกันทางการศึกษา โดยขยายระบบการศึกษาที่มีคุณภาพไปให้ทั่วถึง ประเทศไทยก็จะสามารถยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนให้ทัดเทียมกับนานาชาติได้
  2. นักเรียนไทยทั้งกลุ่มที่มีคะแนนสูงและกลุ่มที่มีคะแนนต่ำ มีจุดอ่อนอยู่ที่การอ่าน PISA 2018 เน้นการประเมินการอ่านเนื้อหาสาระที่มาจากแหล่งข้อมูลเดียวและหลายแหล่งข้อมูล อีกทั้งสื่อที่นักเรียนได้อ่านส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลซึ่งสะท้อนถึงธรรมชาติของการอ่านที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของโลกและสอดคล้องกับการใช้ข้อมูลในชีวิตจริงของผู้คนทั่วโลก ดังนั้นระบบการศึกษาไทยควรส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลต่อไป
  3. แนวโน้มคะแนนการอ่านของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง และความฉลาดรู้ด้านการอ่านมีความสัมพันธ์กับความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ระบบการศึกษาไทยจึงต้องยกระดับความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนอย่างเร่งด่วน

ผลการประเมิน PISA 2018 ในระดับนานาชาติ พบว่า นักเรียนจากจีน 4 มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) และสิงคโปร์ มีคะแนนทั้ง 3 ด้านสูงกว่าทุกประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สำหรับประเทศที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกในด้านการอ่าน ซึ่งเป็นด้านที่เน้นในรอบการประเมินนี้ ได้แก่ จีนสี่มณฑล สิงคโปร์ มาเก๊า ฮ่องกง และเอสโตเนีย

สำหรับผลการประเมินของประเทศไทย นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านการอ่าน 393 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 487 คะแนน) คณิตศาสตร์ 419 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 489 คะแนน) และวิทยาศาสตร์ 426 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 489 คะแนน) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ PISA 2015 พบว่า ด้านการอ่านมีคะแนนลดลง 16 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีคะแนนเพิ่มขึ้น 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลำดับ ซึ่งในการทดสอบทางสถิติถือว่าด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับรอบการประเมินที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย นักเรียนหญิงทำคะแนนได้สูงกว่านักเรียนชายในทุกวิชา และนักเรียนชายสนใจอาชีพวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์มากกว่านักเรียนหญิง ส่วนนักเรียนหญิงสนใจอาชีพเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น แพทย์ พยาบาล มากกว่านักเรียนชาย ส่วนนักเรียนที่สนใจทำอาชีพเกี่ยวกับ ICT ยังมีอยู่น้อย หรือคิดเป็นร้อยละ 1 จากนักเรียนทั้งหมด

สำหรับประเทศไทย กลุ่มโรงเรียนเน้นวิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศ/เศรษฐกิจที่มีคะแนนสูงสุดห้าอันดับแรก (Top 5) และกลุ่มโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ส่วนกลุ่มโรงเรียนอื่น ๆ ยังคงมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ทั้งนี้ คะแนนด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนทุกกลุ่มโรงเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ PISA 2015

PISA ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ( Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD )มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีศักยภาพหรือความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นประเมินสมรรถนะของนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่จบการศึกษาภาคบังคับ ประเมินในทุกๆ 3 ปี เพื่อประเมินสมรรถนะของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน หรือ “ความฉลาดรู้”(Literary) ได้แก่ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy) ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy) และความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy)

ปัจจุบันประเทศไทยได้ยกระดับความสัมพันธ์กับ OECD โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมทบ (Associate members) ของโปรแกรม PISA เมื่อสิงหาคม 2019 สำหรับการประเมิน PISA 2018 เน้นการประเมินด้านการอ่าน มีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างประเทศไทย 8,663 คน จาก 290 โรงเรียน

ครั้งต่อไปจะมีการจัดประเมินในปี 2021 โดยเน้นการประเมินด้านคณิตศาสตร์

อานนท์ วิชานนท์ / สรุป
อธิชนม์ สลางสิงห์ / ถ่ายภาพ
ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า / VIdeo

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s