รมว.ศธ.ลงพื้นที่ ครม.สัญจร ที่กาญจนบุรี

(11 พ.ย.62) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​​ ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมสถานศึกษา และติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2562 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 (กาญจนบุรี​ ราชบุรี และสุพรรณบุรี)​ ที่โรงเรียนวัดกร่างทองราษฎร์บูรณะ และวิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี

1. ภาคเช้า : เยี่ยมชมนิทรรศการ และติดตามงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่โรงเรียนวัดกร่างทองราษฎร์บูรณะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อเวลา 9.00 น. รมว.ศธ.เดินทางถึงโรงเรียนวัดกร่างทองราษฎร์บูรณะ โดยมีนายสรสินธุ ไตรจักรภพ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ, นายอนุชา บูรพชัยศรี เลขานุการ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ, นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ​คณะกรรมการ​การศึกษา​ขั้นพื้นฐาน​, นายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการ​คณะกรรมการ​การอาชีวศึกษา, นางสาวอุษณีย์ ธโนศวรรย์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. , ศึกษาธิการ​ภาค, ศึกษาธิการ​จังหวัด, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา, ประธานอาชีวศึกษาจังหวัด รวมทั้งข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนนักศึกษา ตัวแทนเครือข่ายจัดการศึกษาในพื้นที่ ให้การต้อนรับ

เผยนโยบายรัฐ เน้นปฏิรูปการศึกษาไทย รองรับการขยายตัวของประเทศ

รมว.ศธ. กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มามอบนโยบาย แต่ต้องการมาสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อรวมพลังขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาไทย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี” ที่ได้วางนโยบายและแนวทางชัดเจนว่า ประเทศต้องปฏิรูปการศึกษาไทย เพื่อให้ชัดเจนต่อการขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ 21

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีทั้งศักยภาพ สภาพภูมิศาสตร์ และความพร้อมที่จะเชื้อเชิญนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถขับเคลื่อนและมีความพร้อมที่จะรองรับการขยายตัวการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ คือ “การศึกษา”

ดังนั้น ศธ.จึงนำโจทย์นี้มาขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ ซึ่งยืนยันมาตลอด 3 เดือนที่เข้ามาทำงาน ได้สัมผัสกับครู นักเรียน เด็ก และเยาวชนไทยจำนวนมาก ทุกภาคส่วนก็เห็นตรงกันว่าประเทศไทยมีความสามารถที่จะผลิตและปฏิรูปได้จริง แต่สิ่งที่ขาดไปคือ “ความพร้อมในทุกภาคส่วน”

ย้ำ ศธ.เน้นบริหารจัดการงบฯ ให้มีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และตลอดไป

เพราะฉะนั้น เราจึงต้องนำส่วนนี้มาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูป แม้งบประมาณ ศธ.จะได้รับจัดสรรมากที่สุดก็ตาม แต่หากไม่มีการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ย่อมส่งผลต่อความทับซ้อนการใช้จ่าย จึงได้เน้นไปที่การบริหารจัดการงบประมาณ ให้มีประสิทธิภาพ อย่างต่อเนื่อง และตลอดไป ที่เป็นเช่นนี้เพราะเรายังไม่มีความพร้อมที่จะจ่ายเงินงบประมาณต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจมากนัก ด้วยภาระงบประมาณของประเทศในทุกด้านมีเป็นจำนวนมาก

ขอให้จูนการทำงานให้ตรงกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้สังคม

ดังนั้น หากเราจัดการองคาพยพ โดย “จูน” การทำงานให้ตรงกัน ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้สังคมโดยรวม ทั้ง “ภาคเอกชน” ที่จะเข้ามาสนับสนุนการจัดการศึกษา “ภาครัฐ” เช่น สำนักงบประมาณที่จะสนับสนุนงบประมาณ “ภาคนานาชาติ” และอื่นๆ ที่พร้อมจะมาสนับสนุนเพิ่มเติม

ที่ผ่านมา เราจึงต้องนำสิ่งต่าง ๆ มาพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างการทำงานที่ไม่ให้ทับซ้อนกัน การพิจารณาแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นข้อจำกัดการทำงาน แต่การปรับโครงสร้างกระทรวง ก็ยังไม่ได้มีความชัดเจนว่าจะยุบหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ อยู่ในระหว่างที่ให้คณะกรรมการฯ ไปวิเคราะห์และพิจารณาเสนอเข้ามา

การบริหารจัดการ รร.ขนาดเล็ก ไม่ได้เน้นยุบ-ควบรวม แต่ดูตามคุณภาพและความจำเป็น

หรือแม้แต่การควบรวม-ยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ตนก็ยังไม่เคยพูด เพียงแต่เราต้องนำความจริงมาพูดกัน ต้องการให้สื่อสารทำความเข้าใจให้มากขึ้น โดยเฉพาะตัวแทนประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมอธิบายให้ประชาชนเข้าใจในแนวทางบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กของ ศธ. ซึ่งในขณะนี้โรงเรียนขนาดเล็ก สพฐ.ทั่วประเทศกว่า 1.5 หมื่นโรง มีถึง 3,100 โรงที่ไม่มีโอกาสควบรวมอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลความจำเป็นทางภูมิศาสตร์ เช่น ตั้งอยู่ในเกาะแก่ง หรือในพื้นที่ห่างไกล หรือสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพสูง กรณีนี้ สพฐ.สามารถเข้าไปสนับสนุนทรัพยากร เช่น งบประมาณ อัตราครู ฯลฯ ได้เลยอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม หากมีโรงเรียนที่ถูกยุบไปแล้วและเป็นสถานที่ที่ไม่ใช้งาน ต้องการให้นำมาปรับปรุง สร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์ผู้สูงวัย บ้านพักครู หรือใช้เป็นพื้นที่สร้างวิสาหกิจชุมชนได้ เพราะไม่อยากให้สถานที่ถูกทิ้งร้างโดยเปล่าประโยชน์

เน้น ศธ.ต้องเป็นหนึ่งเดียว เพื่อพลิกการศึกษาไทย

อีกประเด็นคือ การขอขยายเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจาก 42 เขต ให้ครบหรือใกล้เคียง 77 จังหวัด ก็เป็นอีกประเด็นที่รับฟังข้อเสนอแล้ว เพื่อนำไปพิจารณาร่วมกับทุกองค์กรหลัก ซึ่งได้เน้นย้ำให้คำนึงถึงประโยชน์ของกระทรวงให้มากที่สุด โดย ศธ.ต้องเป็นหนึ่งเดียว แต่ก็ขอฝากให้ผู้บริหารช่วยทำความเข้าใจสื่อสารกับบุคลากรว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะไม่กระทบต่อสิทธิ์เดิมเป็นอันขาด

ส่วนตัวมั่นใจว่าในวันนี้ เรามีความเข้าใจกันมากขึ้นที่จะร่วมกัน “พลิกการศึกษาไทย” ได้อย่างแน่นอน เพราะสิ่งดี ๆ ในวงการศึกษามีจำนวนมาก เพียงแต่ยังไม่ได้นำมาใช้จนถึงขีดสุด

ย้ำครูสำคัญที่สุด เร่งแก้ปัญหาเพื่อขวัญกำลังใจ

ในเรื่องครู ย้ำมาเสมอว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อการปฏิรูปการศึกษา เพราะเป็นผู้ส่งต่อความรู้ให้กับผู้เรียน เด็ก และเยาวชน แม้ที่ผ่านมาจะมีปัญหาที่เกิดขึ้นกับครู เช่น วิทยฐานะ หนี้สิน ภาระงาน ฯลฯ เราก็ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาของครู แม้ว่าอาจจะไม่รวดเร็วที่จะแก้ไขได้ในเวลาอันสั้น แต่ก็ต้องเร่งทำ ไม่ให้คาราคาซัง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ไม่ให้เป็นสิ่งบั่นทอนจิตใจครูและผู้บริหารในการปฏิบัติหน้าที่

สิ่งที่ฝากเรื่องครู คือการพัฒนาตนเอง เช่นเรื่อง Digital Literacy แม้ครูจะไม่มีความรู้หรือมีอายุมากที่จะเข้าใจ แต่ก็จำเป็นต้องพัฒนาตนเอง เพราะนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หากเด็กมีความรู้มากกว่าครูในเรื่องเหล่านี้ ก็จะไปค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งอาจพบเจอสิ่งที่ดี ๆ ก็ได้ หรือสิ่งที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบจนตามมาเป็นปัญหาสังคม ก็เป็นได้

นอกจากนี้ ต้องการให้ สพฐ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือถึงการสรรหาครูที่ตรงสายงานให้มากที่สุด รวมทั้งการเพิ่มอัตราสำหรับครูที่มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ เพราะระดับมัธยมศึกษาตอนปลายยังขาดแคลนครูผู้สอนในสาขาวิชาเหล่านี้

ฝากให้ครูสอนเด็กกล้าแสดงออก คิดนอกกรอบ

อีกเรื่องคือ เด็กไทยเมื่อโดนกดดัน มักไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าพูด ไม่กล้าตอบคำถาม หรือไม่กล้าคิดนอกกรอบมากนัก เราต้องช่วยกันในระยะยาวทำให้เด็กกล้าคิดวิเคราะห์และแสดงออกให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เด็กเหล่านี้เป็นผู้นำด้านความคิดสร้างสรรค์ได้ต่อไป โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับหลักสูตรให้เด็กกล้าแสดงออกในการคิด และการใช้ชีวิตได้

รมว.ศธ.ย้ำด้วยว่า พร้อมจะรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันเสมอ พร้อมจะอธิบายทุกเรื่อง เพราะการทำงานส่วนตัวไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ แต่กระบวนการตัดสินใจเรื่องใด ๆ ที่สำคัญต้องผ่านการรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันก่อน ไม่ใช่สั่งการลงไปแล้วทำไม่ได้ สิ่งสำคัญในการทำงานจึงเน้นไม่ให้ปัญหาที่มีอยู่คาราคาซัง แก้ปัญหาเรื่องใดได้ ก็จะได้เอาปัญหานั้น ๆ ทิ้งไป

นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่โรงเรียนวัดกร่างทองราษฎร์บูรณะในครั้งนี้ รมว.ศธ.ได้ให้ความสนใจเยี่ยมชมนิทรรศการความก้าวหน้าในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนงาน 3 ด้านในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ 1) การสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) ที่ต้องการให้ขยายไปจนถึงชั้น ม.ปลาย 2) โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ที่ยังคงดำเนินการต่อเนื่องร่วมกับภาคเอกชนและประชาสังคม 3) พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งถือเป็น Sandbox สำหรับการปฏิรูป ที่จะใช้เพื่อทดลองวิธีการและขยายผลนวัตกรรมเปลี่ยนผ่านโรงเรียน ให้สามารถสร้างการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา

สำหรับการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ในภาคกลางตอนล่าง 1 มีจำนวนโรงเรียนจำนวน 1,219 โรงเรียน เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก 583 โรงเรียน โดยมีแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กรวม 373 โรงเรียน คือ กาญจนบุรี 130 โรงเรียน ราชบุรี 110 โรงเรียน และสุพรรณบุรี 133 โรงเรียน ซึ่งเป็นจำนวนโรงเรียน Stand Alone จำนวน 190 โรงเรียน รอเลิก 1 โรงเรียน

ผอ.โรงเรียนวัดกร่างทองราษฎร์บูรณะ กล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้มีการบริหารจัดการในการควบรวมกับโรงเรียนบ้านห้วยนาคราช มาตั้งแต่ปี 2560 ได้ผลดี ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 413 คน สอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยความร่วมมือของชุมชน

โอกาสนี้ รมว.ศธ.และคณะ ร่วมรับประทานอาหารกับนักเรียน พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการอาหารกลางวัน ที่โรงอาหารของโรงเรียนอีกด้วย

2. ภาคบ่าย : เยี่ยมชมนิทรรศการความก้าวหน้า และประชุมมอบนโยบายการอาชีวศึกษา ที่วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี

เมื่อเดินทางถึงวิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี รมว.ศธ.ให้ความสนใจเยี่ยมชมนิทรรศการความก้าวหน้าผลงานสิ่งประดิษฐ์ของนักศึกษาอาชีวะเป็นอย่างมาก โดยสอบถาม พูดคุย รับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับนักศึกษาอาชีวะ

ให้โอวาทเด็กอาชีวะ จบแล้วต้องสะท้อนสภาพปัญหากลับมา

โอกาสนี้ รมว.ศธ.ให้โอวาทแก่นักศึกษาอาชีวะตอนหนึ่งว่า “การเยี่ยมชมนิทรรศการในครั้งนี้ ทำให้ได้เห็นผลงานความก้าวหน้า และความสามารถของเด็กไทยเป็นอย่างมาก อยากให้เป็นตัวอย่างแก่รุ่นหลัง สิ่งที่ได้สัมผัสในเวลาเรียนหรือฝึกงาน แต่เมื่อไปทำงานจริงจะแตกต่างกันไป จึงขอให้กล้าพูด สะท้อนสภาพปัญหากลับมาให้ผู้บริหารฟัง เพื่อที่จะได้พิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป เช่น อาจจะต้องมีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้มากขึ้น หรือวัสดุอุปกรณ์การฝึกงานไม่ทันสมัย ไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง ฯลฯ

นอกจากนี้ การจัดการเรียนการสอนเพื่ออนาคต คือ ด้านคอมพิวเตอร์ ภาษาต่างประเทศ และนวัตกรรมประดิษฐ์ ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก อยากให้ตั้งใจเรียน เป็นตัวอย่างให้คนอยากมาเรียนอาชีวะให้มากขึ้น เพราะเป็นความต้องการของโลก ผู้เรียนอาชีวะจบออกมาได้งานทำแน่นอน อนาคตของชาติก็อยู่ที่อาชีวะ ศธ.พร้อมจะปรับหลักสูตรต่าง ๆ ให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานในอนาคต ขอเป็นกำลังให้ผู้เรียนอาชีวะทุกคน”

นโยบายสำคัญอาชีวะ : ศูนย์การเรียนรู้ (Excellent Center)

จากนั้น รมว.ศธ.ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารอาชีวศึกษาในพื้นที่จังหวัดภาคกลางกว่า 150 คน โดยกล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต อาชีวะสำคัญที่สุดต่อการผลิตพัฒนาผู้เรียนเพื่อรองรับตลาดงานในประเทศ ซึ่งขณะนี้ประเทศต้องการบุคลากรอาชีวะจำนวนมาก จึงต้องการผลิตพัฒนาผู้เรียนให้ตอบสนองต่อความต้องการตลาดงานได้ทันที โดยเฉพาะสาขาใหม่ ๆ ที่เป็นความต้องการในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมการราง การบิน โลจิสติกส์ ฯลฯ

นโยบายสำคัญที่ ศธ.กำลังขับเคลื่อนอาชีวะ คือ การสร้างศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา (Excellent Center) สำหรับธุรกิจต่าง ๆ ที่เหมาะสมแต่ละบริบทของภูมิภาค ดังนั้น บุคลากรในสถานศึกษาอาชีวะแต่ละแห่งต้องนำจุดแข็งมาพิจารณาและหารือกัน เพื่อ ศธ.จะสนับสนุนงบประมาณได้อย่างเต็มที่ การที่แต่ละแห่งควรมีจุดแข็งแตกต่างกัน เพื่อที่จะแยกให้เห็นกลุ่มธุรกิจที่ชัดเจน และลงทุนอย่างตรงจุด สามารถบริหารจัดการความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ให้แต่ละพื้นที่ได้

อีกทั้งการที่เราดำเนินการในลักษณะนี้ ย่อมจะส่งผลให้ภาคเอกชนที่ทำทวิภาคีกับ สอศ. สามารถส่งผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้กับวิทยาลัยได้อย่างตรงกับความต้องการด้วย เพราะทุกอย่างเราจะต้องดูถึงเรื่องประสิทธิภาพและคุณภาพที่เด็กจะได้รับ และการดำเนินการในลักษณะนี้เชื่อมั่นว่าจะทำให้ผู้เรียนสนใจที่จะเข้ามาศึกษาต่อในสายอาชีพมากขึ้น

ศธ.ยุคนี้ให้อิสระในการคิด แต่ขอให้มองตัวเด็กเป็นสำคัญ

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า โจทย์สำคัญของ ศธ. คือ ให้ท่านมีอิสระในการคิด การกระจายอำนาจให้สถานศึกษาซึ่งเป็นนิติบุคคลสามารถบริหารจัดการได้เองตามสภาพความพร้อม อีกทั้ง สพฐ.และ สอศ.อย่ายึดติดเงินรายหัว เพราะถ้า 80% ของเด็กทั้งหมดวิ่งเข้าสู่อาชีวะ เราก็จะสนับสนุนให้อาชีวะอย่างเต็มที่ ในขณะที่ 20% ก็จะทำเพื่อให้เข้าสู่อุดมศึกษาอย่างเต็มที่เช่นกัน จึงขอให้มองไปที่ตัวเด็กเป็นสำคัญ ในขณะนี้เราต้องการเด็กอาชีวะ 1 ล้านคน เพื่อรองรับความต้องการตลาดงานในอนาคต ในขณะที่เรายังมีจำนวนสัดส่วนผู้เรียนอาชีวะห่างจากเป้าหมายมาก จึงต้องช่วยกันแก้ไขข้อจำกัดที่มีอยู่ และสร้างภาพลักษณ์อาชีวะที่ดีให้เกิดขึ้น พร้อมมองไปถึงสาขาวิชาที่ต้องการผลิต ต้องเป็นความต้องการของตลาดงาน เช่นสาขา Computer Graphic หรือ Graphic Animation ซึ่งเอกชนพร้อมจ้างและมาสอนกระบวนการให้ทั้งหมด เพียงแต่อาชีวะจัดหาศูนย์จัดการเรียนรู้ให้เท่านั้น

บัลลังก์ โรหิตเสถียร / สรุป, ถ่ายภาพอาชีวะ
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี / ถ่ายภาพ
ปกรณ์ เรืองยิ่ง / Video
ภาพเพิ่มเติม Facebook ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

คลิปสั้นๆ รมว.ศธ.”ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ลงพื้นที่ ครม.สัญจร ที่ #โรงเรียนวัดกร่างทองราษฎร์บูรณะ สังกัด #สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต1 #อำเภอท่าม่วง #จังหวัดกาญจนบุรี

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s